More
    Tuesday, August 11, 2020

    วิกฤตการณ์ฝุ่นล้อมเมือง PM 2.5

    -

    2.5

    ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองกลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายเราไปแล้วเพื่อป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากฝุ่นพิษ PM 2.5 แล้วฝุ่นที่เล็กจิ๋วพวกนี้มาจากไหน ส่งผลกระทบอย่างไรต่อการกายเราบ้าง

    ปรากฏการณ์ฝุ่นล้อมเมืองเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรในประเทศไทยเป็นอย่างมากเพราะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นภัยที่มองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น แถมยังเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายจากการสูดดมทางโพรงจมูก

    แม้จะล่วงเลยเข้าสู่เดือนมกราคม พ.ศ. 2563 แล้ว แต่สถานะการณ์ก็ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลการติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 14 – 44 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) ปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่เมื่อเทียบกับวันที่ 24 มีนาคม 2563 โดยพบปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่ประชาชนสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปรกติ และสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์ Air4Thai.com หรือแอพพลิเคชั่น Air4Thai

    Desktop Screenshot 2020.01.25 - 13.06.09.74

    (ตารางการเปรียบเทียบปริมาณฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 5262 – 25 มกราคม 2563)

    (ที่มา : Air4Thai.com)

     

    ความน่ากลัวของ PM 2.5

    ในปี ค.ศ. 1997 ทาง United States Environmental Protection Agency (USEPA) ได้กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ไว้ในมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา (National Ambient Air Quality Standards: NAAQS) เพื่อปกป้องความปลอดภัยของสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

    เหตุผลที่ต้องกำหนดให้ฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นขนาดฝุ่นละอองที่เป็นภัยนั้น ก็เพราะว่า สารมลพิษในฝุ่นละอองขนาดนี้สามารถเข้าสู่อวัยวะในระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง สามารถทะลุเข้าไปถึงถุงลมปอดได้ทันที ดังนั้น ฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้จึงทำให้เกิดการระคายเคืองและมีผลต่ออาการและโรคทางเดินหายใจ สามารถทำลายอวัยวะของระบบทางเดินหายใจโดยตรง และยังทำให้เกิด

    • การระคายเคืองตา
    • ระคายคอ 
    • แน่นหน้าอก 
    • หายใจถี่ 
    • หลอดลมอักเสบ 
    • เกิดอาการหอบหืด 
    • ถุงลมโป่งพองและอาจเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ
    • ทำให้เกิดอาการ ไอ จาม หรือเป็นภูมิแพ้ได้
    • กระตุ้นคนที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่น ให้เกิดอาการโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง อาการกำเริบรุนแรงมากกว่าเดิม
    • เสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอดได้ 

    อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อฝุ่น PM 2.5 สะสมในร่างกายเราแบบระยะยาวเพราะฝุ่น PM 2.5 นั้นประกอบไปด้วยสารก่อมะเร็งมากมาย เช่น ปรอท แคดเมียม โลหะหนัก เป็นต้น

     

    ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

    ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะในช่วงเช้าอากาศลอยตัวได้ดี มีหมอก แต่ลมพัดอ่อน จึงส่งผลให้ฝุ่นละออง PM 2.5 หลายจุดมีปริมาณเพิ่มขึ้นและพบฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) 24 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยก็ประสบปัญหามลพิษทางอากาศ เนื่องจากการเผา เพื่อทำเกษตรกรรม

     

    ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้สำรวจ พบว่า 9 ใน 10 คนหายใจอากาศที่มีสารมลพิษในระดับสูงเกินมาตรฐาน การประเมินที่อัปเดตล่าสุดมีผู้เสียชีวิตถึง 7 ล้านคนในแต่ละปีซึ่งเกิดจากมลภาวะทางอากาศและอากาศในครัวเรือน มลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุด คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)

    “มลพิษทางอากาศคุกคามพวกเราทุกคน” ดร. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าว “เป็นที่ยอมรับไม่ได้ที่คนมากกว่า 3 พันล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กยังคงหายใจควันมรณะทุกวันจากการใช้เตาและเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษในบ้านของพวกเขา หากเราไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศเราจะไม่เข้ามาใกล้เพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน”

    องค์การอนามัยโลกประเมินว่าประมาณ 7 ล้านคนเสียชีวิตทุกปีจากการสัมผัสกับอนุภาคขนาดเล็กในอากาศเสียที่แทรกซึมลึกเข้าไปในปอดและระบบหัวใจและหลอดเลือดทำให้เกิดโรค รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและการติดเชื้อทางเดินหายใจ

    มลพิษทางอากาศโดยรอบเพียงอย่างเดียวทำให้มีผู้เสียชีวิต 4.2 ล้านคนในปี 2559 ในขณะที่มลพิษทางอากาศในครัวเรือนจากการปรุงอาหารด้วยเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดมลพิษทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3.8 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน

    มากกว่า 90% ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางโดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกาตามด้วยประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกยุโรปและอเมริกา

    มีประมาณ 3 พันล้านคนหรือมากกว่า 40% ของประชากรโลกยังไม่สามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีการทำอาหารที่สะอาดในบ้านของพวกเขาซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในครัวเรือน WHO ได้ตรวจสอบมลพิษทางอากาศในครัวเรือนมานานกว่าทศวรรษและในขณะที่อัตราการเข้าถึงเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดกำลังเพิ่มขึ้นทุกหนทุกแห่งการปรับปรุงไม่ได้เป็นไปตามการเติบโตของประชากรในหลาย ๆ ส่วนของโลกโดยเฉพาะในแอฟริกาซับซาฮารา .

    WHO ตระหนักดีว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ทำให้ประมาณหนึ่งในสี่ (24%) ของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่จากโรคหัวใจ 25% จากโรคหลอดเลือดสมอง 43% จากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและ 29% จากมะเร็งปอด

    นอกจากนี้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังสามารถทำลายสมองของมนุษย์ได้อีกด้วย
    จากงานวิจัยที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของระดับ PM 2.5 ต่อความผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา อาทิเช่น มีสติปัญญาด้อยลง , การพัฒนาการช้าลง , มีปัญหาการได้ยินและการพูด รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นและภาวะออทิซึมเพิ่มมากขึ้นถึง 68% (Suades-González, 2015) (Fu, 2019) 

    ในผู้ใหญ่พบว่า การได้รับฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า และทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มได้ถึง 34% (Fu, 2019) รวมทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยทุก ๆ 10 μg/m3 ของระดับ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองประมาณ 13% ถ้าได้รับฝุ่นจิ๋วในระดับความเข้มข้นที่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยในกลุ่มคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองอยู่แล้ว การได้รับ PM 2.5 ยังเป็นการเพิ่มอัตราการตายในคนกลุ่มนี้อีกด้วย (Lin, 2017) 

    คนที่ออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสมอง และเพิ่มอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง การรับประทานผักและผลไม้ (มากกว่า 3.5 serving ต่อวัน) จะช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจิ๋วต่อร่างกายได้ เนื่องจากผลของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีในผักและผลไม้ (Lin, 2017) (Runhua, 2018) 

    ในกลุ่มคนที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ฝุ่น PM2.5 รวมทั้งมลพิษในอากาศชนิดอื่นๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาได้ โดยพบว่าในช่วงเวลาที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วอยู่ในระดับสูง เช่น ฤดูหนาว จะพบคนที่เป็นไมเกรนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง จนต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาที่ห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติประมาณ 4 – 13% (Chen C.-C., 2015)

     

    วิธีป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5

    กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคระบบทางเดินหายใจ, โรคเยื่อบุตาอักเสบ และโรคผิวหนัง

    1. ให้อยู่ภายในอาคารบ้านเรือน หากไม่จำเป็นอย่าออกนอกบ้าน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง
    2. ปิดประตูหน้าต่าง ป้องกันฝุ่นเข้า หากปิดไม่ได้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำทำเป็นม่านปิดแทน
    3. หากต้องออกนอกบ้าน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดๆ ปิดจมูกและปาก หรือใส่หน้ากากกรองฝุ่น
    4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย และทำงานหนัก เมื่ออยู่นอกบ้าน
    5. ให้ดื่มน้ำมาก ๆ และไม่สูบบุหรี่ ในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก
    6. ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก จะต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่มีฝุ่นละออง
    7. ไม่เผาขยะ โดยเฉพาะขยะที่เป็นสารพิษ เช่น พลาสติก ยางรถยนต์ รวมทั้งขยะทั่วไป
    8. ลดการใช้รถยนต์ หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มลพิษจากท่อไอเสีย ทำให้คุณภาพอากาศแย่ลง

    แก้

     

     

    อ้างอิง

    https://www.who.int/news-room/detail/02-05-2018-9-out-of-10-people-worldwide-breathe-polluted-air-but-more-countries-are-taking-action

    https://www.cigna.co.th/health-wellness/tip/warning-pm25

    https://workpointnews.com/2019/01/14/pm2-5-41/

    กดแชร์ข่าวนี้

    โพสล่าสุด

    แนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตยแสดงจุดยืนต่อต้านเผด็จการ “อีสานสิบ่ทน” บริเวณลานแปดเหลี่ยม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมชุมนุม “อีสานสิบ่ทน” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในกิจกรรมครั้งนี้มีการเข้าร่วมของทั้งนิสิต นักศึกษาและนักเรียนที่มีอุมดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน โดยการจัดกิจกรรมเป็ฯไปอย่างสงบภายใต้การรักษาความปลอดภัยจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    มมส จัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ น้องใหม่ภุมริน 12 แบบ New Normal

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญน้องใหม่ รุ่นภุมริน 12 โดยมีองค์การนิสิต ร่วมกับกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แนวคิด "โฮมขวัญน้องจ่องสายแนน ผูกเอาแขน ว่ามาเย้อขวัญเอย" ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563 ณ ลานอัฐศิลป์ (แปดเหลี่ยม) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธาน มีนายธงฉาน บุดดา นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวรายงาน กิจกรรมในครั้งนี้มีมาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 แบบ New Normal

    นิสิตแจงตลาดน้อยไม่สะอาดตามมาตรฐานวอนม.ปรับปรุงให้เหมาะสม

    มีนิสิตมากมายออกมาโพสต์ทักท้วงตามสังคมออนไลน์ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยมากมายพร้อมแนบรูปภาพประกอบเกี่ยวกับความสะอาดและความระมัดระวังของพ่อค้าแม่ค้า วอนให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบร้านอาหารแต่ละร้าน เนื่องจากอาหารที่ได้ตามสั่งนั้นมีการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมอยู่หลายครั้งด้วยกัน

    ผ้าไหมมัดหมี่ของดีชาวอีสานสู่การสร้างอาชีพเสริม

    หากพูดถึงผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นหนึ่งในผ้าทอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผ้าที่มีกรรมวิธีในการทอที่ค่อนข้างยากและรวดลายที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นอกจากจะทอสำหรับใช้ในโอกาสต่าง ๆ ยังสามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับครัวเรือนและชุมชนได้อีกด้วย

    อันตรายจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

    ในช่วงถดูร้อนของประเทศไทย การรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ หากเรารับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆกับร่างกายได้

    HashTag ที่น่าสนใจ