ข่าวที่น่าสนใจ

แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูเลย

อุ๊แว้ อุ๊แว้เสียงแรกของเด็กน้อยเปรียบเสมือนสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด เคลื่อนคล้อยไปพร้อมกับแสงแรกของวันใหม่ เหล่าแมกไม้ชูคอรับแสงแดดที่เวียนมาถึง คล้ายกันกับการเจริญเติบโตของเด็กที่ต้องอาศัยระบบชีวิตและครอบครัวเป็นพื้นฐาน เปรียบเสมือนต้นกล้าที่ต้องอาศัยดินดี มีผู้คอยรดน้ำพรวนดิน จึงจะสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้อื่นได้  แต่ขณะเดียวกันมีเด็กจำนวนไม่น้อยถูกทอดทิ้งเพราะความไม่พร้อมของพ่อแม่ เขาเหล่านี้เปรียบเสมือนต้นกล้าที่อ่อนแอ ต้องได้รับความดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้กลับกลายเป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตงอกงามขึ้นมาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาเด็กและเยาวชนมีความซับซ้อนมาก ดังเช่นในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ปัญหานำเรื่องเด็กที่พบมากที่สุดคือ “เด็กถูกทอดทิ้ง”

ต้นไม้ผู้พิทักษ์เด็ก

แสงสว่างจ้าปกคลุมทั่วพื้นที่สนามหญ้ากว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ถูกปลูกลัดเลาะกำแพงรั้ว ภายในห้องสี่เหลี่ยมกะทัดรัดถูกจัดวางด้วยโต๊ะญี่ปุ่นลายการ์ตูนน่ารักแบบเรียบง่ายอันเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของเด็กถูกทอดทิ้ง หรือที่รู้จักในนามว่า บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม สถานแรกรับเด็กชั่วคราว

นายสุวิภักษ์ แสนบัวโพธิ์ ชายวัยกลางคน หุ่นสันทัด นักสังคมสงเคราะห์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้งให้ให้เราฟังอย่างตั้งใจ

“เด็กถูกทอดทิ้งในจังหวัดมหาสารคาม ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากความไม่พร้อมในการตั้งครรภ์เป็นอันดับหนึ่ง  รองลงมาคือครอบครัวและชุมชนปล่อยปละละเลย สุดท้ายคือถูกทิ้งในพื้นที่สาธารณะ” ชายร่างสันทัดเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

กรณีพบปัญหาจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อม บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคามจะให้คำปรึกษาทางเลือก คือการตั้งครรภ์ต่อจนครบกำหนดคลอดหรือยุติการตั้งครรภ์ กรณีการตั้งครรภ์ต่อ เกณฑ์การพิจารณาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของแม่และเด็ก หากแม่ไม่พร้อมเลี้ยงดูจะมีการหาครอบครัวบุญธรรมให้แก่เด็ก หรือส่งต่อไปยังสถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง จังหวัดขอนแก่น ในช่วงแรกจะมีการให้แม่ฝึกทักษะการให้นม ถือเป็นการทำหน้าที่แม่เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเสริมภูมิต้านทานทางร่างกายและจิตใจต่อเด็ก บางกรณีแม่ได้เลี้ยงดูลูกก่อนส่งให้ครอบครัวบุญธรรม จึงเกิดความผูกพันระหว่างแม่กับลูก จึงตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งและเลี้ยงดูด้วยตนเอง

ในกรณีที่จะสามารถยุติการตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงกับ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2550 และข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2548 ให้สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ตาม มาตรา 305(2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ทั้งจากตั้งครรภ์เป็นพิษหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ หากตั้งครรภ์กับแฟนโดยไม่มีการป้องกันสวมถุงยาง หรือไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง แพทย์ไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้

“กรณีเด็กถูกทอดทิ้งจากความไม่พร้อมของครอบครัวและชุมชน เช่น อาศัยกับผู้สูงอายุ มีบุตรมาก สร้างครอบครัวใหม่ รายได้จากการประกอบอาชีพไม่สามารถจุนเจือได้ทุกคน บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคามจะช่วยเหลือด้านกำลังใจและเงินสงเคราะห์ หากชุมชนมีศักยภาพสามารถดูแลลูกหลานในชุมชนได้ จะดีแก่เด็กมากกว่าจะให้เติบโตในสถานสงเคราะห์ เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ต่อจำนวนเด็กทั้งหมด ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ในส่วนของเด็กถูกทอดทิ้งในพื้นที่สาธารณะ มักเกิดจากความไม่พร้อมทางครอบครัวและเศรษฐกิจ จึงเกิดความเครียดหรือใช้ชีวิตลำพัง ไม่สามารถเข้าถึงสื่อหรือช่องทางที่เป็นทางออกได้  จึงนำเด็กไปทิ้งตามพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักทิ้งในสถานที่ปลอดภัยเพราะมั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือ” นักสังคมสงเคราะห์เอ่ยทิ้งท้ายด้วยแววตาจริงจัง

ต้นไม้ใหญ่ที่หักโค่น

การแสวงหากระบวนการและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของเยาวชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเยาวชนอย่างแท้จริง อาจต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่ให้ยืนหยัดอยู่กับที่ เพื่อหยั่งรากลึกลงสู่ดิน หล่อเลี้ยงเด็กและเยาวชน อันเปรียบเสมือนรากเล็กรากน้อยที่ขยายเครือข่ายออกไปคนละทิศละทาง สำนักพัฒนาสังคมต้องแสวงหาอาหารมาบำรุงลำต้นดอกและผลของต้นให้ดำรงอยู่ได้

นางสุภานัน เทียนทอง นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ รักษาการแทน สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมหาสารคาม (สนง.พมจ มค.) หญิงวัยกลางคน ผมยาวประบ่า ส่งยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะผายมือขวาอย่างช้า ๆ เพื่อเชิญให้เรานั่ง พร้อมเอ่ยปากเล่าว่า สถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้งในจังหวัดมหาสารคามยังไม่ถึงขึ้นวิกฤต ถือว่าพอรับมือได้ ซึ่ง สนง.พมจ มค. ไม่มีแผนและนโยบายแก้ไขปัญหาโดยตรง แต่จะเป็นลักษณะแนวทางกิจกรรมส่งเสริม ดูแลในส่วนของเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงไม่เหมาะสม มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชน ในระดับจังหวัดไปจนถึงระดับตำบล ซึ่งเป็นแกนหลักในการดูแลช่วยเหลือเพื่อพัฒนาส่งเสริมให้มีพฤติกรรมเหมาะสม ทั้งนี้ จะมีอาสาสมัครด้านสังคมในทุกพื้นที่ เพื่อสอดส่องดูแลเด็กถูกทอดทิ้ง และกำหนดมาตรการยึดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

บทสนทนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นักพัฒนาสังคมชำนาญการพักจิบน้ำแก้กระหาย ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า มีโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่บูรณาการเชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้มีส่วนร่วมป้องกันปัญหาการท้องไม่พร้อม โดยมีงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการระยะเวลา 3 ปี ขับเคลื่อนมาแล้ว 1 ปี เริ่มจาก 3 อำเภอ 6 ตำบล คือ อ.เมืองมหาสารคาม อ.กันทรวิชัย อ.วาปีปทุม ซึ่งอุปสรรคคือประชาชนเข้าไม่ถึงการบริการให้คำปรึกษา เนื่องจากไม่มีความสนใจและคิดว่าไกลตัว เมื่อเกิดปัญหามีความไม่กล้าที่จะเข้ามาปรึกษาเพราะอายและไม่ไว้ใจ

นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ ส่งยิ้มให้เราอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยคำพูดขายฝันอันก่อให้เกิดความหวังขึ้นในใจอย่างบอกไม่ถูก

“ในปี พ.ศ.2558 สตรีตั้งครรภ์ 1,000 คน พบวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อม 50 เปอร์เซ็นต์ ปี พ.ศ.2559 ลดลงเหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ คิดว่าอีก 2 ปีข้างหน้าปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งที่มาจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น จะลดลงเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์” เธอเล่าท่าทีจริงจัง

เมื่อการพูดคุยเดินทางมาถึงบทสนทนาสุดท้าย กลับทำให้ฉุกคิดได้ว่า แม้สถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้งในจังหวัดมหาสารคาม ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่นั่นหมายถึงชีวิตเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงหนึ่งชีวิตก็นับว่ามีค่า การมีนโยบายหรือแผนงานที่ชัดเจนย่อมเป็นผลประโยชน์ที่เด็กพึงจะได้รับตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อไม่มีนโยบายรองรับเพื่อแก้ไขโดยตรง จึงยากต่อการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที การแสวงหากระบวนการที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด บางครั้งต้องอาศัยความเด็ดขาดและความครอบคลุมของนโยบาย ซึ่งกลวิธีในการแก้ปัญหาอาจใช้ได้ในระดับหนึ่ง คล้ายกันกับไม้ที่โตเร็ว มักจะมีรากแก้วที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก เมื่อถูกกระแสลมแรงหน่อยก็จะหักโค่นล้มลงทั้งต้น หากวันนี้ต้นไม้มีรากแก้วที่แข็งแรงยืนยงสามารถทนแรงลม ทนแดด ทนฝนได้ ปัญหาเด็กและเยาวชนที่นับว่าความซับซ้อนยิ่งนัก แม้อาจไม่ง่ายเหมือนถอดสมการทั่วไป แต่ก็นับว่าคุ้มค่า หากคำตอบคือเด็กถูกทอดทิ้งลดลงเท่ากับศูนย์ ต้นไม้ใหญ่ที่โค่นล้มอาจยังมีหวังที่จะกลับมาเป็นร่มเงาได้ เมื่อมีนโยบายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้อย่างชัดเจน

%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88

วัชพืชที่ไม่ตั้งใจปลูก

บ้านทาวเฮ้าส์ขนาดกะทัดรัด ต้นไม้หลากชนิดถูกตัดแต่งอย่างประณีต ด้านตะวันตกมีสวนหย่อมอันเขียวขจี ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก กล้วยไม้หลากพันธุ์ถูกห้อยระโยงบนระเบียงบ้านชั้นบน สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนที่พักอาศัยของนางสาวเจน (นามสมมุติ) วัย 25 ปี หญิงสาวร่างบาง ผิวคล้ำ ผู้เคยอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ไม่พร้อม หญิงสาวขยับกายเล็กน้อย ขณะที่มือหนึ่งก็ไกวเปลลูกสาววัยขวบเศษอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเริ่มขยับปากบอกเล่าประสบการณ์ที่ยังคงจองจำและตราตรึงอยู่ในหัวใจอย่างไม่มีวันลืมให้ฟังว่า

“ในช่วงแรกเมื่อทราบว่ามีบุตร ไม่กล้าบอกครอบครัว เนื่องจากยังเรียนไม่จบ ช่วงที่ตั้งครรภ์จึงไม่กลับบ้าน ไม่ปรึกษาใคร อายที่จะบอกต่อคนภายนอก เก็บตัวอยู่ในห้องพัก จนเมื่อครบกำหนดคลอดจึงตัดสินใจบอกครอบครัว เพราะไม่มีคนดูแล แต่พ่อแม่ไม่ดุอย่างที่คิด ท่านกลับให้กำลังใจและเมื่อคลอดยังอาสาเลี้ยงหลานให้อย่างเต็มใจ ส่วนตัวแล้วคิดว่าการท้องไม่พร้อม และหาทางออกโดยการทอดทิ้งเด็ก หรือส่งให้สถานสงเคราะห์เป็นผู้เลี้ยงดู ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับลูก เขาควรที่จะได้อยู่กับครอบครัวที่ให้ความอบอุ่นได้ แต่ถ้าคิดว่าเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ เพราะมีภาระหลายอย่าง สถานสงเคราะห์อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี” หญิงร่างบางเอ่ยด้วยสายตาจริงจัง เรายิ้มตอบให้กำลังใจอย่างสุดซึ้ง

ภายในบ้านหลังกะทัดรัดอบอวลไปด้วยความรัก หญิงสาวอุ้มหนูน้อยดวงตากลมโตอย่างเบามือ เสียงร้องออดอ้อนต้องการอ้อมกอดของเด็กหญิง ทำให้ผู้เป็นแม่อดยิ้มไม่ได้ เราต่างส่งยิ้มให้กัน ก่อนที่เจนจะเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายออกมาจากแก่นแท้ของหัวใจ

“ถ้าวันนั้นตัดสินใจทำแท้ง เจนต้องเสียใจมาก เพราะคงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มของเขา” เธอเอ่ยทิ้งท้าย

แม้ตอนแรกหญิงสาวอาจมองว่าหนูน้อยเปรียบเหมือนวัชพืชตัวร้ายที่คอยทำลายต้นไม้ในสวน เปรียบเด็กเหมือนหัวขโมยตัวดี ที่คอยฉกชิงแย่งสารอาหารในดินไปจากพืช แต่ทว่าต้นไม้ในสวนนี้ก็ไม่ใจร้ายเสียทีเดียว เธอมองเห็นประโยชน์ของวัชพืชอันช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน เหมือนดั่งเจนที่ได้สาวน้อยตากลมมาช่วยเติมเต็มชีวิตของเธอให้สมบูรณ์ขึ้น

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

“ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งจะไม่หมด ถ้าพ่อแม่ไม่สอนลูกให้รักตัวเอง” คำพูดเพียงประโยคสั้น ๆ จากน้ำเสียงเย้ยหยันของหญิงวัยกลางคน ผิวคล้ำ ร่างอวบ วัย 45 ปี เธอคือนางบรรจง แม่นปืน ผู้ปกครองที่มีบุตรอยู่ในช่วงวัยรุ่น ประกอบอาชีพค้าขาย สองมือหยิบหนังยางมัดแกงถุงอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ปากก็เอ่ยแสดงความคิดเห็นไปพร้อม ๆ กันว่า

“เรื่องแบบนี้มีมานานแล้ว ไม่ผิดนัก ที่ใครเขาก็พูดว่า แม่มันเป็นยังไง ลูกก็เป็นอย่างนั้น เพราะพ่อแม่สมัยใหม่ไม่สอนลูก เห็นว่าการท้องในวัยเรียน เป็นเรื่องปกติ เพราะตัวเองก็เป็นเหมือนกัน แต่ไม่นำความผิดพลาดของตนมาสอนลูก บางครอบครัวแม่มีสามีใหม่ ทิ้งลูกไว้บ้านลำพัง หวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วย ก็ไม่ค่อยเห็นผล ปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ข่าวแม่ทิ้งลูกตามกองขยะก็มีทุกวัน หากครอบครัวหันมาใส่ใจซึ่งกันและกัน เตือนด้วยเหตุผล ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งอาจลดลง”  หญิงร่างอวบเล่า

นางสมัคร โนนงาม วัย 37 ปี ผิวขาว ร่างสูง หรือ แม่แอน ได้สะท้อนมุมมองในฐานะผู้ปกครองที่มีบุตรอยู่ในช่วงวัยรุ่นให้ฟังอย่างจริงใจว่า

“ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง สาเหตุหลักอาจมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กวัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอง เมื่อเจอปัญหา ไม่พบทางออก ก็มักตัดสินใจทำไปด้วยความไม่พร้อม ในฐานะที่มีลูกสาวอยู่ในวัยที่น่าเป็นห่วง อยากจะให้ทุกครอบครัว ปลูกฝังความเชื่อที่ถูกต้องให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ การรับผิดชอบต่อสังคม หากสองอย่างนี้ฝังอยู่ในใจของเด็กได้ โอกาสที่เขาจะนำลูกที่เกิดจากครรภ์แท้ ๆ ไปทิ้งอาจลดลง หรือแม้กระทั่งการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรหาทางออกแก้โจทย์ปัญหานี้ให้ตรงจุด เพราะมันคือหน้าที่ พ่อแม่ควรจะเป็นแรงเสริมให้ลูกเดินถูกทาง ภาครัฐควรจะเป็นแรงสนับสนุน ไม่ใช่เพียงแค่คิด แต่ไม่เคยเกิดผลให้เห็นถึงทางออก” แม่แอนเล่าด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะส่งยิ้มน้อย ๆ เพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลาย เรายิ้มตอบอย่างนอบน้อม

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น คำพูดติดปากของผู้ใหญ่ตั้งแต่อดีตที่สะท้อนมาถึงคนปัจจุบันอย่างชัดเจน คุณแม่วัยใสหลายคนที่อยู่ในภาวะไม่พร้อม เมื่อสืบค้นประวัติจึงได้ทราบถึงพื้นฐานครอบครัว แม่หลายคนมีบุตรจากภาวะไม่พร้อมเช่นกัน เมื่อมาถึงรุ่นลูกก็เกิดภาวะไม่พร้อม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หลายครอบครัวมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะตนก็เคยผ่านมาเช่นกัน ประสบการณ์ที่ผู้เป็นแม่ได้เรียนรู้ไม่ถูกใช้เป็นเรียนแก่คนรุ่นหลัง

หนูจะเป็นต้นกล้าที่ให้ร่มเงา

“หนูอยากเป็นนางพยาบาลค่ะ อยากดูแลคนอื่นให้แข็งแรง แต่งตัวสะอาด รักษาตัวเองด้วยค่ะ” น้องอิง (นามสมมุติ) เด็กหญิงผิวคล้ำ วัย 6 ขวบ บอกเล่าความฝันในชีวิตที่เติบโตมากับสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง สำหรับหนูน้อยแล้วที่นี่เปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง ที่โอบอุ้มดูแลให้มีพัฒนาการเหมือนเด็กทั่วไป ก่อให้เกิดความรู้สึกดี มีความสุขเวลาที่ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อน และเกิดความรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่บ้าน

เด็กชายมิค (นามสมมุติ) วัย 7 ขวบ อาศัยในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง เด็กชายค่อย ๆ ใช้มือบรรจง วาดภาพความฝันที่ตนอยากเป็นตำรวจ ลงบนสมุดวาดเขียนอย่างช้า ๆ ภาพตำรวจทำความเคารพถูกตกแต่งระบายสีอย่างลวก ๆ

“ผมอยากเป็นตำรวจ เพราะตำรวจคือคนที่ช่วยเหลือทุกคน ผมจะช่วยคนที่เดือดร้อน ไม่ปล่อยให้เขาต้องลำบาก” คำพูดของเด็กชายมิคจะดียิ่งนัก หากมันก้องกังวานอยู่ในความคิดของผู้ใหญ่สักคนที่คิดจะเปลี่ยนแปลง มองเห็นความฝันเล็ก ๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่ง และเปลี่ยนมันให้เป็นความจริงได้

ต้นกล้าเล็ก ๆ มักจะรู้สึกปลอดภัย หากได้ต้นไม้ใหญ่คอยดูแลและให้ร่มเงา ไม่ต่างกันนักที่เด็กจะต้องการผู้ใหญ่ที่ปกป้องทุกวิถีทางเพื่อให้เขามีความสุข ตลอดจนบ่มเพาะประสบการณ์อันดีงาม เพื่อให้ก้าวเดินเจริญเติบโตอย่างคนที่มีคุณลักษณะของการเป็นผู้ใหญ่ที่ดี สร้างคุณค่าให้เกิดกับตนเองและสังคม ประหนึ่งว่าหน้าที่พิทักษ์เด็กเป็นของทุกคน ปรับทัศนคติการใช้ชีวิต ไม่ผลักภาระรับผิดชอบให้ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะความรับผิดชอบนี้ควรฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: