ข่าวที่น่าสนใจ

นิสิตโพสต์เฟซบุ๊คตามหาเจ้าของบัตร ปชช. เสี่ยงล่อมิจฉาชีพ

 

นิสิต มมส เจตนาดีโพสต์ภาพบัตรเอทีเอ็มและบัตรประชาชน ไม่เบลอข้อมูลสำคัญในบัตร เหตุรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นักวิชาการเตือนเสี่ยงล่อมิจฉาชีพนำข้อมูลสำคัญทำธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย ด้านตำรวจเผยผิด พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ปรับ 10,000–100,000 บาท

จากกรณีที่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนได้สำรวจพบเห็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์เฟซบุ๊ก (Facebook) แจ้งตามหาเจ้าของบัตรเอทีเอ็ม (ATM) และบัตรประชาชนในกลุ่มมหาวิทยาลัย เป็นการแสดงออกถึงเจตนาความเป็นพลเมืองดี แต่ยังขาดความรู้เรื่องวิธีการเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่มีการเบลอ (blur) ภาพบัตรเหล่านั้นในข้อมูลสำคัญ

อ.ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นิสิตส่วนใหญ่ใช้บัตรเอทีเอ็มเป็นแบบเดบิต (debit class) สังเกตง่าย ๆ ในบัตรจะเป็นแบบวีซ่า (VISA) หรือมาสเตอร์การ์ด (Master Cards) จะอยู่ด้านหลังบัตรตรงช่องลายเซ็น เป็นรหัส 3 ตัว เรียกว่า รหัสค่ายืนยันความถูกต้องของบัตร (CVV2:Card Verification Value) ใช้ในการจ่ายบัตรทางอีเมล์ โทรสาร โทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต โดยไม่มีการยื่นบัตร (card) ที่เรียกว่า “Card not Present Transaction” (ธุรกรรมที่ไม่เห็นบัตรจากผู้จ่ายตรง) คุณสมบัติคือไม่ใช่แค่บัตรเอทีเอ็มธรรมดา เพราะสามารถใช้รูดแทนบัตรเครดิตได้ เมื่อบัตรสูญหายมีผู้เก็บได้ หากมีเงินในบัญชีสามารถนำบัตรไปรูดใช้แทนเงินสดได้ทันที วงเงินจะตัดเองอัตโนมัติ ซึ่งกรณีนี้หากต้องการใช้แบบเอทีเอ็มธรรมดา สามารถแจ้งยังธนาคารได้ว่าไม่เอาเดบิตการ์ด

“ควรระมัดระวังในการเปิดเผยรหัสบัตร วันหมดอายุบัตร และรายละเอียดต่าง ๆ ของบัตรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง CVV2 ควรต้องปิดบัง เพราะสามารถนำไปใช้จ่ายทางออนไลน์ ทางโทรศัพท์ หรือทางโทรสาร (FAX) ได้ บางคนมองว่าแค่พลิกบัตรดูจะสามารถเห็นเลข CVV2 ซึ่งง่ายต่อการขโมย การป้องกันเบื้องต้นเพียงใช้การขูด CVV2 ออก หรือเอาอะไรปิดไว้ และจด CVV2 ไว้ที่อื่นที่หาได้เมื่อต้องการใช้ โดยไม่ยอมให้เห็นได้ง่ายๆ มิจฉาชีพอาจแอบจดหรือถ่ายรูปบัตรธนาคารไว้ได้ เวลาถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม และศึกษาข้อมูลก่อนโพสต์ทุกครั้ง เพราะอาจส่งผลร้ายต่อเจ้าของบัตร” อ.ดร.สมนึก กล่าว

ดร. สมนึก กล่าวต่อว่า กรณีนิสิตเก็บบัตรประชาชนได้ พร้อมถ่ายภาพโพสต์หาเจ้าของบัตร โชว์เลขบัตรประจำตัวประชาชนครบถ้วน ซึ่งก่อนโพสต์ควรลบที่อยู่ตรงบาร์โค้ด (barcode) ด้านซ้ายของบัตร สาเหตุเพราะบาร์โค้ดที่เห็นคือค่ารหัสบัตรประชาชน สามารถใช้แอพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนหรือเครื่องอ่าน

บาร์โค้ดอ่านได้ ดังนั้น หากโพสต์บาร์โค้ดของบัตรประชาชน ก็ไม่ต่างจากโพสต์รหัสบัตรประชาชน เป็นการเปิดทางให้แก่มิจฉาชีพอีกเช่นเคย ดังเช่น กรณีคดีมิจฉาชีพทำสำเนาบัตรเหยื่อไปก่อคดี จนเหยื่อเสียหาย อีกคดีหนึ่งคือเหยื่อติดคุกเกือบ 2 ปี เพราะถูกใช้ชื่อ รหัสบัตรประชาชน ไปทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ฉะนั้นการเสียภาพบัตรประชาชน หรือสำเนา ไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ว่าจะเป็นบัตรนิสิตก็สมควรจะต้องเบลอ ยิ่งในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยมักนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปประกาศให้สาธารณะทราบผ่านทางเว็บไซต์ โดยเป็นไฟล์พีดีเอฟ (PDF file) ที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ชื่อ นามสกุล ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น นักวิชาการในมหาวิทยาลัยควรแนะนำ ตักเตือนไปยังนิสิตและบุคลากร แม้เราพยายามเบลอข้อมูลในบัตรครบหมดทุกจุด แต่หากมิจฉาชีพต้องการเลขบัตรประจำตัวประชาชน สามารถค้นหาได้ง่ายเพียงแค่ค้นหาในกูเกิล

นายศิริวุฒิ ปัดสาร คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ตั้งใจที่อยากจะโพสต์เพราะเคยทำบัตรหายเช่นกัน ซึ่งขณะนี้หากทำบัตรเอทีเอ็มแต่ละครั้งมีราคาสูง ก่อนโพสต์ภาพได้ไตร่ตรองด้วยตนเองว่าจะเบลอดีหรือไม่ เพราะหากนำลงในกลุ่มมหาวิทยาลัย อาจจะมีพวกมิจฉาชีพ หรือ นักแฮ็คเกอร์ (Hacker) ตนปรึกษากับเพื่อนอยู่ 2-3 นาที จึงตัดสินใจไม่เบลอภาพ หลังจากโพสต์ลงในกลุ่ม มีผู้หวังดีเตือนว่าไม่สมควร ควรเบลอข้อมูลสำคัญก่อนโพสต์ และปิด CVV2 ทุกครั้ง ตนจึงตัดสินใจลบโพสต์นั้นทิ้งทันที เนื่องจากเห็นว่ามีหลายคนเห็นโพสต์แล้ว เจ้าของบัตรเอทีเอ็มก็คงจะเห็นโพสต์นั้นเช่นกัน สำหรับคนที่ไม่ทราบจริงๆ ว่าเลข 3 ตัวด้านหลังบัตรสำคัญ ควรศึกษาให้แน่ใจก่อนโพสต์ทุกครั้ง

นางสาวธัญญา ปางรักษ์ นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้โพสต์เฟซบุ๊กตามหาเจ้าของบัตรประชาชน กล่าวว่า ตนเจตนาโพสต์หาเจ้าของบัตรประชาชน เพราะหวังดีไม่อยากให้เดือดร้อน แต่ไม่ทราบว่าต้องเบลอข้อมูลสำคัญและไม่มีความรู้ว่าต้องปิดแถบบาร์โค้ด ทราบเพียงว่าต้องปิดเลขบัตรประจำตัวประชาชน โดยหลังที่ได้รับคำเตือนจากผู้ประสงค์ดี ตนรีบลบโพสต์ทันที และเบลอภาพตามคำแนะนำ คือ เบลอแถบบาร์โค้ด เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เหลือเพียงชื่อสกุลเจ้าของบัตรเท่านั้น ซึ่งอยากให้ทุกคนที่หวังดี หากต้องการโพสต์หาเจ้าของ เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายเจ้าของบัตรควรหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าสิ่งใดสามารถเปิดเผยได้ ถือเป็นการป้องกันช่องโหว่ไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึง

นายอนุ สุขหงา นิสิตคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า สำหรับตนที่เคยทำกระเป๋าเงินหาย ด้านในมีทั้งบัตรเอทีเอ็มและบัตรประชาชน รู้สึกเครียด เพราะเกรงว่าบัตรทั้งสองชนิดจะถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเคยทราบข่าวว่ามิจฉาชีพทางด้านนี้ค่อนข้างเชี่ยวชาญด้านโจรกรรม ซึ่งการโพสต์ภาพบัตรต่าง ๆ เพื่อหาเจ้าของบัตรนั้นเป็นเรื่องดี แต่ควรให้เบลอ

ข้อมูลสำคัญเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ หากเกิดปัญหาขึ้นมาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าของบัตรอาจมีผลร้ายตามมา

นางสาวรุ้งสิริ อาริมิต นิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ เจ้าของบัตรควรดูแลรักษาให้รอบคอบ ป้องกันตนเองในทุกช่องทาง ทางแอดมิน กลุ่มมหาวิทยาลัยอาจสร้างกฎหรือข้อตกลงร่วมกัน สำหรับสมาชิกที่ต้องเข้ามาโพสต์ และให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อป้องกันอีกทาง เมื่อพบเห็นผู้โพสต์ที่ไม่เบลอข้อมูลสำคัญควรรีบตักเตือน ซึ่งสิ่งสำคัญคือทุกคนต้องสอดส่องดูแลร่วมกัน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

01

 

ร.ต.อ.รัตนพล บั้งเงิน รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่จัน ต.แม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย เผยว่า หากมิจฉาชีพได้ข้อมูลสำคัญในบัตรประชาชน เพียงแค่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน จะสามารถนำไปทำบัตรเครดิต เพื่อซื้อสินค้าและใช้กดเงินสด ดังเช่นหากต้องการเปิดบัญชีธนาคาร โดยจะมีข้อมูลพื้นฐานทั้งชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อมิจฉาชีพต้องการทำบัตรเครดิต เพียงทราบข้อมูลบางอย่าง สามารถทำบัตรประชาชนปลอมขึ้น และนำไปทำธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย และสามารถเปลี่ยนรหัสบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็มได้

“ปัจจุบันธุรกรรมการเงินสามารถทำออนไลน์ผ่านมือถือได้ เช่น บัตรเอทีเอ็ม หากเรามีรหัสบัตร แต่เมื่อคนใดคนหนึ่งทราบ สามารถโทรไปที่ธนาคารเจ้าของบัตร ทางธนาคารจะสอบถามข้อมูลเบื้องต้น เมื่อธนาคารเช็คข้อมูลพบว่าตรงกับเจ้าของบัตร ก็สามารถที่จะแจ้งความประสงค์เปลี่ยนรหัสบัตรได้ และส่งบัตรไปยังที่อยู่ อาจไม่ส่งไปที่อยู่ของเจ้าของบัตรจริง หลายกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ ความสูญเสียรวมแล้วมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสามารถโอนเงินไปบัญชีอื่นได้” ร.ต.อ.รัตนพล กล่าว

ร.ต.อ.รัตนพล กล่าวต่อว่า เมื่อบัตรประชาชน บัตรเอทีเอ็มหาย เบื้องต้นควรแจ้งตำรวจว่าหายในเวลาใด เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ผิดกฎหมาย จะได้นำแสดงเพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำ ส่วนในกรณีบัตรเอทีเอ็ม สามารถแจ้งอายัดบัตรต่อธนาคารเจ้าของบัตรได้ทันทีตลอด 24 ชม. หากทราบว่าโดนมิจฉาชีพแอบนำข้อมูลสำคัญทำธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย การติดตามจับคนร้ายไม่ยาก เพราะผู้กระทำผิดมีหลักฐานที่แสดงตัวตน เช่น เอกสารและกล้องวงจรปิดจากธนาคาร การกระทำผิดโดยนำบัตรประชาชนผู้อื่นไปใช้ ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 15 จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ปรับ 10,000 – 100,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล .

“สำหรับผู้ประสงค์ดีโพสต์บัตรประชาชนหรือบัตรเอทีเอ็ม เพื่อตามหาเจ้าของ เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำข้อมูลสำคัญไปก่อคดี การดำเนินคดีต้องดูเจตนาของผู้โพสต์ หากมีพยานหลักฐานว่าเจตนาทุจริต โพสต์เพื่อกระทำผิดกฎหมาย ผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา188 นำไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ยังไม่เสียหาย เพียงแค่น่าจะเกิดก็ถือว่าผิด เมื่อมีผู้แจ้งความร้องทุกข์ กฎหมายต้องพิสูจน์ให้ได้ผู้โพสต์มีเจตนาใด หากพิสูจน์ไม่ได้ต้องยกประโยชน์ให้ผู้ต้องสงสัย ในส่วนของนิสิตควรระมัดระวังการทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือ เพราะเสี่ยงต่อการโจรกรรมง่าย” ร.ต.อ.รัตนพล กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: