ข่าวที่น่าสนใจ

“ครีมหน้าขาว” มหันตภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ปัจจุบันวัยรุ่นให้ความนิยมในด้านความสวยความงามเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดเครื่องสำอางเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งครีมหน้าขาวเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ที่ต้องการมีผิวขาว ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้ครีมที่มีสารต้องห้ามโดยไม่รู้ตัวจากการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้เกิดการแพ้ตั้งแต่เริ่มต้นจนไปถึงแพ้ขั้นรุนแรงและส่งผลต่อในระยะยาว

นางสาวเอ (นามสมมุติ) ผู้ขายและผู้ใช้ครีมที่ไม่มีเลขที่จดแจ้ง ให้ข้อมูลว่า เริ่มต้นจากการเป็นคนใช้เองก่อน ตั้งเเต่ช่วงมัธยมปลายเริ่มใช้ครีมปรอท เพราะเป็นคนมีผิวคล้ำและใบหน้ามีสิว จึงไม่กลัวผลข้างเคียง ซึ่งมองว่าถ้าใช้เเล้วหน้าขาวไม่มีสิว ก็อยากจะใช้ เมื่อใช้เเล้วคนรอบข้างเห็นว่าเปลี่ยนไปจากผิวคล้ำกลายมาเป็นผิวขาวในระยะเวลาไม่นาน เขาจึงอยากซื้อตาม

“เราก็ไปรับมาซัก 3-5 กระปุกก่อน มาขายต่อ ได้กำไร 40-50 บาท ได้เงินค่าขนม หลังจากใช้ดี ก็ไปรับมาขายในจำนวนไม่มาก โดยไม่มีเลขจดแจ้ง รู้ว่าไม่มีเลขจดแจ้ง เเต่ก็ไม่เกิดความกลัว เพราะต้องการความสวยความงามมากกว่า สมัยก่อนยังไม่เข้มงวดเหมือนในปัจจุบัน การเตือนภัยในเรื่องของครีมค่อนข้างจะมีน้อย เราจึงคิดว่าใช้ครีมอะไรก็ได้ตามท้องตลาด พอหลังจากนั้นก็เริ่มขาย จากนั้นเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Social Network เริ่มเข้ามา จึงมีการโพสต์ขาย ก็สามารถขายได้ ส่วนใหญ่จะนำครีมที่มีการรีวิวจาก Net Idol มาขาย อีกทั้งเจ้าของเเบรนด์รับประกันความปลอดภัย เเต่ในส่วนจะจริงหรือเท็จ เราก็ไม่ทราบ” นางสาวเอ เล่า

นางสาวเอ ให้ข้อมูลอีกว่า “เราในฐานะผู้ขาย ขายหลายเเบรนด์ เราจำเป็นจะต้องทดลองสินค้าทุกตัว เพราะเวลาลูกค้าถามมาก็จะได้ตอบตามความจริง เเต่บางครั้งก็ต้องเชียร์ด้วยเพราะต้องการจะขาย ถ้าไม่ดีจริง ๆ จะไม่กล้าเชียร์มากนัก ในช่วงเริ่มต้นขายจะเลือกเฉพาะที่ใช้เเล้วเห็นผลจริง เเนะนำให้ลูกค้าสนใจ ถ้าหากมีครีม 5 ประเภท เราใช้เเค่สองอย่าง คิดว่าอันนี้ดี ก็จะเเนะนำ ลูกค้าจะซื้อตาม เเต่ด้วยความหลากหลายของครีม ทำให้ไม่ได้ทดลองทุกตัว จึงต้องเเนะนำตัวที่ได้กำไรมากที่สุด ในกรณีที่ครีมมีคุณภาพที่ดีเท่ากัน แต่อีกอันทำกำไรได้มากกว่า เราก็จะเชียร์ที่กำไรมาก เพราะอาชีพขายครีมเป็นอาชีพที่รวยเร็ว กำไรประมาณ 60% ต่อชิ้น ถ้าหากเป็นเเบรนด์ที่ต้องการจะทำกำไรระยะยาวส่วนมากจะเป็นครีมที่ถูกต้อง เเต่ถ้าหากเป็นเเบรนด์ที่เกาะกระเเสจะ เป็นครีมที่ไม่มีเลขที่จดแจ้ง”

นางสาวเอ บอกอีกว่า เมื่อเริ่มใช้เเรก ๆ ไม่มีอาการเเพ้เลย เริ่มเเพ้ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ชั้นปี 1 สาเหตุเกิดจากอยากใช้ไปหมดทุกอย่าง อีกทั้งยอดขายครีมดีอีกด้วย ตอนเเพ้ก็ไม่กล้าเเนะนำครีมมากเหมือนเมื่อก่อน เเต่ลูกค้าออนไลน์ยังคงขายเเละแนะนำเหมือนเดิม เพราะลูกค้าไม่ได้เห็นหน้าเรา ถ้าหากเป็นเพื่อน

รู้จัก จะไม่กล้าขาย หมดความมั่นใจในตัวเอง เเต่ส่วนใหญ่เเล้วเราจะเเนะนำของดี ๆ ให้เพื่อนเลย ในกรณีของลูกค้าออนไลน์นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของลูกค้า

“หลังจากนั้นพบว่าหน้าเราบาง เกิดสิวมากขึ้น จึงไปรักษา เเต่ยิ่งรักษายิ่งเกิดผื่นขึ้นหน้า เเพ้อยู่สองครั้งใหญ่ ๆ หลังจากเเพ้จากครีมตัวหนึ่ง ก็ไปใช้ครีมอีกตัวหนึ่ง ใช้ไปได้สักระยะ ก็กลับมาเป็นอีก ครั้งล่าสุดที่แพ้ กลายเป็นเรื้อรัง เพราะสะสมมานาน รักษาไม่หาย ปัจจุบันนี้ไม่สามารถใช้ครีมตามท้องตลาดได้เลย” นางสาวเอ กล่าว

image1นางอาภาภร เขจรรักษ์ เภสัชกรชำนาญการ หัวหน้างานความคุมกำกับผลิตภัณฑ์สุขภาพออก สู่ท้องตลาด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม (สสจ.มหาสารคาม) ให้ข้อมูลว่า เลขรับแจ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง คือการรับแจ้งว่าผู้ประกอบการได้ผ่านการจดแจ้งกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ตรวจสอบจากตัวสูตรที่ให้มา ไม่มีการใส่สารห้ามใช้ ไม่มีการใส่ หรือใส่สารกำหนดปริมาณไม่เกินปริมาณที่กำหนด และไม่มีส่วนผสมของยา ถือเป็นกระบวนการจดแจ้ง

“การจดแจ้งสามารถทำได้ง่าย เนื่องจากไม่ได้ออกไปตรวจสถานที่ สามารถจดอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามได้เลย อีกทั้งยังตรวจสอบว่าสถานที่มีอยู่จริง อันดับที่สองคือดูผลิตภัณฑ์ โดยสูตรที่ให้มาเป็นสูตรที่ไม่มีสารห้ามใช้ และดูฉลากเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ที่มาจดแจ้งจะต้องมีหลักฐาน 3 สิ่งสำคัญก็สามารถจดแจ้งผลิตภัณฑ์ได้ทันที ซึ่งกระบวนการจะทำให้เสร็จภายในสามวันทำการตามกฎหมาย

นางอาภาภร เล่าอีกว่า ในปัจจุบันสารต้องห้ามมีอยู่ประมาณ 1,253 รายการ แต่สารต้องห้ามที่มักพบเห็นส่วนใหญ่ จะมี 3 ประเภท เช่น กรดวิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งกรดวิตามินคือยา โดยปกติเเล้วไม่อนุญาตให้ใส่ยาลงไปในเครื่องสำอาง ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ถือเป็นยาเป็นยารักษาฝ้า สารนี้ก็ไม่อนุญาตให้ใส่เช่นกัน เเละสเตียรอยด์ (steriod) ถือเป็นสารต้องห้ามอย่างหนึ่ง ในบางผลิตภัณฑ์ใส่ฮอร์โมนเร่ง เช่น ใส่ฮอร์โมนเร่งให้ผมดกดำขึ้น หรือใส่ไมน็อกซิดิล (minoxidil) ซึ่งเป็นสารสำหรับปลูกผม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ก็จะเป็นสารกำหนดปริมาณ ไม่สามารถใส่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ได้ เช่น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) เนื่องจากไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์เป็นตัวกดสีผม ถ้าเกิน 6% ขึ้นไป เท่ากับเป็นยา ดังนั้น เวลาดูฉลาก จะต้องดูสามสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งจะต้องดูฉลากด้วย เพราะต้องใส่ปริมาณที่ไม่เกินกำหนด

ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทุกอย่าง ดังนั้น ในส่วนของการขึ้นทะเบียนก่อนเข้าสู่ท้องตลาด ถ้าหากทะเบียนถูกต้อง ไม่มีสารห้ามใช้ ฉลากทำถูกต้อง หลังจากที่ออกให้ 3 วันหลังทำการ สามารถนำไปขายได้ทันที ในส่วนของการดูแลควบคุมกำลังผลิตภัณฑ์ หลังจากออกสู่ท้องตลาด จะแยกออกเป็นรายต่าง ๆ ซึ่งมาตรการของจังหวัดในปีนี้คือ อันดับแรกดูสถานที่

ผลิตก่อน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามก็จะออกไปตรวจสถานที่และที่จำหน่าย เพื่อตรวจสอบว่าสถานที่มีอยู่จริง สูตรที่เอามาแจ้งหลังจากออกเลขจดแจ้งให้ ตรงกับที่เอาไปจำหน่าย

นายแพทย์ณัฐพล ละครมูล คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ความงามและสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ครีมที่ใช้ตามท้องตลาดที่มีขายทั่วไป ไม่ได้ผ่านการอนุญาตและก็ไม่มีการตรวจสอบมักจะมีอยู่ประมาณ 3-4 ประเภทด้วยกัน อันดับแรกคือสเตียรอยด์ อันดับที่สองก็คือ ไฮโดฟรีโนนหรือจะเรียกกันว่าครีมหน้าขาวครีมหน้าเด้ง และอันดับที่สาม กรดวิตามินเอ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสามส่วนนี้เป็นตัวประกอบ แต่ตัวที่มีอันตรายแต่ไม่มีความรุนแรงสูงส่วนใหญ่ก็จะเป็นครีมหน้าขาวหน้าเด้ง พวกนี้คือกลุ่มของไฮโดฟรีโนน

“ในกลุ่มของไฮโดฟรีโนนเดิมทีก่อนปี พ.ศ.2535 มีการอนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางทั่วไป หลังจาก พ.ศ.2535 ถูกยกเลิกใบอนุญาตไป เนื่องจากไฮโดรฟรีโนนสามารถรักษาฝ้าได้ดี หลังจากทาสองสามวันจะจางไปภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ข้อเสียของของไฮโดฟรีโนนคือเมื่อทาในช่วงเวลา 6 เดือนถึง 3 ปีขึ้นไปจะเกิดฝ้าถาวรได้ ตามปกติของไฮโดฟรีโนนจะมีความปลอดภัยที่ 2% ถ้าหากผลิตเกิน 4-6% ก็จะขาวเร็วขึ้น ยกตัวอย่างครีมที่มีในปัจจุบันนี้ เช่น ครีมทรีเดย์ (Tree Days) ใช้สามวันแล้วขาว พวกนี้เป็นของไฮโดฟรีโนนที่ 10% ข้อเสียคือคนไข้ที่ใช้เกิน 50% ก็จะเกิดฝ้าถาวรแน่นอน ฉะนั้น เมื่อใช้ไปช่วงแรกหรือ 2-3 เดือน อาจไม่ทราบว่าครีมที่ใช้อยู่เป็นครีมที่มีอันตราย อาจจะใช้ระยะเวลานาน นอกจากนั้นไฮโดฟรีโนนยังมีผลเสียเรื่องไต เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้ไตอักเสบ จนคนไข้เข้าสู่ภาวะไตวายได้” นายแพทย์ณัฐพล กล่าว

นายแพทย์ณัฐพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะมาด้วยระยะเริ่มมีฝ้าที่ทาแล้วไม่หาย มีภาวะแทรกซ้อนจากสารเคมีอื่น ๆ เช่น พวกสเตียรอยด์ ผิวจะมีลักษณะบางและแดง คนไข้จะมาทำการรักษาแบบประคับประคอง หากต้องการทราบว่ายาตัวนี้เป็นตัวที่อันตรายหรือใช้แล้วไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ สามารถตรวจสอบจากชุดทดสอบไฮโดควิโนนของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชุดหนึ่งราคาประมาณกว่า 100 บาท หาซื้อได้ที่สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด

“คนไทยมีค่านิยมผิวขาว หน้าเด้ง ไร้ฝ้าไร้ กระ จริง ๆ แล้ว การที่จะทำให้สีผิวมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ฝ้ามีการเปลี่ยนแปลงมันต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ถ้าเร็วเกินไป ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสารของไฮโดควิโนน เนื่องจากสารไฮโดควิโนนเป็นสารฟอกหนังใช้ในอุตสาหกรรมหนัง (ใช้ฟอกหนังสัตว์ให้ขาว) จึงนิยมเอาไฮโดควิโนนไปเป็นส่วนผสมของครีมทาฝ้า ดังนั้น ควรจะระมัดระวังให้ทำการตรวจสอบก่อน ที่สำคัญคือเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ขั้นแรกก็ควรจะดูที่ฉลาก มีสถานที่ผลิต และก็มีใบอนุญาตที่ชัดเจน” นายแพทย์ณัฐพล กล่าว

อันตรายของครีมที่มีสารต้องห้ามถือเป็นเป็นปัญหาที่มียาวนาน ผู้บริโภคใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่มองไม่เห็นได้ทันที อีกทั้งค่านิยมผิวขาวอาจส่งผลให้ครีมได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ถ้าหากไม่มีการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการใส่สารที่มีอันตราย ปัญหาเหล่านี้อาจจะค่อยๆ หมดไปก็เป็นได้

 

เรื่องเเละภาพ วริยา กระแจ่ม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: