More
    Saturday, July 4, 2020

    Change.org Social Movement ที่สร้างได้แม้เราจะตัวเล็กในโลกใบใหญ่

    -

    org

    เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่ชีวิตของผู้คนบนโลกส่วนใหญ่ยังพัฒนาตามไม่ทัน หรือในบางพื้นที่มีปัญหามากในการที่จะพัฒนา ซึ่งทำให้บางครั้งการก้าวไปอย่างรวดเร็วอาจทิ้งปัญหาบางอย่างไว้ข้างหลัง เช่น การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ของธรรมชาติ หรือการเกษตรที่นำเทคโนโลยีการใช้สารเคมีเข้ามาใช้จนทำให้เกิดมลพิษทางดิน เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะถูกมองข้าม นั่นทำให้ผู้คนบางกลุ่มที่มองเห็นปัญหาและอยากจะแก้ไขสามารถใช้พื้นที่นี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิด Social Movement ที่จะช่วยให้ผู้ที่มีอำนาจได้สังเกตเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น

     ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้คนให้คามสนใจกับปัญหาต่างๆ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเหล่านั้นยังคงเพิกเฉย หรือไม่สังเกตเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการก่อตั้งเว็บไซต์ Change.org ที่สามารถสร้างแคมเปญรณรงค์ ให้เกิด Social Movement จากผู้คนที่เล่น Social Media และเกิดการแชร์แคมเปญ ที่เกิดขึ้นในเว็บของ change.org ที่จะสะท้อนปัญหาจากคนหลายคน เพราะทุกคนสามารถสร้างแคมเปญรณรงค์ได้ ซึ่งจะมีการร่วมลงชื่อจากผู้ที่สนใจ รวบรวมรายชื่อแล้วนำไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ  

    ทางด้านตัวเว็บไซต์ของ Change.org เองนั้นมีผู้ริเริ่มการรณรงค์และผู้สนับสนุนผู้คนมากกว่า 200 ล้านคนจาก 196 ประเทศทั่วโลกเพื่อการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของพวกเขา ทั้งยังส่งผลไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจในระดับสูงสุดของรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญกับประชาชน และลูกค้าของพวกเขา ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวกำลังเสาะหาแหล่งข่าวที่มีอิทธิพลและเสนอข่าวที่ครอบคลุมการรณรงค์ต่างๆ หลายร้อยครั้งในแต่ละวันจากเว็บไซต์ของ Change.org ซึ่งผู้คนมากมายต่างส่งเรื่องเพื่อขอรายชื่อร่วมรณรงค์ในแคมเปญต่างๆ 

    เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียน ประยุทธ์ จันโอชา (นายกรัฐมนตรี) และผู้มีอำนาจตัดสินใจอื่นอีก 1 คน เรื่องการ “สนับสนุนให้ประเทศไทยยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าพาราควอต สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ซึ่งมีผู้สนับสนุน 51,420 คน โดยจะรวบรวมรายชื่อให้ได้ 75,000 รายชื่อเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา 

    โดยมีเนื้อหาแคมเปญว่า ตั้งแต่ปี 2559 มีผู้เสียชีวิตจากสารกำจัดศัตรูพืช 2,193 ราย ล่าสุด เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อถังฉีดสารรั่วใส่ร่างกาย ทำให้เกษตรกรเสียชีวิตภายใน 15 วัน ทีมแพทย์พยายามรักษาทุกหนทางจนแผลภายนอกเกือบจะหายสนิท แต่พาราควอตถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำลายอวัยวะภายในจนหมด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นี่ยังไม่นับว่าสารพิษชนิดนี้ ส่งผลต่อคนผู้บริโภคโดยตรง จากการสุ่มเก็บผักและผลไม้จากห้างสรรพสินค้า ที่พบว่ามีพาราควอตเกินค่ามาตรฐาน 50% และพบสารนี้ตกค้างในร่างกาย เจอในขี้เทาทารก 54.7% และในซีรั่มของมารดา & ทารกแรกคลอด 17-20% นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่พบว่า พาราควอตส่งผลกระทบต่อเซลล์ประสาทและเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคพาร์กินสัน 

    เราจะยังปล่อยให้มีการใช้สารพิษเหล่านี้อยู่ได้อย่างไร? ทั้งๆ ที่ 54 ประเทศทั่วโลกประกาศเลิกใช้แล้ว รวมทั้งประเทศที่เป็นผู้พัฒนาสารพิษนี้ (อังกฤษ) ประเทศผู้ผลิต (สวิสเซอร์แลนด์) และประเทศเจ้าของตลาดรายใหญ่ (จีน) รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย

    ตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงได้รวมตัวจาก 369 องค์กร จนตอนนี้มีแนวร่วมทั้งหมด 686 องค์กร เราได้ช่วยกันผลักดันประเด็นนี้ รวมทั้งการรณรงค์ระดมรายชื่อเสียงสนับสนุนจากประชาชนผ่านแคมเปญนี้ Change.org/paraquat มีการเคลื่อนไหวหลายครั้ง ถึงนายกรัฐมนตรี รมต.กระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม แม้กระทั่งได้คำสัญญาจากหลายพรรคการเมืองช่วงก่อนการเลือกตั้ง และกับอีกหลากหลายภาคส่วน จนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ตรวจการแผ่นดิน สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเภสัชกรรม แพทยสภา รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาลงความเห็นว่าไทยควรแบนการใช้สารเคมีเหล่านี้ได้แล้ว

    แต่ความจริงก็คือ ผู้ที่มีอำนาจในการชี้ขาดว่าจะแบนหรือไม่แบนขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย (ซึ่งมีตัวแทนของสมาคมผู้ค้าสารพิษเหล่านี้นั่งอยู่อย่างน้อย 2 คน?!) จากการติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ (แต่งตั้งโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย) พบว่าคณะอนุฯ ชุดนี้ มีบางท่านที่มีประวัติการทำงานใกล้ชิดกับบริษัทสารเคมี เลือกพิจารณาข้อมูลเก่า และมีการเคลื่อนไหวกดดันจากองค์กรบังหน้าอย่างเป็นระบบของบริษัทสารพิษเพื่อต่อต้านไม่ให้มีการยกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษ แลกกับผลประโยชน์ กำไรมหาศาล ทำให้การลงมติหลายครั้งเข้าข้างผู้ค้าสารพิษ ไม่แบนการใช้ และประวิงเวลาเรื่อยมา โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน 

    ถึงวันนี้ก็ตาม เรายังไม่หมดหวัง เพราะมีสัญญาณพร้อมร่วมรบจาก รมต. กระทรวงสาธารณสุข รมช.เกษตรฯ และคณะกรรมมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีฯ แต่ตอนนี้ที่ยังขาดคือเสียงสนับสนุนจากประชาชนที่ต้องร่วมกันทำให้ดังขึ้นไปอีก เพื่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายรู้ว่าไม่มีผลประโยชน์ใดที่จะเหนือไปกว่าผลประโยชน์ของประชาชน อยากขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อและแชร์แคมเปญให้ถึง 1 แสนชื่อ 

    การเปลี่ยนแปลงต้องลงแรง ไม่ต้องรอผู้มีอำนาจดลบันดาล!”  ซึ่งแคมเปญนี้จะถูกดำเนินการเมื่อมีรายชื่อครบตามจำนวน ที่เกิดขึ้นจากเสียงผู้ใช้ Social Media โดยที่แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกของเว็บ Change.org ก็สามารถร่วมสนับสนุนได้ เพราะสามารถลงชื่อผ่าน Facebook ได้

    แคมเปญต่างๆที่มีอยู่ในเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องลงชื่อเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพราะเว็บไซต์นั้นได้ครอบคลุมไปทั่วโลก นั่นหมายถึงว่า ผู้คนสามารถร่วมลงชื่อรณรงค์แคมเปญจากที่ไหนก็ได้เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดการเปลี่ยนปลงขึ้นจริงๆ ทางเว็บไซต์ของ Change.org ได้มีการติดตามและอัพเดตผลลงเว็บไซต์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งเราสามารถเข้าไปติดตามแตมเปญต่างๆได้ หรือถ้าเราเคยลงชื่อสนับสนุนแคมเปญ ก็จะมีการแจ้งผลลัพธ์ผ่านอีเมล์ที่เราลงชื่อไว้ 

    ทั้งนี้หากมองถึงความสำเร็จแล้ว เว็บ Change.org นั้นสำเร็จในการใช้ Social เข้ามาใช้เพื่อการเกิด Social Movement เพื่อทำให้เกิดการเปลียนแปลงขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่กาหมองมุมกลับ เรื่องนี้สะท้อนอะไรให้เห็นบ้าง ซึ่งการที่ประชาชนต้องออกมาป่าวประกาศว่า “ตรงนี้มีปัญหานะ มาแก้ไขหน่อย” แสดงให้เห็นถึงการดูแลที่ไม่ทั่วถึง สวัสดิการต่างๆ ที่ประชาชนควรจะได้ หรือการ หรือแม้แต่การให้ความสำคัญกับปัญหาที่มีมานานแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง พลังของประชาชนก็สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้หากมีพื้นที่สำหรับการเล่าปัญหา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหากประชาชนไม่ได้เป็นคนสะท้อนออกมาก็คงไม่มีใครรู้หากไม่ใช่คนในพื้นที่ นับเป็นเรื่องที่เราควรตระหนักถึงปัญหาการแสดงความคิดเห็น หรือจุดประกายพื้นที่ในการบอกเล่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน สะท้อนไปยังผู้บริหาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ในต่างประเทศเองก็มีการรณรงค์เรื่องต่างๆ ไว้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น หยุด!มอมยานกป่าใกล้สูญพันธุ์ แล้วจับยัดใส่ขวดพลาสติกเพื่อลักลอบค้า” ของ Conservation Policy Working Group ซึ่งประเด็นนี้ได้ถูกพูดถึงกันทั่วโลก กับรูปภาพ (ใส่รูปภาพ) โดยมีเนื้อหาภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า ทั่วโลกต่างช็อคกับภาพการลักลอบขนนกกระตั้วใหญ่หงอนเหลือง สัตว์ป่าหายากถูกจับยัดใส่ขวดพลาสติกเพื่อนำไปขายตามท้องตลาด พวกเราสามารถช่วยกันหยุดการลักลอบค้า และทารุณกรรมสัตว์ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

    ตำรวจท้องถิ่นของอินโดนีเซียตรวจพบนกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองอย่างน้อย 24 ตัว ถูกลักลอบขนย้ายออกนอกพื้นที่โดยนกทั้งหมดถูกจับยัดใส่ในขวดน้ำพลาสติก บางตัวเสียชีวิต มีเพียงไม่กี่ตัวที่รอด

    นกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองเป็นสัตว์ป่าหายากซึ่งเหลืออยู่เพียง 7,000 ตัว ทั่วโลก

    ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก!

    กฎหมายปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของอินโดนีเซียใช้มาแล้ว 25 ปี ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างเก่า ล้าสมัย ผู้ที่กระทำความผิดมักลอยนวล บางรายถูกจับได้ ก็ไม่ได้รับการลงโทษที่รุนแรง …ไม่ได้ทำให้คนเหล่านี้สำนึก หลาบจำ หลายรายกลับมาทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น ความโหดร้ายนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง 

    ร่วมกันช่วยเหลือสัตว์ป่าเหล่านี้ได้ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับเก่าโดยด่วน!

    #BottledCockatoos

    The world was stunned when images of endangered cockatoos in Indonesia, stuffed into plastic bottles so they could be shipped abroad, came to light. We need your help to shut down Indonesia’s illegal animal trade and associated wildlife crime before it is too late.

    Indonesian police recently discovered dozens of endangered cockatoos sedated and jammed into water bottles. The rare animals — there are only 7,000 left in the world — were found either dead or barely alive. Unfortunately, this tragic scene is not rare in Indonesia.

    Indonesia’s law protecting endangered animals is 25 years old and outdated. The criminals responsible for the illegal animal trade are rarely caught. If they are apprehended, they receive a light punishment. This does not provide a deterrent for them to stop. Law enforcement needs the resources to catch the animal smugglers and more importantly the poachers, and then the ability to hand down harsher punishments.

    Join us in speaking for the voiceless animals being driven to extinction — tell the Indonesian government we cannot afford to wait any longer to update the law protecting endangered species.

    Although the cockatoos were discovered before they reached their destination, it was too late for 11 of the birds. Each death brings the bird closer to extinction. Like in previous cases, the smugglers responsible will soon be back on the streets and will return to their illegal activities. Unless Indonesia’s law is changed, and its law enforcement made effective, there is no incentive for these criminals to stop and more animals will be smuggled in horrifying ways and end up dying.   

    It will take pressure from the world community to get countries like Indonesia to take action and make sure these precious animals and other threatened species are truly protected. Please sign and share our petition demanding Indonesia take action and revise their law protecting endangered species.

    No more #BottledCockatoos!

    Conservation Policy Working Group, Indonesia” ซึ่งในเนื้อหาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแคมเปญนี้ต้องการผู้ร่วมสนับสนุนให้ถึง 1,000,000 คน เพื่อยื่นต่อ  Dr. Ir. Siti Nurbaya Bakar, M.Sc (Menteri Lingkungan Hidup dan Kehutanan) และผู้มีอำนาจตัดสินใจอื่นอีก 5 คน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของประเทศอินโดนีเซียและผู้ที่มีอำนาจตัดสินในอีก 5 คน ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามองและให้ความสนใจแคมเปญนี้

    ทั้งนี้ทั้งนั้นแคมเปญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ของ Change.org ได้รับการติดตามผลและมีการอัพเดตตลอดเวลาแสดงให้เห็นว่า เว็บ Change.org มองเห็นถึงปัญหาของประชาชนตัวเล็กๆ ในโลกใบใหญ่นี้จริงๆ 

    กดแชร์ข่าวนี้

    โพสล่าสุด

    นิสิตแจงตลาดน้อยไม่สะอาดตามมาตรฐานวอนม.ปรับปรุงให้เหมาะสม

    มีนิสิตมากมายออกมาโพสต์ทักท้วงตามสังคมออนไลน์ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยมากมายพร้อมแนบรูปภาพประกอบเกี่ยวกับความสะอาดและความระมัดระวังของพ่อค้าแม่ค้า วอนให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบร้านอาหารแต่ละร้าน เนื่องจากอาหารที่ได้ตามสั่งนั้นมีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมอยู่หลายครั้งด้วยกัน

    ผ้าไหมมัดหมี่ของดีชาวอีสานสู่การสร้างอาชีพเสริม

    หากพูดถึงผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นหนึ่งในผ้าทอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีในการทอที่ค่อนข้างยากและรวดลายที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นอกจากจะทอสำหรับใช้ในโอกาสต่าง ๆ ยังสามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับครัวเรือนและชุมชนได้อีกด้วย

    อันตรายจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

    ในช่วงถดูร้อนของประเทศไทย การรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ หากเรารับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆกับร่างกายได้

    เด็กกิจกรรม กับโรคซึมเศร้า

    “ ใครบอกว่าคนกำลังคอยสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ จะไม่เป็นโรคซึมเศร้า ”เป็นคำกล่าวของ เพื่อน หรือ นางสาวศิริทิพย์ อินทร์อิ่ม นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชั้นปีที่ 3 คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนานาชาติ  

    เหรียญสองด้านกับอาชีพไอดอล

    ไอดอล อาชีพที่เด็กสาวที่ชื่นชอบการร้องการเต้นใฝ่ฝันอยากจะเป็นแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าก่อนที่จะเป็นได้นั้นจะต้องเจอะเจอกับอะไรบ้างภาพลักษณ์ที่สวยงามน่ารักสดใสของไอดอลนั้นอาจจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายเพื่อเป็นบททดสอบในการทำความฝันครั้งนี้ก็เป็นได้

    HashTag ที่น่าสนใจ