More
    Tuesday, August 11, 2020

    ‘ฮูปแต้ม’ จากศิลปะฝีมือช่างพื้นบ้าน สู่ลวดลายบอกเล่าประวัติศาสตร์บนผ้าย้อมคราม

    -

    อะไรคือความสวยงามของศิลปะพื้นบ้าน ?

    เป็นคำถามที่ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็คงไม่สามารถหาคำตอบมาตีค่าความสวยงามนั้นได้ คงจะมีแต่เพียงความชอบและความเข้าใจที่แตกต่างกันของปัจจเจกบุคคลเท่านั้น ที่จะซาบซึ้งและมองเข้าไปถึงแก่นแท้ที่ศิลปะเหล่านั้นพยายามสื่อสารออกมา

    เช่นเดียวกับที่ อาจารย์ปุ้ย-สรัญญา ภักดีสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ไม่เพียงแต่ศึกษาและทำความรู้จักกับ “ฮูปแต้ม” แต่ได้คิดค้นวิธีการที่จะสื่อสารความสวยงามของฮูปแต้มส่งต่อไปสู่ผู้อื่นอีกด้วย

    แต่ก่อนคนเขาก็จะบอกว่าฮูปแต้มไม่สวย เหมือนเด็ก ๆ เขียน แต่ก็มีบุคลากรทางด้านศิลปกรรมบอกว่าไม่จริงหรอก เพราะในรูปแบบศิลปกรรมแบบตะวันตก จะมีศิลปะที่เรียกว่า naïve มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ไร้เดียงสา ด้วยข้อจำกัดทั้ง สี ฟอร์ม รูปร่าง รูปทรงอะไรต่าง ๆ ที่ชาวบ้านมี ทำให้ฮูปแต้มก็คือศิลปกรรมแบบไร้เดียงสาอย่างหนึ่งเหมือนกัน” 

    อาจารย์ปุ้ยเล่าเท้าความให้เราฟังถึงฮูปแต้มว่าจริง ๆ แล้ว ฮูปแต้มก็ไม่ได้มีมานานเป็นพันปี หมื่นปี แต่จุดเริ่มต้นของฮูปแต้มมีเมื่อประมาณรัชกาลที่ 4 หรือรัชกาลที่ 5 นี่เอง 

    “อย่างของในจังหวัดมหาสารคามก็ยังไม่ถึงร้อยปีเต็มเลย สมัยก่อนมีเยอะ แต่ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 4 ที่ พอฮูปแต้มเริ่มมีกระแสขึ้นมาเมื่อ 3-4 ปีก่อน กรมศิลปากรเขาก็มาจัดการทำให้บริเวณโดยรอบมีภูมิทัศน์สวยงาม” 

    ฮูปแต้ม คือ ภาพวาดบนผนังโบสถ์ หรือในภาคอีสานเรียกว่าสิม ภาพถูกแต่งแต้มโดยช่างพื้นบ้านอย่างพระสงฆ์ หรือชาวบ้านธรรมดา ๆ ส่วนใหญ่แล้วเน้นบอกเล่าประเพณีวัฒนธรรม ตำนานพื้นบ้าน คำสอนทางพระพุทธศาสนา ในแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัดก็มีวิธีการเล่า ลายเส้น สี ที่แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากความเข้าใจและการตีความของช่างในพื้นที่นั้น ๆ 

    “ฟอร์มที่ปรากฏให้เห็นมันก็สะท้อนคาร์แร็คเตอร์ที่มีความซื่อ ๆ ไร้เดียงสา แต่เต็มไปด้วยแรงศรัทธาหรือว่าความจริงใจที่จะสร้างสรรค์มันออกไป แม้ว่าในแต่ละที่ที่มีฮูปแต้มมันไม่มีความเหมือนกันสักที่ แต่เราก็สามารถจับเค้าลางได้ว่ามันมีความเป็นอีสาน มีความสนุกสนาน สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา” 

    ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจารย์ได้เห็นฮูปแต้มเป็นครั้งแรก ด้วยความที่เป็นนักเรียนกราฟิกดีไซน์มาก่อน จึงมองว่าฮูปแต้มมีเสน่ห์ที่โดดเด่นและหยิบออกมาสื่อสารได้ไม่ต่างจากกราฟิกดีไซน์แบบดิจิทัลเลยสักนิด

    “ตอนแรกที่เราเห็นฮูปแต้มก็คิดในใจเลยว่า เห้ย สวยมาก ด้วยความที่เราวาดภาพประกอบมาก่อน เราก็จะมองว่าฮูปแต้มคือการ์ตูน อย่างภาพชูชก ที่มีหลาย ๆ ตัวในภาพเดียวกัน มันก็เหมือนแอนิเมชั่น  เหมือนสต็อปโมชั่น แต่ในขณะที่เรามองเห็นความงามของฮูปแต้ม เราก็เห็นสิ่งหนึ่งที่ควบคู่มาก็คือความเสื่อมโทรม”

    ภาพนี้สะท้อนสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้นในใจว่าเธอน่าจะสามารถทำอะไรกับฮูปแต้มได้ ในฐานะที่เป็นดีไซน์เนอร์คนหนึ่ง เลยเกิดความคิดว่าน่าจะหยิบเอาความสวยงาม รูปลักษณ์ของฮูปแต้ม ที่มีอยู่ มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบอะไรสักอย่าง

    “ทุกอย่างมันประจวบเหมาะมาก ตอนนั้นเรากำลังสอนเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบลวดลายผ้าพอดี ก็เลยหยิบฮูปแต้มมาสร้างเป็นลวดลายบนผ้าเสียเลย ตอนแรกก็ทำเป็น Digital print หยิบจับลวดลายที่ชอบออกมา ทำเป็นแพทเทิร์นบนผ้า เราก็โฟกัสที่ผ้าหมดเลย เพราะเราสอนเรื่องผ้า”

    อาจารย์มองว่าฮูปแต้มสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับนักเรียนของเธอได้ด้วย จึงบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน และพยายามเชื่อมโยงเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงคนในชุมชนให้มาเรียนรู้ทำความรู้จักฮูปแต้มไปพร้อม ๆ กัน 

    “ฮูปแต้มมีคติธรรมซ่อนอยู่มากมาย อย่างที่วัดบ้านยาง อำเภอบรบือ เราไป 10 ครั้ง เราก็จะเห็นคอนเทนต์ใหม่ ๆ ทุกครั้ง เราก็จะมองว่ามันเป็นกราฟิกดีไซน์ของสมัยนั้น แม้จะถูกเรียกว่าจิตรกรรมฝาผนัง แต่สาระสำคัญคือการใช้ถ่ายทอดสื่อสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นมันคือกราฟิกดีไซน์เลย  ฮูปแต้มเลยดึงดูดเราเข้าไป”

    เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มองว่าฮูปแต้มน่าจะสามารถสร้างรายได้อันเกิดจากต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนได้ จึงได้ลองต่อยอดความคิดจากเดิมที่ทำลายผ้าแบบ Digital print ก็เปลี่ยนบริบทมาอยู่บนผ้าย้อมครามที่ดูใกล้ชิดกับชาวบ้านและมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป

    “เรามามองภาพรวมแล้ว สีของฮูปแต้มส่วนใหญ่จะเป็นเฉดฟ้า คราม เราก็เลยไปหาความรู้เรื่องครามต่อเลย แล้วก็มาหาวิธีว่าเราจะสร้างลวดลายยังไง เพราะครามไม่สามารถเพ้นท์ได้ ต้องย้อมอย่างเดียว ก็เลยมาจบด้วยวิธีแบบบาติก”

    บาติกคือวิธีการสร้างสรรค์ลวดลายผ้ารูปแบบหนึ่ง โดยใช้ขี้ผึ้งในการกันสี แล้วจึงนำผ้าไปย้อมสีตามต้องการ ก่อนนำมาต้มน้ำเดือดเพื่อละลายขี้ผึ้งออก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่อาจารย์ปุ้ยมองว่าสามารถทำได้ และสนุกไปกับมัน แต่ในมุมมองของชุมชน ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากทีเดียว

    “ความตั้งใจของเราคืออยากทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนเลย เอาวิธีการเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้กับคนในชุมชนที่เขามีฮูปแต้มอยู่แล้ว ซึ่งมันก็จะกลายเป็นสินค้า เป็นของฝากที่เชื่อมกับต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เขามีอยู่ มันก็จะกลายเป็นสเน่ห์”

    “ถ้าทำส่วนตัวก็ไม่มีปัญหา ทั้งการใช้บล็อกไม้ แล้วก็จันติ้ง แต่พอเอาไปสอนชาวบ้าน ชาวบ้านเขามองว่าสวยนะ แต่มันยาก เขาบอกว่าทำไมไม่ทำเป็นลายผ้ามัดหมี่ เพราะเขาถนัดแบบนั้น เราก็ไม่โทษใคร เขารู้สึกว่ามันยากก็ไม่ผิด เพราะมันแปลกใหม่สำหรับเขา” อาจารย์ปุ้ยไม่ได้มองว่าจุดนี้เป็นอุปสรรค แต่เป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นสิ่งที่กราฟิกดีไซน์ทุกคนต้องเจอ คือการแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับมัน

    “แต่เราก็ยังสนุกนะ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ยังเชื่อว่ามันทำได้”

    อาจารย์เล่าต่อว่า  สิ่งที่เธอทำได้ตอนนี้ก็คือใช้วิธีการแบบป่าล้อมเมือง ทำอะไรสักอย่างกับฮูปแต้ม เพื่อให้คนตระหนัก หรือได้รู้จักกับศิลปะชนิดนี้มากขึ้น เพราะกระแสที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้ฮูปแต้มจางหายไปด้วย เมื่อมีการสร้างความเข้าใจให้คนรับรู้ว่านี่คือความไม่สวย สวยจริง ๆ จะต้องตัดเส้น ชดช้อยแบบภาคกลาง ฮูปแต้มหลาย ๆ ที่ก็เลยหายไปตามกาลเวลา

    “บางวัดที่ไม่มีความเข้าใจก็เอาสีทองไปทาทับ ซึ่งมันไม่ใช่ สีทองไม่ได้แปลว่าสวยทุกอย่าง” อาจารย์ปุ้ยเล่าด้วยน้ำเสียงและแววตาแห่งความเสียดาย 

    “สิ่งที่เรายังทำแล้วไม่สำเร็จ คือ ทำยังไงให้มันเป็นช่องทางทำมาหากินให้ชาวบ้าน อยากให้ complete กว่านี้ เรากำลังสร้างกระบวนการให้มันเกิดขึ้น แต่ไม่ให้เป็นการยัดเยียด ต้องพบกันครึ่งทาง เรากับชาวบ้านต้องมองเห็นแนวทางร่วมกัน”

    สุดท้ายแล้ว สิ่งที่อาจารย์ปุ้ยพยายามจะทำ ก็คือการเผยแพร่ และสื่อสารให้คนรู้จักฮูปแต้ม ในฐานะทุนทางวัฒนธรรม ที่เราหรือคนรุ่นนี้ หรือรุ่นต่อ ๆ ไป อาจจะหยิบจับมาสร้างสรรค์หรือทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะหายไป ให้คนเห็นว่าฮูปแต้มนั้นมีประโยชน์ มีคุณค่า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต

     

    เรื่องและภาพ : ปัณณราศรี พจน์ไตรทิพย์

     

    กดแชร์ข่าวนี้

    โพสล่าสุด

    แนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตยแสดงจุดยืนต่อต้านเผด็จการ “อีสานสิบ่ทน” บริเวณลานแปดเหลี่ยม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมชุมนุม “อีสานสิบ่ทน” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในกิจกรรมครั้งนี้มีการเข้าร่วมของทั้งนิสิต นักศึกษาและนักเรียนที่มีอุมดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน โดยการจัดกิจกรรมเป็ฯไปอย่างสงบภายใต้การรักษาความปลอดภัยจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    มมส จัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ น้องใหม่ภุมริน 12 แบบ New Normal

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญน้องใหม่ รุ่นภุมริน 12 โดยมีองค์การนิสิต ร่วมกับกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แนวคิด "โฮมขวัญน้องจ่องสายแนน ผูกเอาแขน ว่ามาเย้อขวัญเอย" ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563 ณ ลานอัฐศิลป์ (แปดเหลี่ยม) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธาน มีนายธงฉาน บุดดา นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวรายงาน กิจกรรมในครั้งนี้มีมาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 แบบ New Normal

    นิสิตแจงตลาดน้อยไม่สะอาดตามมาตรฐานวอนม.ปรับปรุงให้เหมาะสม

    มีนิสิตมากมายออกมาโพสต์ทักท้วงตามสังคมออนไลน์ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยมากมายพร้อมแนบรูปภาพประกอบเกี่ยวกับความสะอาดและความระมัดระวังของพ่อค้าแม่ค้า วอนให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบร้านอาหารแต่ละร้าน เนื่องจากอาหารที่ได้ตามสั่งนั้นมีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมอยู่หลายครั้งด้วยกัน

    ผ้าไหมมัดหมี่ของดีชาวอีสานสู่การสร้างอาชีพเสริม

    หากพูดถึงผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นหนึ่งในผ้าทอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีในการทอที่ค่อนข้างยากและรวดลายที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นอกจากจะทอสำหรับใช้ในโอกาสต่าง ๆ ยังสามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับครัวเรือนและชุมชนได้อีกด้วย

    อันตรายจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

    ในช่วงถดูร้อนของประเทศไทย การรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ หากเรารับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆกับร่างกายได้

    HashTag ที่น่าสนใจ