More
    Saturday, July 4, 2020

    บ้านเด็กชายร่วมพัฒนา เตรียมความพร้อมส่งเด็กออกสู่สังคมอย่างสมบูรณ์

    -

    บ้านเด็กชาย

    ช่วงเวลาบ่ายของวันหยุด ฉันและครอบครัวได้มีโอกาสได้ซื้อขนมขบเคี้ยวเพื่อให้เป็นอาหารว่างกับเด็ก ๆในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งในจังหวัดบ้านเกิดและขอเข้าไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพื่อประกอบการศึกษา ระหว่างขับรถผ่านประตูทางเข้า มีเด็กชายตัวเล็ก ผอมบาง ท่าทางดูต้องการอะไรบางอย่าง เขาวิ่งตามรถของฉันเข้ามาของด้วยหน้าตาสงสัย และด้วยอากาศค่อนข้างร้อน ฉันจึงจอดรถและเรียกเด็กคนนั้นมาสอบถาม

     “ ชื่ออะไรครับ ”

    เด็กชายอายุราวๆ 7-10  ปี ยิ้มรับและไม่ตอบคำถาม แต่ยิงคำถามกลับทันทีด้วยความเคยชินและดูเหมือนเป็นเด็กที่ทางสถานสงเคราะห์จัดหน้าที่ให้ดูแลสอบถามและให้ข้อมูลกับคนที่เข้ามาเป็นภาษาถิ่นหรือภาษาอีสานว่า  “ มาเฮ็ดหยังกันครับ ” (มาทำอะไรกัน) ได้ยินแบบนั้นฉันจึงพูดภาษาถิ่นกับน้องเพื่อสร้างความคุ้นเคย บทสนทนาจะได้ดูไม่เครียดจนเกินไป

    “มาหาแม่แอน ศาลากาแฟอยู่หม่องได๋ ฮู้บ้อ”(มาหาแม่แอน ศาลากาแฟอยู่ตรงไหน น้องรู้จักไหม)

    เด็กชายพูดไปยิ้มไป และใช้มือชี้ไปตรงประตูทางเข้า “ฮู้ครับ อยู่ทางหน้าตรงพู้นครับ มาๆ ขับนำผมมา ผมสิพาไป” (รู้จักครับ อยู่ด้านหน้าทางเข้า ขับรถตามผมมานะ ผมจะพาไป ) เด็กชายไม่พูดพร่ำทำเพลงเมื่อจบประโยคหันหลังแล้ววิ่งกลับไปประตูทางเข้าทันทีพร้อมกวักมือเรียกด้วยความน่ารัก ฉันได้แต่ยิ้มและขับรถตามไป

    ภายในบ้านเด็กชายหนองคายหรือสถานสงเคราะห์เพื่อฟื้นฟู บรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ สนามเด็กเล่นสีสันสดใส สนามฟุตบอลกว้างขวางเหมือนโรงเรียนทั่วไป เมื่อฉันก้าวลงจากรถสายตาเหลือบไปเห็นอาคารไม้หรือที่เรียกกันว่าเรือนนอนอยู่ติดกับศาลากาแฟ ได้ยินเสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กดังระงมไปทั่วอาคาร ทั้งเสียงร้องไห้ เสียงตะโกน เสียงหัวเราะ และมีเสียงผู้ชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าค่อยออกคำสั่งดูแลให้ทำอะไรบางอย่างอยู่ในอาคาร

     

    เมื่อถึงศาลากาแฟฉันได้พูดคุยกับผู้ที่ดูแลเด็กที่สถานสงเคราะห์นี้นิดหน่อย ได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นมาบ้าง ในระหว่างพูดคุยจะมีเด็กเล็กวิ่งเล่นไปมาบริเวณรอบ ๆ เสียงดัง ดื้อและซนตามประสาและช่วงอายุของพวกเขา มีการร้องห้ามปรามบ้าง แต่ก็เท่าที่ทุกคนรู้ เด็กก็คือเด็ก ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง หัวเราะสนุกสนานตามวัย เราได้แต่มองและยิ้มตาม 

    บ้านเด็กชายสร้างเพื่อฟื้นฟูเด็กที่ประสบปัญหาและมีเกณฑ์การส่งเด็กออกไปใช้ชีวิตและมีอาชีพเลี้ยงตนเองเมื่อเด็กเหล่านี้บรรลุนิติภาวะอายุครบ18ปีบริบูรณ์หรือมีความต้องการส่วนตัวและครอบครัวพร้อมรับดูแล โดยทางสถานสงเคราะห์มีการนำนักสังคมสงเคราะห์ร่วมพูดคุยก่อนตัดใจสินใจปล่อยเด็กออกสู่สังคม

    ฉันคิดว่าในโลกปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนอยู่ในสถานสงเคราะห์ตั้งแต่อายุแรกเกิดจนถึง 18 ปี สถานสงเคราะห์มีความหลากหลายในการรับเลี้ยงเด็ก เช่น เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ พิการทางร่างกายและสมอง ครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่พร้อมด้านสภาพแวดล้อม และไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของเด็ก สถานสงเคราะห์เด็กในแต่ละที่ก็จะแบ่งออกเป็นสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน รับดูแลเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 6 ขวบ และเมื่ออายุครบกำหนดเด็กจะถูกส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์อื่นบริเวณใกล้เคียงหรือตามความเหมาะสม และบ้านเด็กชายจังหวัดหนองคายเป็นหนึ่งในสถานสงเคราะห์ของรัฐที่ช่วยเหลือหรือรับอุปการะผู้ที่มีความเดือดร้อนทั้งในเรื่องร่างกายและจิตใจ และรับเฉพาะเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่ 6-18 ปีเท่านั้น  เด็กกลุ่มดังกล่าวต้องได้รับการดูแลแบบพิเศษด้วยงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ในจำนวนที่จำกัด อาหารกลางกันก็ไม่ได้ดีมากจนเกินตัว เนื่องจากสภาพปัญหาที่พบเจอแตกต่างกันออกไป ทางสถานสงเคราะห์มีการนำเด็กเข้ารับการพัฒนาเตรียมความพร้อมเด็กออกสู่สังคม โดยเน้นการเสริมทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ออกไปใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพ เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีญาติ ลุงป้าน้าอาเหมือนคนอื่น แต่ญาติไม่สามารถนำเด็กไปเลี้ยงดูเนื่องด้วยสาเหตุต่าง ๆ ในกรณีที่ครอบครัวอยากเอาเด็กมาฝากสถานสงเคราะห์ อันดับแรกนักสังคมสงเคราะห์จะพูดคุยซักถามประวัติและปัญหา ร่วมพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กเผื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้อีกนอกจากส่งสถานสงเคราะห์หรือไม่                                                                   

    ด้วยความที่ฉันคลุกคลีอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน พูดคุยเรื่องจิปาถะบ้าง ทางการบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความเครียดจนเกินไป ทางนางอรอนงค์ ศรีมะโรง หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการบ้านเด็กชายหนองคาย กล่าวกับฉันว่า

    “ที่สถานสงเคราะห์บ้านเด็กชาย มีเกณฑ์การคัดกรองเด็กจากอำนาจของศาลและต้องผ่านจุดคัดกรองเด็กก่อนตามความเหมาะสมนะ เด็กผู้หญิงจะมีอีกบ้านที่รับเฉพาะผู้หญิง แต่ที่บ้านเด็กชายจะรับเฉพาะเด็กชายที่ประสบปัญหาขั้นวิกฤต ไม่มีทางแก้ไขได้แล้ว ทางบ้านเราก็จะรับเลี้ยงดูไว้”

    “ส่วนใหญ่เด็กที่ได้รับอนุมัติเข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์บ้านเด็กชายปัจจุบันมีทั้งหมด 127 คน  บ้านเด็กชายเน้นรับเด็กเข้าพัฒนาทักษะชีวิตโดยดูแลแยกตามความจำกัดพิจารณาตามขั้นตอน แบ่งเป็น 6 ประเภทหลักๆด้วยกันคือ 1. ฐานะยากจน 2. เด็กได้รับการเลี้ยงดูที่มาเหมาะสม 3. กำพร้าพ่อหรือแม่ ผู้ปกครอง 4. มารดาครรภ์เป็นพิษ 5. ถูกกระทำทารุณอย่างรุนแรง 6. ศาลสั่งตามการกระทำความผิดอาญา ทั้งหมดอยู่รวมกันโดยแยกตามอายุ และแยกที่อยู่เป็นอาคาร แต่ละอาคารมีพ่อบ้าน แม่บ้านประจำ คอยดูแลความเรียบร้อยและสอดส่องพฤติกรรมเด็กเหล่านี้”  โดยนางอรอนงค์ยังกล่าวอีกว่า

    “ สาเหตุที่ต้องแยกกันแบบนี้ก็เพราะมีการดูแลที่แตกต่างกันตามอายุและความคิด เด็กผู้ชายมีความซุกซนตามวัย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีความคิดเป็นของตัวเอง บางคนอยู่ในวัยซุกซนมากเกินไป พ่อบ้านดูแลเรื่องปัจจัย4 อาหาร ดูแลกิจวัตรประจำวันและทำการอบรมและบังคับให้อยู่ในความดูแล เรียกง่ายๆคือ บ้านเด็กชายเหมือนโรงเรียนประจำ ค่อยปรับพฤติกรรมเด็กให้มีการพัฒนาไปในทางที่ดีและเหมาะสม”

    เด็กที่อยู่ในบ้านเด็กชายได้การรับการพัฒนาสมองและร่างกายจนบรรลุนิติภาวะ และสามารถดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว มีกิจกรรมพูดคุยเพิ่มเติมให้ทำในทุกวัน โดยมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเสมือนโรงเรียนทั่วไป ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกังขังหน่วงเหนี่ยว  และให้อิสระเต็มที่ในความต้องการ แต่เด็กจะต้องอยู่ในการปกครองและเชื่อฟังผู้ดูแลอย่างเคร่งครัด เด็กที่อายุตรงเกณฑ์ที่ต้องเข้าเรียน ทางสถานสงเคราะห์มีการแนะแนวทิศทางให้ก่อนส่งเข้าโรงเรียนในระแวกใกล้เคียง รัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณให้สวัสดิการแก่เด็กโดยมีข้อจำกัดต่างจากสถานสงเคราะห์เอกชนหรือมูลนิธิในพื้นที่ต่าง ๆ  เพื่อฝึกอาชีพเสริมสามารถต่อยอดเป็นรายได้เสริมแก่เด็กได้ ส่วนเด็กที่ไม่สามารถเรียนได้เช่น พิการทางร่างกายและสมองจะถูกส่งไปโรงเรียนปัญญานุกูล ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ หลังจากที่ได้ข้อมูลมาพอสมควรแต่ก็อยากพูดคุยกับเด็กในสถานสงเคราะห์ด้วย จึงขออนุญาตพูดคุยกับตัวแทนเด็กอายุราวๆพูดพอรู้เรื่องก็พอ 

    ” วันนี้มีขนมมาให้น้อง ๆ ไม่รู้จะพอกันไหมนะคะ ” 

    ” ไปเรียกเวชมาหน่อย พี่เขาจะขอสัมภาษณ์ละมารับขนมด้วย ” (หันมายิ้ม)

    ฉันยิ้มตอบ ไม่นานมีเด็กชายวัยรุ่น เดินมาพร้อมกับผู้ใหญ่ คาดว่าจะเป็นพ่อบ้าน แม่หรือครู หรือที่เรียกกันว่า แม่แอนที่ดูแลเขาอยู่ เดินมาด้วยกัน เด็กชายเดินมานั่งลงข้างๆท่าทางดูกังวล พูดเบามาก มาสบตาใคร ก้มหน้าอย่างเดียว สีหน้าไม่ยิ้มแย้มเอาซะเลย พ่อบ้านจะนั่งอีกฝั่งคอยมองดูอยู่ห่าง ส่วนครูแอนจะนั่งอยู่ด้านหลังของฉัน เพื่อรอรับฟังคำถามก่อนจะถามเด็ก ครูแอนบอกว่า ขอทราบคำถามก่อน เพราะบางคำถามไม่อนุญาตให้ถาม มันจะกระทบจิตใจเด็ก ในส่วนนี้ฉันรับทราบและทำตามข้อตกลง 

    น้องเวช สมาชิกบ้านเด็กชายหนองคาย อายุ16 ปี ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในอาคารนอนที่ 1-2 เนื่องจากอยู่มาตั้งแต่อายุ 6 ขวบจึงมีวุฒิภาวะทางด้านความคิดพัฒนาไปในทางที่ดี ทางสถานสงเคราะห์ได้มีการพูดคุยถึงความชอบ ความสนใจของเด็ก และแนะแนวทางการฝึกทักษะอาชีพก่อนส่งเข้าโรงเรียนเพื่อฝึกอาชีพ น้องเวชเล่าว่า

    “ มีความฝันอยากเปิดอู่ซ่อมรถเป็นของตัวเอง อยากซ่อมรถเป็นครับ ที่นี่เขาสอนอาชีพ ด้านหลังจะเป็นสวนเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา มีแปลงผัก ต้องผลัดกันดูแล ใครอยากทำก็ทำ เลิกเรียนมาผมต้องมาดูแลความเรียบร้อยของบ้านกับน้อง ๆด้วย ” น้องเวชตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีรอยยิ้ม ไม่สบตาเหมือนเช่นเคย และด้วยความสงสัยฉันจึงถามขึ้นว่า

    “ ทำไมเราต้องดูแลด้วย มีพ่อกับแม่อยู่ไม่ใช่เหรอครับ ” 

    “ผมเป็นหัวหน้าอาคารเรียนครับ ต้องดูแลน้อง แบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ เพราะว่าเขาทำงานคนเดียว น้องก็ดื้อ บางคนไม่ฟังเขา เราก็ต้องคุยให้ ” ฉันได้แต่คิดในใจ ทำไมเก่งจังตัวแค่นี้รู้ไปหมดทุกเรื่อง มีความรับผิดชอบมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก ในระหว่างบทสนทนาครูแอนมีพูดแทรกให้น้องกล้าตอบมากขึ้น พยายามทำให้น้องลดความเครียดลง เพราะน้องเวชเป็นคนเงียบขรึม ถามคำตอบคำ บางคำถามจะเงียบไม่ตอบแต่บางคำถามเมื่อถามแล้วตอบได้เลยแบบไม่ต้องคิด ด้วยความที่ไม่คุ้นเคย คุยกับคนแปลกหน้าด้วย เขาจึงมีพฤติกรรมแบบนี้ 

    ในระหว่างเตรียมคำถามต่อไป น้องเวชได้พูดขึ้นมาเอง สร้างความประหลาดใจให้กับแม่แอนและฉันเป็นอย่างมาก 

    “ผมได้เงินไปวิทยาลัยวันละ 80 บาท ไปกลับเองด้วยรถสองแถว ผมเหลือเงินกลับมาทุกวันเลยนะ เอามาไว้หยอดกระปุก ครั้งละ 20-30 บาท เพราะสองแถวก็แค่ 15 บาท ข้าวเช้าก็กินที่บ้าน” ฉันได้ยินสิ่งที่น้องเวชพูดออกมา ได้แต่ยิ้ม และชื่นชมน้องในใจ แสดงออกให้เห็นแค่รอยยิ้มและต่อบทสนทนาเล่น ๆ ไม่ถามคำถามเครียดๆกับน้องแล้ว  

    แม่แอน ผู้ปกครองประจำบ้านกล่าวว่า “น้องเวชเป็นเด็กดี มีความคิดโตกว่าเด็กคนอื่น ทางเราจึงให้เขาเรียนช่างยนตร์ที่วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย คอยปลูกฝังว่าอาชีพนี้สามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง ให้ความรู้เท่าที่เราทำได้ รวมไปถึงฝึกทักษะการใช้ชีวิตโดยการให้บริหารเงินด้วยตัวเองและสอนให้อดออม  เดินทางไป-กลับวิทยาลัยด้วยตัวเอง ถึงเวลาเลิกเรียนก็ไม่ เถลไถลไปไหน กลับบ้านมาดูแลน้องๆได้ มีความรับผิดชอบมากพอสมควร และเราจะบอกกับเด็กทุกคนเหมือนกันหมดว่าต้องมีความรับผิดชอบ ไม่โกหก มีเรื่องอะไรไม่พอใจให้บอกพ่อบ้านแม่บ้านได้เลย ”

    เมื่อเด็กอายุครบกำหนดตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้ว บ้านเด็กชายมีการส่งเด็กออกไปใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองตามความพร้อมและเหมาะสม โดยมีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาร่วมพูดคุย ดูแลจนถึงอายุ 24 ปี เมื่อออกไปแล้วทางสถานสงเคราะห์มีการติดตาม สอดส่องดูแลห่างๆภายใน 3 เดือน 6 เดือน จนมั่นใจว่าเด็กสามารถดูแลตัวเองได้ไม่มีความน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเด็กที่อายุครบกำหนดแล้ว แต่ไม่มีอาชีพติดตัวหรือมีทักษะการพัฒนาด้อยกว่าผู้อื่น ทางบ้านเด็กชายได้มีการเข้าช่วยเหลือเบื้องต้นคือ ประสานงานกับหน่วยงานที่สามารถฝึกอาชีพให้กับเด็ก

    แม่แอนยังกล่าวอีกว่า “ส่วนใหญ่แล้วถ้าเด็กไม่มีความพร้อมแต่อยากออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองเราก็อนุญาต ก่อนไปก็มีการพูดคุยกันเตรียมความพร้อม สอบถามเด็กให้ชัดเจน ทางเราไม่บังคับเพราะเราเป็นสถานสงเคราะห์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนา แต่เราจะคอยดูแลห่างๆ เป็นบ้านและครอบครัวให้เขาเสมอ คอยซัพพอร์ตเท่าที่เราทำได้”                                                      

     ฉันมองว่าเด็กในสถานสงเคราะห์ส่วนใหญ่ขาดความภูมิใจเป้าหมายในชีวิตมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อทางสังคมได้ง่ายเมื่อออกสู่โลกภายนอก จึงมักพบปัญหาร่วมของเด็กคือ ขาดแรงบันดาลใจและการตั้งเป้าหมายในชีวิต และขาดการฝึกฝนทักษะชีวิตในหลายๆ ด้าน ไม่มีโอกาสเหมือนเด็กที่มีครอบครัวสมบูรณ์เท่าที่ควร   สิ่งที่เป็นปัญหาที่พบเจอคือเมื่ออายุ 24 ปีบริบูรณ์จะต้อง ออกจากสถานสงเคราะห์ และรัฐบาลไม่ได้ ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ต่อ ทำให้หลายสถานสงเคราะห์ต้องหาทางช่วยเหลือ

     แม่แอนบอกกับฉันว่า “ที่ผ่านมามีกิจกรรมฝึกอาชีพ เรียนรู้งานพื้นฐานเพื่อดูแลตัวเอง และพยายามส่งเด็กให้ไปเป็นบุตรบุญธรรมสำหรับครอบครัวที่มีความพร้อมในการรับเลี้ยงดู โดยจะพิจารณาจากการพูดคุย ลงพื้นที่สำรวจสังคมรอบข้าง และมีการเพิ่มทักษะอาชีพในโรงเรียนรัฐสายอาชีพโดยตรง เพื่อให้เด็กมีพื้นฐานสังคม เมื่อครบกำหนดอายุตามเป้าหมายทางสถานสงเคราะห์มีการพูดคุยอีกครั้ง สอบถามถึงความพร้อมเด็กและตรวจสอบความมั่นคงของอาชีพทางเราเป็นห่วงเด็ก กลัวว่าสังคมรอบข้างจะทำให้เขาเสียคน จะกลายเป็นปัญหาของสังคมขึ้นไปอีก เราก็เลยต้องปลูกฝังเขาให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ ”

    จากการค้นคว้าข้อมูลและสอบถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า เด็กกลุ่มดังกล่าวก้าวเข้าสู่อาชีพได้ประมาณ 10% และวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่อยากเรียนรู้ ต่อให้มีการอบรมอาชีพก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกลุ่มเหล่านี้ ทางสถานสงเคราะห์เองต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตนเอง ผ่านระบบและกลไกการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ที่ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอก โครงการเตรียมความพร้อมเด็กออกสู่สังคม เน้นผลลัพธ์ที่ตัวเด็กสร้างความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมภายนอกและมีความพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป ในอนาคต

     

    กดแชร์ข่าวนี้

    โพสล่าสุด

    นิสิตแจงตลาดน้อยไม่สะอาดตามมาตรฐานวอนม.ปรับปรุงให้เหมาะสม

    มีนิสิตมากมายออกมาโพสต์ทักท้วงตามสังคมออนไลน์ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยมากมายพร้อมแนบรูปภาพประกอบเกี่ยวกับความสะอาดและความระมัดระวังของพ่อค้าแม่ค้า วอนให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบร้านอาหารแต่ละร้าน เนื่องจากอาหารที่ได้ตามสั่งนั้นมีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมอยู่หลายครั้งด้วยกัน

    ผ้าไหมมัดหมี่ของดีชาวอีสานสู่การสร้างอาชีพเสริม

    หากพูดถึงผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นหนึ่งในผ้าทอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีในการทอที่ค่อนข้างยากและรวดลายที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นอกจากจะทอสำหรับใช้ในโอกาสต่าง ๆ ยังสามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับครัวเรือนและชุมชนได้อีกด้วย

    อันตรายจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

    ในช่วงถดูร้อนของประเทศไทย การรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ หากเรารับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆกับร่างกายได้

    เด็กกิจกรรม กับโรคซึมเศร้า

    “ ใครบอกว่าคนกำลังคอยสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ จะไม่เป็นโรคซึมเศร้า ”เป็นคำกล่าวของ เพื่อน หรือ นางสาวศิริทิพย์ อินทร์อิ่ม นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชั้นปีที่ 3 คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนานาชาติ  

    เหรียญสองด้านกับอาชีพไอดอล

    ไอดอล อาชีพที่เด็กสาวที่ชื่นชอบการร้องการเต้นใฝ่ฝันอยากจะเป็นแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าก่อนที่จะเป็นได้นั้นจะต้องเจอะเจอกับอะไรบ้างภาพลักษณ์ที่สวยงามน่ารักสดใสของไอดอลนั้นอาจจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายเพื่อเป็นบททดสอบในการทำความฝันครั้งนี้ก็เป็นได้

    HashTag ที่น่าสนใจ