ข่าวที่น่าสนใจ

โรงพยาบาลมหาสารคามชี้ยาเพร็ปช่วยลดการติดเชื้อ HIVลง 92%

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้างานโรคเอดส์ โรงพยาบาลมหาสารคาม เผยมีอาวุธใหม่ต่อสู้กับเชื้อเอชไอวี (HIV) คือยาเพร็ป สามารถลดการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ถึง 92% ชี้เด็กและเยาวชนอายุ 12-24 ปี ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในปี 2558 ถึง 9.8%

นางเกศมุกดา ไตรรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้างานโรคเอดส์ โรงพยาบาลมหาสารคาม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีอาวุธใหม่ในการต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีคือยาเพร็ป (PrEP) ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxisคือยารายวันสำหรับผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี สามารถลดโอกาสการรับเชื้อเอชไอวีลงถึง 92%ยาเพร็ปเป็นยาป้องกันก่อนได้รับเชื้อ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถป้องกันการติดเชื้อระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง ผู้ชายกับผู้หญิง หรือผู้ที่ใช้สารเสพติดโดยวิธีฉีดได้20160419_150934

ทั้งนี้ ยาเพร็ปมีตัวยาที่ได้รับการยอมรับและอนุมัติแนะนำให้ใช้โดยองค์การอนามัยโลก ชื่อว่า ทรูวาด้า (TRUVADA) โดยตัวยานี้จะไปสกัดและป้องกันการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี การใช้ยาเพร็ปนั้นต้องทานต่อเนื่อง 7 วัน เพื่อให้ปริมาณยาในร่างกายเพียงพอต่อการป้องกันเชื้อเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม ยังมียาเป็ปหรือ PEP ย่อมาจาก Post -Exposure Prophylaxis คือยาป้องกันเชื้อแบบฉุกเฉินต้องกินยาในระยะเวลา 1 เดือน ติดต่อกัน และต้องรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีภายใน 72 ชั่วโมงสูตรยาต้านไวรัส สำหรับการลดโอกาสความเสี่ยงในการสร้างไวรัสเอชไอวีในร่างกาย หลังจากที่ร่างกายได้รับการสัมผัสเชื้อเอชไอวีมาจากหลายๆ ความเสี่ยง อาทิ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น

นางเกศมุกดา กล่าวเสริมอีกว่า ผลสำรวจพบว่าในจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 12-24 ปี ที่เข้ามาตรวจเลือดกับทางโรงพยาบาลมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อ ร้อยละ 7.76%ในปี 2557 ส่วนในปี 2558 พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มเป็น ร้อยละ 9.8% ข้อมูลข้างต้นถือเป็นเปอร์เซ็นที่เพิ่มสูงมาก ทางโรงพยาบาลจึงวางนโยบายเพื่อลดอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีลง

โดยโรงพยาบาลมหาสารคามมีนโยบายในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ดังนี้ 1. มีนโยบายตรวจเลือดรู้ผลภายในวันเดียว เพื่อการรักษาได้ทันท่วงทีและลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น 2. มีการแจกถุงยางอนามัยฟรี และสามารถเข้ามาปรึกษาเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเพศศึกษาได้ในเวลาราชการ โดยทางทีมงานจะเก็บข้อมูลเป็นความลับและ 3. มีการประชาสัมพันธ์ให้รู้ เช่น จัดรายวิทยุ แผ่นพับ และช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

นายเอ็ม (นามสมมุติ) ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เปิดเผยว่า ตนมีรสนิยมทางเพศในกลุ่มชายรักชาย (Gay) ได้รับเชื้อ HIV มา 7 ปี ช่วงแรกที่คบกับแฟนไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ เวลามีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้ใช้ถุงยางทุกครั้ง แต่หลังจากที่เลิกกับแฟนระยะเวลาผ่านไป 9 เดือน พบว่าตนเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีแรง จากที่ทำงานหนักได้ก็ไม่สามารถทำได้ จึงไปตรวจเลือดพบว่าตนติดเชื้อHIVจึงรีบเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนทำให้ปัจจุบันสามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติทั่วไปได้ ยกเว้น การเที่ยวการคืน การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และต้องทานยาต้านโรคเอดส์ให้ตรงเวลา

ช่วงแรกที่รู้ว่าติดเชื้อตนตกใจมาก ไม่กล้าบอกใครแม้กระทั่งเพื่อน จากที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีก็ต้องยอมสละลาออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้าน โชคดีที่พ่อแม่ที่บ้านตนเข้าใจ รับได้ และหาทางออกร่วมกัน “ตอนนั้นถามตัวเองว่ากลัวตายหรือกลัวอาย ตนเลือกกลัวตายเลยฮึดสู้ บอกกับตัวเองใจต้องเข้มแข็ง กำลังใจคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าวันนั้นครอบครัวตนไม่ดูแลให้กำลังใจตน ตนคงผ่านเรื่องเลวร้ายนี้มาคนเดียวไม่ได้” ปัจจุบันตนได้ที่ทำงานใหม่แล้ว กล้าเปิดเผยยอมรับตัวตนเพิ่มมากขึ้น ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป คนติดเชื้อHIVใช่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ทุกคน สภาพร่างกายก็เหมือนคนทั่วไป ไม่ได้พุพองเหมือนในละคร ถ้าคุณเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนติดเชื้อHIVก็สามารถทำได้และไม่ยากเลย นายเอ็ม กล่าวเสริม

นางสาวบี (นามสมมุติ)นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า ตนคบหากับแฟนหนุ่ม ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะสวมถุงยางอนามัยตลอด ตนไม่กลัวติดเชื้อHIVแต่กลัวเรื่องตั้งครรภ์มากกว่า เนื่องจากไว้ใจแฟนหนุ่มของตนที่คบกันมานาน คิดว่าเขาคงไม่นอกใจไปแอบมีอะไรกับคนอื่น ส่วนเรื่องยาเพร็ปกับยาเป็ปตนไม่รู้จัก

นางสาวรี่ (นามสมมุติ) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า ตนมีรสนิยมแบบหญิงรักชาย เคยมีเพศสัมพันธ์ทั้งกับแฟน และมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่แฟนบ้างบางครั้ง เวลาที่มีเพศสัมพันธ์จะใช้ถุงยางเฉพาะกับผู้ที่ไม่ใช่แฟน ส่วนแฟนใช้บ้างไม่ใช้บ้าง แล้วแต่สถานการณ์ ตนคิดว่าถุงยางยังไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ใส่เพื่อความสบายใจทั้งนี้ ตนรู้เรื่องยาเพร็ปกับยาเป็ปมาบ้างจากทางทีวี แต่ก็ไม่ได้รู้ลึกและยังไม่เคยใช้

นายสุวพันธุ์ วงษ์คำอุด นิสิตคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า จากความเข้าใจของตนเชื้อHIVต่างกับโรคเอดส์ เพราะเอดส์คือเชื้อที่อยู่ในระยะฟักตัว (ยังไม่ออกฤทธ์) วิธีรักษาจึงง่ายกว่าเชื้อHIVที่เป็นเชื้อที่ระบาดแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์หรือเชื้อHIVต่างก็มีวิธีบรรเทาอาการและสามารถใช้ชีวิตอยู่กับบุคคลปกติทั่วไปได้ เพียงแต่จะต้องระมัดระวังมากกว่าโดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการติดเชื้อชนิดนี้ หากตนต้องใช้ชีวิตกับผู้ติดเชื้อHIVก็รู้สึกเฉยๆเพราะผู้ป่วยโรคเอดส์หรือติดเชื้อHIVต่างก็เป็นมนุษย์เพียงแต่จะต้องดูแลและระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

เรื่องและภาพ อัษฎางค์ อินแป้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: