ข่าวที่น่าสนใจ

ชีวิตบนความเร็วของอาชีพกู้ภัย การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ

 

“พี่คิดว่าคนทำดีต้องได้ดี ถึงจะมันจะเห็นผลช้า แต่พี่ก็เชื่อและเคารพในสิ่งที่พี่ทำ”

คำพูดหนักแน่นที่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย ‘พี่สุพัฒน์ ราชวงศ์’ หน่วยปฏิบัติการจีเสียงเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

เมื่อพูดถึงคำว่ากู้ภัย คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ามีหน้าที่เก็บศพ ปฐมพยาบาลคนเจ็บ แต่ความเป็นคำว่ากู้ภัยมีมากกว่านั้น มีมากกว่าช่วยเหลือชีวิตคน ต้องแก้สถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงภัยคุกคามจากธรรมชาติด้วย

พี่สุพัฒน์ หนุ่มวัยกลางคน วัย 37 ปี เล่าว่า ก่อนที่จะตัดสินใจมาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย ก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่เรียน ปวช.3 จบจากวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม เหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป แต่จะใช้เวลาว่างมาเป็นอาสาสมัคร ไม่ได้อยู่ประจำ รับแค่งานเทกระจาดและงานล้างป่าช้าเท่านั้น ไม่ได้ออกกู้ชีพตอนกลางคืนเหมือนขณะนี้ เพราะยังร้อนวิชาที่เรียนมาจึงไปเป็นลูกจ้างประจำอยู่ร้านคอมพิวเตอร์ ตำแหน่งช่างเทคนิค ที่จังหวัดสระบุรี

“ตอนไปทำอาสาแรก ๆ เพราะแค่อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทั้งคิดว่ามันเท่ อยากเป็นฮีโร่ของสาว ๆ พ่อก็ทำงานนี้ด้วยเลยลองไปทำบ้าง” พี่สุพัฒน์เล่า

ส่วนจุดพลิกผันที่ต้องมาเป็นอาสาสมัครเต็มตัว พี่สุพัฒน์บอกว่า “ตอนปี 2542 พี่สาวต้องไปทำงานต่างประเทศ พ่อแม่ก็แก่แล้ว ไม่มีคนดูแล พี่เลยย้ายจากสระบุรีมาอยู่มหาสารคามจะได้อยู่ใกล้ ๆ ท่าน จึงเลือกมาทำอาสาสมัครประจำกู้ภัยที่มูลนิธิจีเสียงเกาะด้วยเลย ก็เริ่มเป็นเจ้าหน้าที่ เลขาหน่วย แล้วตอนนี้พี่ก็เป็นหัวหน้าหน่วย ทำมาได้ 17 ปีแล้วครับ”

12957122_1119061938139179_2011159338_n

ขณะพี่สุพัฒน์เล่าไปก็มีเสียงวิทยุแจ้งเหตุเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเสียงจากเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเข้ามาเป็นระยะ ๆ เรามองไปเห็นอีกห้องที่มีขนาดเล็กกว่าห้องที่เรานั่งอยู่ ทั้งห้องเต็มไปด้วยอุปกรณ์รับแจ้งเหตุหลายเครื่อง สายลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างช่วยคลายร้อนและพี่สุพัฒน์เล่าชีวิตการทำงานต่ออย่างอารมณ์ดี

ระหว่างที่พูดคุยกันถึงประสบการณ์ทำงานกู้ภัยที่มูลนิธิจีเสียงเกาะ พี่สุพัฒน์ก็เล่าถึงสังคมของที่นี่ว่า “เข้ามาครั้งแรกก็เหมือน ๆ กับการเข้ามหาวิทยาลัยคือ มีการรับรุ่น หมายถึงรับเสื้อประจำทีม ต้องอบรมก่อนทำงานอย่างน้อย 3 เดือน สภาพร่างกายต้องพร้อมทำงาน ก่อนออกไปช่วยชีวิตคนอื่น ตาหลับแต่หูตื่น น้องเข้าใจใช่ไหม” เราพยักหน้าตาม แล้วพี่สุพัฒน์ก็เล่าต่อว่า “เราแบ่งเวลากันครับ บางคนก็ทำงานกลางคืนแล้วพักผ่อนตอนกลางวัน หรือจะเลือกทำงานตอนกลางวันพักผ่อนตอนกลางคืน เราต้องพร้อมตลอดเวลาถ้ามีคนต้องการต้องไปให้ทัน”

หลังจากที่บทสนทนาของเราเริ่มต้นไปได้สักพักทำให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า แล้วรายได้ของพวกพี่ ๆอาสาสมัครกู้ภัยมาจากไหน เพราะคำว่าอาสาสมัครคือการอาสามาช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน พี่สุพัฒน์เลยไขข้อสงสัยให้เราฟังว่า “รายได้ของพวกพี่ไม่ได้เป็นรายเดือนเหมือนอาชีพอื่น ๆ พวกพี่ได้เป็นเพียงแค่เบี้ยเลี้ยง ซึ่งมาในรูปแบบอาหารกลางวันและอาหารเย็น ส่วนค่าใช้จ่ายภายในมูลนิธิมาจากการการบริจาคของบรรดากรรมการ ห้างร้าน และผู้ที่เป็นสมาชิกของสมาคมชาวจังหวัดมหาสารคาม ส่วนรายได้ที่มีใช้จ่ายภายในครอบครัวส่วนนี้ได้มาจากการที่รับทำงานต่าง ๆ แล้วแต่จะมีคนเรียกไปทำ ถึงจะได้ไม่มากแต่ก็พออยู่พอกิน เลี้ยงดูครอบครัวได้”

“อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริต ครอบครัวก็เห็นด้วย เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องเคารพในอาชีพของเราด้วย” พี่สุพัฒน์เล่า

อากาศของวันนั้นร้อนระอุ เพราะฝนกำลังตั้งเค้า แต่หัวหน้าอาสากู้ภัยก็ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี ตอบคำถามด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เพราะได้เล่าประสบการณ์เก่า ๆ ขณะทำงาน ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีสติจนถึงทุกวันนี้ โดยในช่วงที่พี่สุพัฒน์เข้าสู่เบญจเพศ อายุ 25 ปีพอดี มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ลืมไม่ลง

“พี่เคยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พลขับของกู้ภัยมาก่อน แล้วเกิดอุบัติเหตุชนประสานงากับรถปิคอัพที่สี่แยกสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตมหาสารคาม จนคนที่เห็นไม่มีใครคิดว่าจะมีคนรอดชีวิต แต่พี่และลูกทีมกลับไม่เป็นอะไรเลยสักคนเดียว มันทำให้พี่คิดว่าความดีที่พวกพี่ทำ มันส่งผลให้พี่กับลูกทีมรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ ถึงมันจะเห็นช้า แต่วันนั้นก็ทำให้พี่เห็นว่าคนทำดีต้องได้ดีมีอยู่จริง”

เราถามต่ออีกว่า เมื่อเจอเหตุการณ์ผ่านความตายแบบนั้น ชีวิตแขวนไว้บนความเร็ว เคยคิดที่จะเลิกทำอาชีพนี้บ้างไหม พี่สุพัฒน์เล่าด้วยสายตามุ่งมั่นว่า “ไม่ครับ พี่กลับคิดว่าจะทำยังไงถึงจะพาลูกทีมปลอดภัย ต้องระวังมากกว่านี้ อย่างแรกเลยเราต้องมีสติ ทั้งต่อตัวเราเองและคนที่จะไปช่วยเขา สตาร์ทรถเท่ากับชีวิต เพราะเราต้องขับรถแข่งกับเวลาในการช่วยชีวิตคน เสี่ยงอยู่บนความเป็นความตาย คนเจ็บก็ต้องการความช่วยเหลือ พี่ก็ต้องไปให้ทัน และลูกทีมต้องความปลอดภัย”

 

12966539_1119061951472511_899449363_n

ก่อนที่บทสนทนาของเราจะจบลง เราได้คำตอบจากหนุ่มร่างเล็กวัยกลางคนว่าที่สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดสิ่งที่ได้จากการทำงาน มันให้ทั้งประสบการณ์ มิตรภาพ และความอิ่มอกอิ่มใจที่ได้ช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ และสุดท้ายพี่สุพัฒน์ให้คำนิยามสำหรับอาชีพกู้ภัยว่า

“พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ประสบภัย โดยใช้ความรู้ความสามารถ ความชำนาญการของตัวเองให้ผู้ประสบภัยและเราปลอดภัยมากที่สุด”

 

 

เรื่องและภาพ นางสาวนวพรพรรณ สมบัติภักดีรัตน์ และนางสาวภัทราวดี หงษ์เอก

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: