ข่าวที่น่าสนใจ

รพ.มหาสารคามชี้ผู้ป่วย HIV มีสิทธิรักษาพยาบาลเทียบเท่าผู้ป่วยทั่วไป 

คลีนิคบ้านร่มเย็น โรงพยาบาลมหาสารคามแจงผู้ป่วย HIV มีสิทธิในการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกับผู้ป่วยทั่วไป ชี้มุ่งให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องการให้คำปรึกษ ให้กำลังใจ ดูแลผู้ป่วยไม่ให้ซึมเศร้า และให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัสครบตามที่แพทย์สั่ง ด้านผู้ป่วยแย้งถูกเลือกปฏิบัติขณะใช้สิทธิเข้ารักษาพยาบาล

 

thumbnail_IMG_4081.jpg

นางเกศมุกดา ไตรรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คลีนิคบ้านร่มเย็น โรงพยาบาลมหาสารคาม เปิดเผยว่า คลีนิคบ้านร่มเย็นเป็นคลีนิคให้บริการและรักษาเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (โรคเอดส์) หากผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษาเป็นคนไทยมีเลขบัตรประชาชนสิบสามหลักก็สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงบริการบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าและบัตรประกันสังคมได้เหมือนกับบุคคลทั่วไปที่มาใช้สิทธิ ด้านการรักษาตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมอบให้ โดยการตรวจหาโรคต่าง ๆ และสามารถใช้สิทธิในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) ได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง อีกทั้งยังมีนโยบายการตรวจหาโรคในวันเดียว (same day result) การจัดทำนโยบายดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มาใช้บริการที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV หลุดจากการรักษา และหลังจากทราบผลจะได้ทำการรักษาทันที

นางเกศมุกดา กล่าวต่อว่า คลีนิคบ้านร่มเย็นให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ในเรื่องของการให้คำปรึกษาด้านจิตใจ ดูแลผู้ป่วยไม่ให้มีการซึมเศร้า มีเจ้าหน้าที่พูดคุยคอยให้กำลังใจ ส่วนในด้านร่างกายดูแลผู้ป่วยให้รับประทานยาต้านไวรัสให้ครบตรงเวลาตามที่แพทย์สั่ง และในด้านเศรษฐกิจมีการส่งผู้ป่วยไปฝึกอาชีพที่ศูนย์ฝีมือแรงงานจังหวัดมหาสารคาม เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้ติดเชื้อ รวมถึงมีการจัดตั้งกิจกรรมพบกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ด้านการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน

ทั้งนี้ การเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในเรื่องของยาต้านไวรัสเอดส์ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนเอดส์เป็นผู้สนับสนุนให้กับกลุ่มคนไข้ผู้ติดเชื้อ HIV รวมถึงมีการสร้างภาคีเครือข่ายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และการปฏิบัติงานเชิงรุกลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านที่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงติดเชื้อ HIV เพื่อจัดหาและนำตัวผู้ติดเชื้อเข้าทำการรักษาต่อไป

นางสาวทิพย์ประภาวีณ์ เรือนทอง พนักงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ จะได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณประจำปีเพื่อช่วยเหลือในด้านการศึกษา

นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อ HIV ยังได้รับสิทธิด้านสวัสดิการและการให้บริการทางสังคม ในส่วนของผู้ติดเชื้อที่อายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางหน่วยงานได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ปีละไม่เกิน 150,000 บาท ไตรมาส 6 เดือนแรกประมาณ 70,000 บาท หรือ 80,000 บาท 6 เดือนหลัง หลังจากนั้นก็ถูกตัดงบประมาณดังกล่าว แต่มีเงินช่วยเหลือดูแลเป็นเงินสงเคราะห์กองทุนคุ้มครองเด็กแทน ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อที่อายุมากกว่า 18 ปี สามารถเข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการด้านสุขภาพรวมถึงได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายสิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ HIV

นางสาวเอ (นามสมมติ) ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV รายหนึ่ง เผยว่า ปัจจุบันตนอายุ 18 ปี และตนได้รับเบี้ยยังชีพจากองค์การบริหารส่วนตำบลยางสีสุราช (อบต.ยางสีสุราช) เดือนละ 500 บาท ทั้งนี้การจะได้รับเบี้ยยังชีพตนต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว โดยนำข้อมูลบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และใบรับรองแพทย์ที่ระบุชัดเจนว่าติดเชื้อ HIV ให้แก่ อบต. เพื่อไว้เป็นหลักฐานในการขอรับสิทธิผู้ติดเชื้อ HIV ทำให้กลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV บางรายที่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเสียผลประโยชน์ส่วนนี้ไป เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลส่วนตัวของตนจะถูกเปิดเผย และสร้างความอับอายได้

“นอกจากเบี้ยยังชีพแต่ก่อนยังเคยมีเงินช่วยเหลือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมหาสารคามให้ผู้ติดเชื้อ HIV เดือนละ 2,000 บาทให้ผู้ป่วยจำนวน 10 คน แต่ในปัจจุบันมาตรฐานการรักษาโรคเอดส์ค่อนข้างดีกว่าในอดีต ตัวยาต้านไวรัสเอดส์มีประสิทธิภาพมากกว่าแต่ก่อน ทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายแข็งแรงใช้ชีวิตปกติเหมือนบุคคลทั่วไป นโยบายการให้เงินช่วยเหลือจึงถูกยกเลิกไป” นางสาวเอ กล่าว

นางสาวเอ เผยต่อว่า บ้านของตนอยู่ที่ อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม และตนสอบติดระดับชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม และกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 ตั้งแต่ตนตรวจพบเชื้อ HIV ร่วมกับอาการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ เนื่องจากตนมีเพศสัมพันธ์กับแฟนโดยไม่ได้ป้องกัน หลังทราบว่าติดเชื้อ HIV เบื้องต้นตนรู้สึกหดหู่ เคว้งคว้าง อีกทั้งระแวงว่าคนรอบข้างจะรู้ และรังเกียจหากทราบว่าตนติดเชื้อ ในระหว่างการรักษาตนได้เข้าร่วมกิจกรรมพบกลุ่มของทางโรงพยาบาล พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกลุ่มผู้ติดเชื้อด้วยกัน และต้องมีระเบียบวินัยในการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ ต้องไปพบแพทย์ตามใบนัดทุกครั้งเดือนละ 1 ครั้งเพื่อรับยามารับประทาน รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายเพิ่ม เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา การกินร้อนช้อนกลาง ไม่กินร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ป้องกันการรับเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดสภาวะแทรกซ้อน และในทุกวันนี้ตนดำเนินชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติ

“ทั้งนี้การใช้สิทธิในการรักษาพยาบาล ยังถูกเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติในขณะเข้ารับการรักษา อย่างกรณีไปทำฟันต้องเป็นคนไข้คิวสุดท้ายตลอด และในการไปใช้สิทธิทุกครั้งจะถูกเลือกปฏิบัติเสมอ ทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงยังเคยถูกปฏิเสธการจ้างงานพาร์ทไทม์ช่วงปิดเทอมอีกด้วย” นางสาวเอ กล่าว

นายเอก (นามสมมติ) ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนอายุ 20 ปี อาศัยอยู่ที่ ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม และกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคามตนทราบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากเวลารับประทานอาหารอะไรเข้าไปก็จะถ่ายออกมาทันทีเป็นอย่างนี้อยู่ 6 วัน ตอนแรกไปหาหมอที่คลีนิคหมอแจ้งว่าติดเชื้อในลำไส้ และให้ยามารับประทาน หลังจากรับประทานยาหมด อาการดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ตนจึงไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ทางโรงพยาบาลก็มีการเจาะเลือดไปตรวจหาเชื้อ ประมาณ 5 ชั่วโมงหลังผลตรวจออก หมอได้ให้พยาบาลหน้าห้องเรียกตนกับแม่เข้าไปพบ เพื่อแจ้งผลตรวจว่าตนได้ติดเชื้อ HIV และเป็นสาเหตุที่ทำให้ถ่ายไม่หยุด หลังจากนั้นหมอได้แจ้งประสานงานส่งตัวให้ตนไปรักษาต่อที่คลีนิคบ้านร่มเย็น ซึ่งคลีนิคได้ให้คำปรึกษาวิธีการดูแลตัวเอง รวมถึงให้กำลังใจว่าหากมีวินัยรับประทานยาสม่ำเสมอ ตรงเวลา และต้องไปพบแพทย์ตามใบนัดทุกครั้งเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อรับยามารับประทาน ร่างกายจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป

นายเอก กล่าวต่ออีกว่า การติดเชื้อ HIV ทำให้การดำเนินชีวิตของตนเองเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก่อนที่เคยไปเที่ยวกับเพื่อน ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ณ ปัจจุบันตนกลับต้องมาดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ที่ผ่านมาตนได้กำลังใจจากครอบครัวจึงทำให้ผ่านช่วงเวลาหดหู่นี้มาได้ และการติดเชื้อ HIV ทำให้ตนได้รับบทเรียนราคาแพงที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเพียงเพราะมีเพศสัมพันธ์กับแฟน เนื่องจากความไว้เนื้อเชื่อใจ และไม่คิดว่าแฟนเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมาก่อน เนื่องจากตนกับแฟนเป็นพวกรักร่วมเพศ“หลังจากติดเชื้อ HIV การจะเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ก็ยากลำบาก เพราะผมไม่ต้องการเปิดเผยอาการป่วยของตัวเอง ถึงแม้จะทราบว่าผู้ติดเชื้อสามารถทำเรื่องขอรับเบี้ยยังชีพจากทาง อบต. ได้เดือนละ 500 บาท ผมจึงสละสิทธิ์เพราะไม่ต้องการเปิดเผยอาการป่วย แต่สิทธิ์ด้านการรักษาพยาบาล อาทิ สิทธิบัตรประกันสุขภาพ บัตรประกันสังคม ปัจจุบันผมก็ใช้สิทธิดังกล่าวในการรักษา แต่การเข้าถึงการรักษาประเภทอื่น อย่างเช่น การทำฟัน หรือแม้กระทั่งทำแผลรถล้ม ยังคงถูกเลือกปฏิบัติให้เป็นคนสุดท้ายอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกที่ เพราะบางคลีนิคก็ยังเคารพสิทธิของผมอยู่ อีกทั้งในปัจจุบันยาต้านไวรัสเอดส์ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ” นายเอก กล่าว

 

เรื่องเเละภาพ นางสาวพชรพร อาศรัยผล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: