ข่าวที่น่าสนใจ

สารคามแล้งหนักในรอบ 5 ปี รัฐสั่งเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง หวั่นน้ำไม่พอใช้ในฤดูร้อนนี้

ปัญหาภัยแล้งของจังหวัดมหาสารคาม เป็นปัญหาที่เกษตรกรชาวไร่และชาวนาเผชิญมาในทุกๆ ปี โดยปีนี้เกษตรกรได้ประสบวิกฤตฝนทิ้งช่วงอีกครั้งในรอบ 5 ปี หลังประสบภัยแล้งหนักสุดใน พ.ศ.2554 ทำให้ลำห้วยเริ่มแห้งขอด สายน้ำหลักอย่างแม่น้ำชีที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรก็เริ่มหยุดนิ่ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภค และการทำเกษตรกรรมของ จ.มหาสารคามอย่างยิ่ง

แนวโน้มปัญหาภัยแล้งปี 2559

ปัญหาภัยแล้งเป็นภัยทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเกษตร ทั้งการขาดแคลนน้ำ สภาพอากาศที่แปรปรวน โรคพืชและศัตรูพืช นับเป็นปัญหาของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มประสบปัญหาหน้าดินแห้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้พืชผลทางการเกษตรเกิดความเสียหาย จ.มหาสารคาม เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง โดยขยายเป็นวงกว้างใน 4 อำเภอ ได้แก่ เชียงยืน โกสุมพิสัย กันทรวิชัย และชื่นชม

นายปราโมทย์ วัฒนะ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งของ จ.มหาสารคาม โดยภาพรวมในขณะนี้มี 13 อำเภอที่ประสบปัญหาหลักๆ คือ เรื่องน้ำเพื่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนมีน้ำในเขื่อนอยู่ในขั้นวิกฤต มีปริมาณการกักเก็บน้ำน้อยมาก

“การปล่อยน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีวัตถุประสงค์ให้ใช้น้ำทำการเกษตร โดยปล่อยน้ำ 500,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน แต่ทุกวันนี้ภาครัฐมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค เพื่อผลิตน้ำประปาให้กับชาวบ้านที่อาศัยตลอดลุ่มน้ำชี จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรในหลายอำเภอของ จ.มหาสารคาม ที่มีการทำนาปีละ 44,000 ไร่ ซึ่งปีนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มีการประกาศไม่ให้ทำนาปรัง แต่ก็ยังมีเกษตรกรที่ฝืนปลูกข้าวนาปรังในขณะนี้อยู่กว่า 1 หมื่นไร่ หลักๆ อยู่ที่อำเภอเมือง โกสุมพิสัย และกันทรวิชัย

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความกังวลว่าน้ำที่เหลืออยู่จะใช้ได้ไม่ถึงเดือนมีนาคม หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้มีปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ ก็จะมีมาตรการเอาน้ำก้นอ่างมาใช้แทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปีถัดไป และส่งผลกระทบในอีกหลายจังหวัดที่ใช้น้ำจากแม่น้ำชีต่อจาก จ.มหาสารคาม” นายปราโมทย์ กล่าว

ฉะนั้น แนวทางการป้องกันเบื้องต้นในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคามได้มีการเสนอโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งถูกอนุมัติ
24 โครงการจาก 200 กว่าโครงการ โครงการส่วนใหญ่จะเป็นโครงการแบบรวมกลุ่มของชุมชนและเกษตรกรที่ปลูกพืชต่างๆ เช่น ผัก มะลิ ดอกไม้ แตงโมอินทรีย์ บร๊อคโคลี่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง ข้าวโพดข้าวเหนียว ฯลฯ และมีเงินดำเนินโครงการเป็นเงินทั้งหมด 7,807,655 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ต้องแบ่งเป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่า 150% ตามเงื่อนไข

            “นอกจากนี้ทุกคนต้องเข้าใจบริบทของจ.มหาสารคาม ว่าอยู่นอกเขตชลประทาน ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่ได้ปลูกพืชตลอดทั้งปีอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนมองว่ามหาสารคามมีภูมิประเทศเป็นแบบแห้งแล้ง แต่หน่วยงานภาครัฐเองก็ไม่นิ่งนอนใจ มีการประชุมและวางแผนข้างต้น ทั้งยังมีมาตรการรองรับในทุกๆปี ”นายปราโมทย์ กล่าวปิดท้าย

เตือนภัยเกษตร/งดปลูกข้าวนาปรัง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกหนังสือเตือนภัยเกษตรฉบับ เมื่อวันที่ 17–23กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนแดดจัดสลับกับฝนตก ทำให้อากาศและหน้าดินแห้งแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพืชสวนพืชไร่ พร้อมกันนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคามได้ประกาศให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากอาจประสบปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำจากภัยแล้ง โดยเป็นประกาศเชิงขอความร่วมมือ เพราะการปลูกข้าวต้องใช้น้ำจำนวนมาก และขอให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน

นายโสคิด บุญศรี หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม เผยว่า เกษตรกรมีการปรับตัวหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และทนกับสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี อาทิ ถั่วลิสง แตงโม ข้าวโพด มันแกว และพริก ฯลฯ แทนการปลูกข้าวและพืชไร่แต่การปลูกพืชเหล่านี้ก็ยังมีศัตรูพืชมารบกวนทำให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากช่วงนี้มีสภาพอากาศเย็นและร้อนจัด โรคในพืชอย่าง เชื้อรา แมลง เพลี้ย โรคใบไหม้ เริ่มระบาดในพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านและทางหน่วยงานมีมาตรการเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับปัญหาโรคในพืชดังกล่าวแล้ว

 

สถานการณ์น้ำปี 2559

ด้านกรมชลประทาน ได้มีการประกาศให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขตพื้นที่ประสบภัยแล้ง ซึ่งมี จ.นครราชสีมา (10 อำเภอ) นครพนม (2 อำเภอ) บุรีรัมย์ (2 อำเภอ) และ จ.มหาสารคามมีพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างหนักในเขต อ.เชียงยืน โกสุมพิสัย กันทรวิชัย และชื่นชม นับเป็น 4 อำเภอ ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือหลังจากที่กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำฤดูแล้งปี 2558/2559 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์พ.ศ.2559 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 14 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่นาปี-นาปรัง พืชไร่ รวมทั้งการอุปโภคบริโภค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา (1 อำเภอ) บุรีรัมย์ (4 อำเภอ) หนองคาย (9 อำเภอ) ปัจจุบันได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือตามพื้นที่ จำนวน 53 เครื่องในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีการให้ความช่วยเหลือใน จ.มหาสารคาม

 

เงินชดเชยภัยแล้ง

ในแต่ละปีจะมีโครงการของภาครัฐที่ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งในเบื้องต้นแก่เกษตรกร โดยจะได้รับค่าชดเชยไร่ละ1,000 บาท แต่การที่เกษตรกรจะได้รับเงินค่าชดเชยภัยแล้ง ต้องมีการทำประกันกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้น แต่ชดเชยให้สูงสุดเพียง 15 ไร่ แม้จะได้รับผลกระทบกี่ไร่ก็ตาม

นายสังคม ใคร่ครวญ เกษตรกรหนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม เล่าว่า น้ำสำหรับทำไร่นาไม่เพียงพอ ผลผลิตที่ได้ลดลงครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยปลูกข้าว 9 ไร่ได้ผลผลิต 65–70 กระสอบ ปีนี้ผลผลิตลดลงเหลือ 30 กระสอบ ซึ่งเป็นการปลูกข้าวในสภาวะฝนขาดช่วง ตนได้จ้างบริษัทเอกชนมาขุดเจาะบ่อบาดาล เนื่องจากรอให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ไหว เพราะข้าวแห้งตายจากการขาดน้ำเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ภัยแล้งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในทุกๆ ปี นโยบายของภาครัฐเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า โดยไม่มีการวางแผนการป้องกันและรับมือปัญหาภัยแล้งในระยะยาวแต่อย่างใด มีเพียงประกาศให้เกษตรกรเตรียมรับมือกับภัยแล้งอย่างเช่นทุกปี และโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในหน้าแล้งเท่านั้น

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: