More
    Friday, July 10, 2020

    มมส เล็งใช้งบ 235 ล้านบาทปรับเงินเดือนพนักงานในปี 60 หลังอั้นมานานมากกว่า 3 ปี

    -

     

    รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและวิจัยมมส เผยเตรียมใช้งบ 235 ล้านบาท ปรับเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย หลังจากไม่ปรับเงินเดือนตามมติ ครม. มากว่า 3 ปี ชี้มหาวิทยาลัยจะต้องเก็บเงินไว้ในกรณีฉุกเฉินไม่สามารถปรับเงินค่าจ้าง 4% ภายในปี พ.ศ.2560 พร้อมกันได้ แจงทยอยจ่าย 3 รอบ

    ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนแก่พนักงานมหาวิทยาลัย (มมส) แต่กลับพบว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2556-2559 มหาวิทยาลัยมหาสารคามยังไม่ดำเนินการตามมติ ครม.

    ส่งผลให้พนักงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่ได้รับการปรับเงินเดือนตามที่ควรจเป็น ทั้งนี้จากการประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 7/2559 วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2559 ระเบียบวาระที่ 3 การปรับค่าจ้างและการปรับค่าจ้างเพิ่มร้อยละ 4 ของพนักงานมหาวิทยาลัย โดยในที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูลแหล่งงบประมาณและเสนอแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ เห็นควรแบ่งจ่ายเป็นรอบ ตามรอบปีงบประมาณ จำนวน 3 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 จ่ายปรับค่าจ้าง (23 เดือน) ระยะเวลา 1 มกราคม พ.ศ. 2556-30 พฤศจิกายน พ.ศ.2557 รอบที่ 2 จ่ายปรับค่าจ้างและปรับเงินค่าจ้างเพิ่มร้อยละ 4 (10 เดือน) ระยะเวลา 1 ธันวาคม พ.ศ.2557-30 กันยายน พ.ศ. 2558 และรอบที่ 3 จ่ายปรับค่าจ้าง (12 เดือน) ระยะเวลา 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558-30 กันยายน พ.ศ. 2559 รวมงบประมาณทั้งสิ้น (45 เดือน) ประมาณ 235 ล้านบาท

    สำหรับวิธีการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 (กรณีการปรับเงินเดือนร้อยละ 4 ให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557) มมส ได้พิจารณาปรับค่าจ้าง ดังนี้ เสนอให้ปรับค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยที่บรรจุก่อนวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2557 ในอัตราร้อยละ 4 เฉพาะพนักงาน มหาวิทยาลัย 3 กลุ่ม ดังนี้ 1.พนักงานวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์ 2. พนักงานปฏิบัติการ ประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ 3. พนักงานปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงานและระดับชำนาญงานต่อเรื่องนี้

    รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและวิจัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยมีการจ้างพนักงาน 2 แบบ ได้แก่ พนักงานจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ และพนักงานจากเงินรายได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นคนจ่ายเงินเดือนพนักงาน หลังจากมีมติ ครม. ให้ปรับฐานเงินเดือน แต่รัฐบาลไม่ให้เงินและสำนักงบประมาณก็ไม่ได้จัดสรรเงินมาให้พนักงานที่เป็นเงินรายได้ ทางมหาวิทยาลัยจึงยังปรับไม่ได้

    รศ.ดร.ประยุกต์ เปิดเผยต่อว่าเนื่องจากจะเกิดข้อเปรียบเทียบระหว่างพนักงานทั้ง 2 แบบ เพราะจากรายได้ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จำกัด มีภารกิจต้องใช้เงินในการเรียนการสอน แต่ล่าสุดในปี พ.ศ.2559 นี้ ทางมหาวิทยาลัยได้มีมติถึงกรรมการบริหารในการใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยในการปรับฐานเงินเดือน รวมถึงเงินรายได้ 4% ในปี พ.ศ.2560 รศ.ดร.ประยุกต์ เผยอีกว่า สำหรับการปรับฐานเงินเดือนและเงินรายได้ 4% ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ถึงปี พ.ศ.2559 ทางมหาวิทยาลัยต้องใช้เงินถึง 235 ล้านบาท แต่ทางมหาวิทยาลัยจะต้องเก็บเงินไว้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ค่าการปรับปรุงอาคารในกรณีต่างๆ จึงไม่สามารถปรับฐานเงินเดือนและเงินรายได้ 4% ในปี พ.ศ. 2560 พร้อมกันได้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะทยอยจ่ายในส่วนของปรับฐานเงินเดือนก่อน แบ่งจ่ายทั้งสิ้น 3 รอบ โดยใช้งบประมาณรอบแรกประมาณ 80 ล้านบาท รอบที่ 2 ประมาณ 68 ล้านบาท และรอบที่ 3 ประมาณ 86 ล้านบาท

    “การหารายได้ของมหาวิทยาลัยได้มาจากค่าหน่วยกิตของนิสิตเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมาจากพื้นที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ราชพัสดุ จึงไม่สามารถกระทำการหารายได้อย่างเต็มรูปแบบได้ เช่น เปิดพื้นที่ให้เช่าบริการ หรือกระทำการค้าต่างๆ” รศ.ดร.ประยุกต์ กล่าวเสริม

    ผศ.ดร.พัฒนพงษ์ วันจันทึก ที่ปรึกษาสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การปรับฐานเงินเดือนและการเพิ่มเงินรายได้แก่คณาจารย์และบุคลากร เมื่อถึงเวลาที่ควรทำแต่มหาวิทยาลัยไม่สามารถกระทำตามมติ ครม. ได้ อาจบ่งบอกคุณภาพของผู้บริหาร ปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้น ถ้าเงินเดือนน้อยต้องอยู่แบบประหยัด กินแต่ละมื้อต้องมีการคำนวนค่าใช้จ่าย อาจส่งผลให้ชีวิตการทำงานลดประสิทธิภาพลง และอาจกระทบต่อการพัฒนานิสิตด้วย

    “มมส ไม่ควรหาเงินจากการเก็บค่าหน่วยกิตจากนิสิตอยู่ฝ่ายเดียว พื้นที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนกว้างขวางควรใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้พื้นที่ของตัวเองในการหารายได้มาพัฒนามหาวิทยาลัย เช่น สยามสแควร์ และมาบุญครอง” ผศ.ดร.พัฒนพงษ์ กล่าว

    ผศ.ธีระพล ศิระบูชา รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและอาคารสถานที่ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า มหาวิทยาลัยควรใช้นโยบาย ลดต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง คือให้แต่ละคณะรับนิสิตเพิ่มมากขึ้น ใช้พนักงานและคณาจารย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น จากเดิมอัตราอาจารย์กับนิสิต 1 : 40 เพิ่มเป็น 1 : 60 หรือตามความเหมาะสม คณะจะได้เงินจากจุดนี้เพิ่มขึ้น แต่พนักงานและคณาจารย์ก็ต้องมีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นิสิต ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็ต้องมีความพร้อม เช่น ตำราเรียน สถานที่เรียน รวมถึงสวัสดิการของบุคลากรและอาจารย์ก็ต้องมีความเหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งอาจารย์ พนักงาน และนิสิต

    ผศ.ชญานุช วีรสาร อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เรื่องการไม่ปรับฐานเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยมหาสารคามสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของการบริหารงานและการบริหารเงินของมหาวิทยาลัย โดยไม่มีการแจ้งให้พนักงานมหาวิทยาลัยทราบถึงสาเหตุของการไม่สามารถทำตามมติ ครม. ได้ เป็นข้อกังขาของพนักงานทุกคนจนลือกันไปต่างๆ นานาโดยไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากทางมหาวิทยาลัยมีความจริงใจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควรทำการชี้แจงแถลงการณ์ตั้งแต่ปีแรก ไม่ใช่ปล่อยให้ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันโดยปราศจากคำอธิบายอย่างเป็นทางการใดๆ จากผู้บริหารทั้งชุดเก่าและชุดปัจจุบัน

    “ไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยทุกคน ต่างได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น หากได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นก็จะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน หากปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไป พนักงานมองไม่เห็นอนาคตจากที่นี่ อาจเกิดการโยกย้ายสถานที่ทำงาน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยขาดแคลนบุคลากร หวังว่าจะได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมในการรับรู้เรื่อราวที่เกิดขึ้น ถ้าเหตุผลที่รับฟังได้ก็จะรอการชี้แจง แต่หากไม่สมเหตุสมผล ผู้เกี่ยวข้องก็ควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้”  ผศ. ชญานุช กล่าว

     

    กดแชร์ข่าวนี้

    โพสล่าสุด

    นิสิตแจงตลาดน้อยไม่สะอาดตามมาตรฐานวอนม.ปรับปรุงให้เหมาะสม

    มีนิสิตมากมายออกมาโพสต์ทักท้วงตามสังคมออนไลน์ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยมากมายพร้อมแนบรูปภาพประกอบเกี่ยวกับความสะอาดและความระมัดระวังของพ่อค้าแม่ค้า วอนให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบร้านอาหารแต่ละร้าน เนื่องจากอาหารที่ได้ตามสั่งนั้นมีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมอยู่หลายครั้งด้วยกัน

    ผ้าไหมมัดหมี่ของดีชาวอีสานสู่การสร้างอาชีพเสริม

    หากพูดถึงผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นหนึ่งในผ้าทอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีในการทอที่ค่อนข้างยากและรวดลายที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นอกจากจะทอสำหรับใช้ในโอกาสต่าง ๆ ยังสามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับครัวเรือนและชุมชนได้อีกด้วย

    อันตรายจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

    ในช่วงถดูร้อนของประเทศไทย การรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ หากเรารับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆกับร่างกายได้

    เด็กกิจกรรม กับโรคซึมเศร้า

    “ ใครบอกว่าคนกำลังคอยสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ จะไม่เป็นโรคซึมเศร้า ”เป็นคำกล่าวของ เพื่อน หรือ นางสาวศิริทิพย์ อินทร์อิ่ม นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชั้นปีที่ 3 คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนานาชาติ  

    เหรียญสองด้านกับอาชีพไอดอล

    ไอดอล อาชีพที่เด็กสาวที่ชื่นชอบการร้องการเต้นใฝ่ฝันอยากจะเป็นแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าก่อนที่จะเป็นได้นั้นจะต้องเจอะเจอกับอะไรบ้างภาพลักษณ์ที่สวยงามน่ารักสดใสของไอดอลนั้นอาจจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายเพื่อเป็นบททดสอบในการทำความฝันครั้งนี้ก็เป็นได้

    HashTag ที่น่าสนใจ