ข่าวที่น่าสนใจ

มมส ชูนโนบายการปรับลดราคาอาหารในตลาดน้อย ชี้อยากให้นิสิตบริโภคอาหารราคาถูกและมีคุณภาพ

 

ตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ถือเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของนิสิต เพราะมีอาหารหลากหลายประเภทให้ได้เลือกรับประทาน อีกทั้งตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ได้มีการติดป้ายประกาศปรับลดราคาอาหารเเละเครื่องดื่มภายในตลาดน้อย เเละห้ามใช้ภาชนะโฟมในการบรรจุอาหาร ส่งผลให้เกิดการเเสดงความคิดเห็นของนิสิต มมส อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถลดราคาตามนโยบายได้ จึงเกิดการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวศุภวรรณ ภิเศก นักวิชาการพัสดุ กลุ่มงานจัดหารายได้เเละผลประโยชน์ กองคลังและพัสดุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจราคาก่อนหน้าที่จะประกาศ โดยสำรวจจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ชุมชนเมือง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น เเละมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยทั่วไปเเล้วราคาอาหารของมหาวิทยาลัยที่สำรวจจะเเบ่งเป็นประเภท เช่น ประเภทข้าวราดแกงราคาจะอยู่ที่ 20-28 บาท ประเภทก๋วยเตี๋ยวราคาอยู่ที่ 25-30 บาท และประเภทอาหารตามสั่งราคาอยู่ที่ 25-30 บาท โดยภาพรวมเเล้ว ราคาอาหารที่ตลาดน้อยถือว่ามีราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ

“ที่มาของนโยบายคืออยากให้นิสิตได้รับประทานอาหารที่มีราคาถูก มีคุณภาพ และลดการใช้ ภาชนะโฟมในการบรรจุอาหาร เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดมะเร็ง ถ้าหากใช้ในเวลานาน เเละไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการปรับลดราคาอาหารจะเริ่มจากตลาดน้อยก่อน เนื่องจากเป็นสถานที่มีผู้ประกอบการเเละผู้บริฌโภคมากที่สุด ถ้าหากได้ผลจะทำการปรับลดราคาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย” นางสาวศุภวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ระบุในใบบันทึกข้อความดังนี้

1.ปรับลดราคาอาหารจำหน่ายอาหารเเละเครื่องดื่ม ให้เป็นไปตามราคาที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยผู้ประกอบ         การจะต้องติดป้ายราคาอาหารเเละเครื่องดื่มพร้อมรูปถ่ายเเสดงขนาดและปริมาณอย่างชัดเจน ตั้งเเต่บัดนี้                เป็นต้นไป

  1. เปลี่ยนเเผ่นป้ายหน้าร้าน ป้ายบอกราคาจำหน่ายอาหาร ให้เเล้วเสร็จภายในวันที่ 5 เมษายน 2559
  2. ห้ามใช้ภาชนะโฟมในการบรรจุอาหาร โดยให้ใช้ภาชนะที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ เช่น กล่องชานอ้อย หรือกล่องกระดาษ เป็นต้น

พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มอบหมายให้กลุ่มงานจัดหารายได้เเละผลประโยชน์ควบคุม แลให้เป็นไปตามนโยบายนี้อย่างเคร่งครัด หากผู้ประกอบการรายใดไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ดำเนินการตามสัญญาการใช้พื้นที่ โดยยกเลิกสัญญาการใช้พื้นที่ทันที

ราคาที่กำหนดประเภทข้าวราดแกง อาหาร 1 อย่าง 20 บาท ประเภทอาหารตามสั่ง ธรรมดา 25 บาท พิเศษ 30 บาท ประเภทเครื่องดื่มใส่นมสดเเละนมข้น เเก้วขนาด 16 ออนซ์เเละถุงขนาด 5×8 ราคา 15 บาท ประเภทขนมขบเคี้ยว/เครื่องดื่ม สินค้าเบ็ดเตล็ดที่วางขายตามท้องตลาด ราคาขายจะต้องไม่เกินราคาที่จำหน่ายตามท้องตลาด

นางสาวศุภวรรณ ให้ข้อมูลอีกว่า ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบเนื่องจากส่งผลต่อกำไร เเต่มหาวิทยาลัยก็มีนโยบายลดค่าเช่าให้ผู้ประกอบการ 25% จากราคาเดิม ทั้งนี้ ก่อนที่ปรับนโนบายได้มีจัดการประชุมกับผู้ประกอบการในวันที่ 14 มีนาคม 2559 เป็นการประชุมกับผู้ประกอบการทั้งหมดร่วมกับผู้บริหาร เเละมีมติเห็นชอบในที่ประชุม

“ทุกอย่างมองเห็นผลประโยชน์ของนิสิตเป็นหลัก ต้องการส่งเสริมให้รับประทานอาหารที่ราคาไม่เเพง และต้องการให้นิสิตได้ทานอาหารอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ต้องออกไปทานข้างนอก เป็นอาหารที่ราคาถูกรสชาติดี ในส่วนที่นิสิตส่วนใหญ่กังวลถึงคุณภาพของอาหารหลังจากปรับลดราคา ถือว่าอยู่ในข้อตกลงที่กำหนด คือผู้ประกอบการจะต้องปรุงอาหารที่สะอาด มีคุณภาพ และใช้ภาชนะบรรจุที่อาหารปลอดภัย” นักวิชาการพัสดุ กล่าว

นักวิชาการพัสดุ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการลงพื้นตรวจสอบอยู่บ่อยครั้งว่าการดำเนินการตามนโยบายหรือไม่ ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถลดราคาตามนโยบายได้ จะต้องส่งหนังสือขอชี้เเจงเหตุผลในการจำหน่าย เเละนำเข้าที่ประชุมของมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะดำเนินการทั้งหมดกับผู้ประกอบการ จะไม่มีการตัดสินใจจากคนใดคนหนึ่ง ตอนนี้มีเพียง 3-4 ร้านที่ไม่สามารถปรับราคาลงได้ตามที่กำหนดเท่าที่ควร เนื่องจากต้นทุนสูง แต่ทางผู้ประกอบการจะต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับนโยบายที่กำหนดมากที่สุด ดังนั้นจึงถือว่าอยู่ในช่วงเจรจา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเเรกจะมีเสียงตอบรับกลับมาจำนวนมากจากผู้ประกอบการ เเต่สามารถควบคุมได้ ในส่วนของนิสิตมีการโทรศัพท์มาร้องเรียนเพียง 1 ราย ทางกลุ่มงานจัดหารายได้เเละผลประโยชน์ ต้องการให้นิสิตสะท้อนความเห็นกับนโยบายเพื่อนำมาปรับปรุง ซึ่งหน่วยงานก็ได้อ่านความคิดเห็นของนโยบายจากกลุ่มมหาวิทยาลัยมหาสารคามในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อต้องการรับฟังความคิดเห็นของนิสิตและนำมาปรับใช้ โดยส่วนใหญ่แล้วนิสิตจะให้ความคิดเห็นว่าเห็นใจผู้ประกอบการ เเละกังวลในเรื่องคุณภาพของอาหาร อีกทั้งยังมีการสำรวจโดยใช้เเบบสอบถามพบว่านิสิตพึงพอใจกับราคาเดิมมากกว่า

“อยากให้มหาวิทยาลัยมหาสาคามเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ราคาอาหารถูกกว่าท้องตลาด ไปกินข้างนอกราคาสูงก็ไม่สำคัญ เเต่กินในมหาวิทยาลัยสะดวกกว่า ถูกกว่าเเละสบายใจกว่า” นางสาวศุภวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ตลาดน้อยๆ

นางบุญโฮม บุญชูตน ผู้ประกอบการร้านข้าวราดแกง ตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนขายอาหารอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคามมานานเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยในช่วงที่ผ่านมาซื้อข้าวกระสอบละ 500 บาท ไก่กิโลกรัมละ 40 บาท สามารถขาย 20-25 ได้ เเต่ปัจจุบันข้าวกระสอบละ 900 บาท ไก่กิโลกรัมละ 80-100 บาท ตั้งเเต่ลดราคามาเกิดผลกระทบอย่างหนัก อีกทั้งทางร้านยังมีบริการน้ำดื่มฟรี ใน 1 วัน ใช้ประมาณ 10 ถัง ถังละ 15 บาท น้ำเเข็งถุงละ 30 บาท ใช้ 5 ถุง จึงจะพอใช้ เเค่เพียงบริการน้ำดื่มก็มีค่าใช้จ่ายราว ๆ กว่า 1,000 บาทเเล้ว

“หลังจากมีนโยบาย ทางผู้ประกอบการมีความคิดเห็นว่า ต้องการให้ปรับเป็นราคาเดิม เนื่องจากราคาเดิม ทางร้านก็เพียงพอเเค่ค่าใช้จ่ายในบางส่วนเท่านั้น อีกทั้งการเปลี่ยนกล่องให้มาใช้กล่องชานอ้อย เเละให้คิดราคากล่อง กล่องละ 2 บาท เมื่อคิดราคาค่ากล่อง ลูกค้าก็เกิดข้อสงสัย โดยถามว่าคิดราคากล่องเพราะอะไร ถึงเเม้จะต้องเปลี่ยนบรรจุภันฑ์ แต่ปริมาณในการให้ยังคงเท่าเดิม ไม่น้อยลง ในกรณีที่ขอข้าวเพิ่ม ทางร้านก็ไม่ได้คิดราคาเพิ่ม ถ้าหากให้น้อยก็สงสารนิสิต

ส่วนใหญ่เเล้วไม่มีการตำหนิในด้านของการลดราคา มีเพียงเเต่ข้อสงสัยว่าลดเพราะเหตุใด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจราคาเดิมอยู่เเล้ว หลังจากปรับเเล้วก็ไม่ได้ขายดีขึ้นก็ยังอยู่คงตัว เเต่ในส่วนของกำไรก็ลดลง จริง ๆ เเล้วข้าวราดแกงต้นทุนสูงมากกว่ากับข้าวประเภทอื่น ถ้าเป็นประเภทอาหารตามสั่งอาจจะสามารถลดปริมาณได้” นางบุญโฮม กล่าว

ในด้านของนายสุระศักดิ์ วันริโก เจ้าของร้านชาชักชิมชา ตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เปิดร้านมาเเล้ว 3 ปี ปริมาณในการขายต่อวัน 550 แก้ว ค่าเเผงต่อเดือน ๆ ละ 3000 บาท เเละค่าดูแล 200 บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ค่าอุปกรณ์คิดเป็นชิ้น ๆ ละ 100 บาท โดยมีสัญญาเช่าปีต่อปี ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นตนไม่ทราบนโยบาย ทราบหลังจากมาทำการต่อสัญญาในวันที่ 25 มีนาคม มีการเเจ้งว่าจะลดสัญญาเช่าลง 15% เเละให้ทำการปรับลดราคาขายลง เเต่ไม่ได้เเจ้งว่าจะให้ร้านค้าลดราคาขายลงจำนวนกี่บาท

“หลังจากทราบราคาที่ปรับเเล้ว ตกใจมาก เพราะต้นทุนในการทำสูง ใบชาที่ใช้ชงใช้เพียงครั้งเดียว กรองเอาส่วนที่เข้มข้นมาใช้ ไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ ใช้ใบชาจำนวน 1-2 ลังต่อวัน อีกทั้งแก้วหรือผลิตภัณฑ์จากร้านจะเป็นเเบรนด์ของทางร้านทุกอย่าง จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูง โดยปกติเเล้วทางร้านจะจัดราคาจากต้นทุน ถ้าหากสินค้าชนิดนี้ต้นทุนต่ำน้อยจะขายราคาถูก เเละต้นทุนสูงราคาจะเพิ่มขึ้นมาตามต้นทุน” เจ้าของร้านชาชักชิมชา กล่าว

นายสุระศักดิ์ ให้ความเห็นต่ออีกว่า เริ่มเเรกมีนโยบายปรับให้ปรับราคาเหลือ 15-20 บาท เเต่ทางร้านเเจ้งไปยังกลุ่มงานจัดหารายได้เเละผลประโยชน์ว่าไม่สามารถขายราคานี้ได้ ทางร้านจึงเสนอราคาให้ปรับเป็น 20 ไม่เกิน 25 บาท เนื่องจากทางร้านใช้แก้ว 22 ออนซ์ ทางกลุ่มงานจัดหารายได้เเละผลประโยชน์ ก็ทำความเข้าใจ เพราะมีเครื่องทำกาแฟสด ทำให้มีต้นทุนสูง เเต่ก็ยังขอให้ลดราคากาแฟสดลงอีก ทางร้านจึงปรับลงจาก 55 เหลือ 35-40 บาท

“เราไม่สามารถทำได้เหมือนร้านข้าวราดแกงได้ ที่สามารถตักในปริมาณที่น้อยลงได้ ตามสัดส่วนของราคา เเต่ถ้าหากเป็นน้ำจะกำหนดขนาดตามแก้ว ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มาก ลูกค้าที่เคยมากินเข้าใจทางร้าน เพราะรสชาติที่ทำใกล้เคียงเเบรนด์ดัง เเละลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหากับราคาที่จะปรับขึ้นหรือลดลง ทางร้านได้อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจทุกครั้งที่มาซื้อ ทั้งนี้ การจัดการของร้านยังเป็นปกติ ปรับราคาตามกำหนดเเละควบคุมคุณภาพไว้ดังเดิม ในส่วนของกำไรน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนโยบายปรับลดราคาออกมา ปริมาณการขายในเเต่ละวันของร้านชาชักชิมชายังคงเท่าเดิม เพียงเเต่กำไรลดน้อยลง 10% ต่อวัน” ” นายสุระศักดิ์ กล่าว

ในส่วนของผู้บริโภคต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม “มหาวิทยาลัยมหาสารคาม” บนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ค (Facebook) โดยให้ความเห็นที่หลากหลาย ทั้งเห็นด้วยเเละไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามกำหนด

นายณัฐวุฒิ ทับแผลง นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า ทุกครั้งที่ตนมาเรียนที่ มมส วิทยาเขตขามเรียง (ม.ใหม่) จะต้องกินข้าวที่ตลาดน้อยทุกครั้ง เพราะสะดวก อีกทั้งไปกับเพื่อนหลายคน สามารถเลือกได้หลากหลาย โดยรวมเเล้วราคาที่จ่ายปกติอยู่ที่ 35-40 ถือเป็นราคาปกติ ทั้งนี้ มีความคิดเห็นว่าการปรับลดราคาไม่ควรปรับมากจนเกินไป ควรจะเห็นใจพ่อค้าเเม่ค้า เพราะร้านค้าทุกร้านมีต้นทุนในการค้าขาย ค่าเช่าก็ไม่ใช่เช่าราคาถูก ถ้าจะปรับก็ไม่ควรจะปรับลดลงมากจนเกินไป อาจจะทำให้ไม่ได้ต้นทุนคืนเเละยังไม่ได้กำไรอีกด้วย

“ปัญหาที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือเมื่อลดราคาลง วัตถุดิบในการทำอาหารก็ต้องลดลงด้วย คุณภาพเเละปริมาณจะต้องลดลง อาจจะไม่เต็มเครื่องเเละไม่สะอาดเหมือนเดิม” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้านนางสาววันวิสา รินทระ นิสิตคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า ตนรับประทานข้าวที่ตลาดน้อยอยู่บ่อยครั้ง ราคาที่กินปกติ 30-35 บาท หลังจากทราบนโยบาย มีความคิดเห็นว่าราคาอาหารในมหาวิทยาลัยหรือในสถานการศึกษา ควรจะเป็นราคานี้อยู่เเล้วเเละเห็นด้วยกับนโยบาย

“ถ้าหากว่าปรับราคาลงเเละคุณภาพลดไปด้วย ก็ไม่เห็นด้วย แต่หลังจากปรับราคาเเล้วก็ไม่พบว่า คุณภาพลดลง ยังถือว่าเป็นปกติ ถ้าต้องการอาหารในปริมาณที่มาก ก็ควรสั่งตามปริมาณที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคเอง โดยปกติมักจะกินข้าวราดแกง หลังจากปรับลดราคาเเล้วก็พบว่ายังให้ปริมาณเท่าเดิม เเต่ก็ยังกังวลในเรื่องความสะอาดเเละคุณภาพ” นางสาววันวิสา กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหลาย ๆ ร้าน ได้รับผลกระทบจากนโยบาย เเต่ก็มีการปรับตัวเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สุดท้ายเเล้วผู้บริโภคยังคำนึงถึงผลที่ตามมาทั้งในเรื่องความสะอาดเเละปริมาณมากกว่าราคาของอาหารเเละเครื่องดื่ม ทั้งนโยบายการปรับลดราคาอาหารเเละเครื่องดื่มจะสามารถปรับได้ ทั้งมหาวิทยาลัยหรือไม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการสำรวจเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับมหาวิทยาลัยมากที่สุด

 

 

เรื่อง นางสาววริยา กระแจ่ม

ภาพ นางสาวกรกนก เกียรติสมวงศ์

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: