ข่าวที่น่าสนใจ

“ร่างค่าเทอมระบบเหมาจ่าย” เล็งใช้ปี 2561

 

กว่าสองทศวรรษที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่ได้ปรับอัตราค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมการศึกษา หากเทียบกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ความเจริญก้าวหน้าเริ่มแผ่กระจายไปยังทุกพื้นที่ จากมหาวิทยาลัยที่มีเพียงตึกเรียนไม่กี่ตึกกลับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจาก 20 ปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันกับรายรับรายจ่ายของนักศึกษาที่ต้องเพิ่มขึ้นตามความเจริญที่ตามมา หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองจำต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้ค่ายในมหาวิทยาลัย และสวัสดิการด้านต่างๆด้วย

ระบบเหมาจ่ายคือทางออกของปัญหาการเงิน 

กระแสความแตกตื่นในสังคมออนไลน์ได้เกิดขึ้นเมื่อร่างระเบียบมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ว่าด้วยการเก็บเงินค่าหน่วยกิต และค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเหมาจ่าย ส่งต่อออกไปจนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมพ.ศ.2559 เมื่อตัวแทนองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามกว่า 50 คน ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ณ ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม เหตุมาจากนิสิตที่จะเข้าศึกษาในปีการศึกษา พ.ศ.2561 นั้นจะมีค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และอาจจะสูงถึง 70เปอร์เซ็นต์ในบางคณะ

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2559 เวลา 17.00 น. คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงได้จัดเวทีพบปะนิสิตเพื่อรับฟังความคิดเห็นในประเด็นของการขึ้นค่าเทอมเป็นระบบเหมาจ่าย ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2561 สาระในวันนั้นทางมหาวิทยาลัยจะปรับขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละสาขา รวมไปถึงจะนำจากส่วนนั้นไปพัฒนามหาวิทยาลัย และเพิ่มเรื่องสวัสดิการของนิสิตให้ดีขึ้น อีกทั้งการขึ้นค่าเทอมแบบเหมาจ่ายนั้นยังเป็นการกระตุ้นให้นิสิตั้งใจเรียนโดยเห็นคุณค่าของค่าหน่วยกิตที่จ่ายไป
การปรับขึ้นค่าเทอมเบบเหมาจ่าย ระบบสวัสดิการต้องดีขึ้น

นายเค (นามสมมุติ) นิสิตที่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าเทอมในระบบเหมาจ่าย เล่าให้ฟังว่า จริง ๆ ต้องเล็งเห็นด้านเศรษฐกิจด้วยว่าทำไมมหาวิทยาลัยถึงต้องปรับขึ้นค่าเทอม อีกทั้งการปรับขึ้นค่าเทอมของมหาวิทยาลัยนั้นส่งผลกระทบแน่นอนต่อทั้งนิสิตและผู้ปกครอง ซึ่งตอนนี้ทางผู้บริหารยังคงเปิดให้เข้าไปถามคำถามได้โดยตรง ซึ่งการขึ้นค่าเทอมแบบเหมาจ่ายจะสามารถนำมาช่วยพัฒนาเรื่องอาคาร และสิ่งต่างๆในมหาวิทยาลัยได้รวมไปถึงสวัสดิการของนิสิตที่หากมองในมุมมองของตนแล้วคิดว่าทางมหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เพราะผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงคนหมู่มาก เพราะถ้าหากสวัสดิการไม่ดีนั้นเด็กรุ่นต่อไปที่จะเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นคงเลือกที่จะไปเรียนสถาบันอื่นที่มีสวัสดิการดีกว่านี้

ระบบเหมาจ่ายไม่ใช่ทางออก

นาย เอ (นามสมมุติ) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เผยให้เห็นถึงมุมมองของตนเกี่ยวกับการปรับค่าเทอมเป็นระบบเหมาจ่ายไว้ว่าขณะนี้ทางผู้บริหารกำลังมองว่าที่นิสิตออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่อยากให้ปรับขึ้นค่าเทอม จริง ๆ แล้วไม่ใช่ไม่ให้ปรับขึ้น เพียงแต่บอกว่าไม่อยากให้ปรับเป็นระบบแบบเหมาจ่าย เพราะหากเป็นระบบแบบเหมาจ่ายจะเกิดปัญหาตามมาอีกมาก เช่น ความเท่าเทียมกัน สำหรับผู้ที่ลงหน่วยกิตที่ต่างกันแต่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิตในราคาที่เท่ากัน

“หลังจากที่ได้ฟังคำชี้แจงจากผู้บริหาร เห็นว่า ทางผู้บริหารไม่ได้มีแผนงานหลังจากปรับขึ้นค่าเทอม เพราะทางกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แนะนำเป็นระบบเหมาจ่าย ซึ่งจะเกิดข้อดีต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถคำนวณเงินรายได้จากค่าหน่วยกิตของนิสิตในปีนั้นได้อย่างตรงตัวตามจำนวนนิสิตที่เข้ามา” นายเอ กล่าว

หากอ้างอิงจากคำชี้แจงของผู้บริหาร ถ้าทำแบบเหมาจ่ายในอัตราเดียว กยศ. จะสามารถตัดระบบง่าย แต่หากว่ากันตามเดิม ระบบการจ่ายเงินแบบเดิมที่เราใช้กันมานั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร หากมองตามมุมมองก็สามารถใช้ระบบเดิมได้ นิสิตเองนั้นไม่ได้กู้เงินจากกองทุนทุกคนแล้วนิสิตจะได้รับเงินเต็มจำนวนหรือไม่หากเกินวงเงินของ กยศ. ซึ่งนิสิตจะต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง หมายถึงว่านิสิตที่เป็นหนี้อยู่แล้วต้องมีภาระจากค่าส่วนต่างเข้ามาด้วย

ต้องอย่าลืมด้วยว่า กยศ. นั้นเป็นการกู้เงินไม่ใช่สวัสดิการสำหรับนิสิตอีกประเด็นคือด้านสวัสดิการและการปรับปรุงสิ่งต่างๆในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ทางผู้บริหารต้องจัดการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้บริหารพูดมานั้นจำเป็นต้องมีเงินก่อนจึงจะพัฒนาได้ ซึ่งไม่ใช่มันต้องมีเงินก่อนถึงจะทำได้ แต่ตอนนี้มันคือสิ่งที่ต้องทำให้นิสิตอยู่แล้ว” นายเอกล่าว

 

 

การบริหารไม่มีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

ผศ. ดร. วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ขณะนี้มีสองประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่นั่นคือ 1.ประเด็นขึ้นค่าเทอม และ2.การขึ้นเป็นระบบเหมาจ่าย ซึ่งเห็นด้วยกับการขึ้นค่าเทอมเพราะอัตราค่าธรรมเนียมที่ผ่านมามีการใช้มานานแล้ว ควรที่จะปรับขึ้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องดูแลนิสิต ทั้งด้านความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะต้องมีการศึกษารายละเอียดในการปรับขึ้นให้มากกว่านี้ ว่าการปรับขึ้นจำเป็นมากน้อยเพียงใดกับยุคสมัยปัจจุบัน

ส่วนประเด็นการขึ้นเป็นระบบเหมาจ่ายนั้นตนยังไม่เห็นด้วย เพราะจากโมเดลของระบบเหมาจ่ายในตอนนี้ ขึ้นกับแต่ละคณะและมีอัตราการเหมาจ่ายที่แตกต่างกันกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าที่แต่ละคณะมีอัตราการเหมาจ่ายที่ไม่เท่ากันนั้นวัดจากเกณฑ์ใด เพราะบางสาขาวิชานั้นได้ปรับค่าเทอมขึ้นสูงอยู่พอสมควร ฉะนั้นการเหมาจ่ายอาจสร้างภาระให้กับนิสิตอย่างมากเพราะต้องจ่ายเงินในครั้งเดียว ดังนั้นต้องมองกลับมาดูก่อนว่าจะมีช่องทางใดที่จะช่วยนิสิตในการจ่ายเงิน ฐานะของครอบครัวนิสิตแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน  เนื่องด้วยอาชีพของผู้ปกครองการหาเงินมาเหมาจ่ายทีเดียวนั้นอาจสร้างความเดือดร้อนทั้งกับนิสิตและผู้ปกครองด้วย

ผศ. ดร. วิรัติ กล่าวต่อว่า ตนจะเห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินระบบเดิมแต่จะต้องมีเกณฑ์และความจำเป็นว่าจะปรับเงินขึ้นเท่าไหร่และใช้เกณฑ์อะไร ส่วนการเหมาจ่ายนั้นไม่เห็นด้วยเพราะการเหมาจ่ายนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งนิสิตและผู้ปกครองเพราะต้องชำระเงินเป็นก้อน ถ้าหากจะต้องปรับขึ้นเป็นเหมาจ่ายจริงๆ จะต้องนำทั้งผู้ปกครองและนิสิตมาหารือว่ามีทางที่จะยืดหยุ่นได้หรือไม่ เพราะจะต้องมีเกณฑ์ที่ให้นิสิตสามารถจ่ายเงินได้ทันเวลา เพราะหากปรับขึ้นเป็นระบบเหมาจ่ายนิสิตไม่มีเงินจ่ายแล้วต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย

“โดยหลักเมื่อปรับขึ้นเงินระบบสวัสดิการภายในมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม แต่ตอนนี้ขึ้นอยู่กับระบบการบริหาร บางทีหากระบบการบริหารยังเป็นอย่างทุกวันนี้ก็ยังไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร เพราะการบริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคามในทุกวันนี้มันไม่ใช่การบริหารที่เป็นรรมาภิบาลอย่างแท้จริงอย่างเช่น สภาเกาหลังกับฝ่ายบริหารยังเป็นพวกเดียวกัน ตนในฐานะฝ่ายประชาคมไม่สามารถค้านได้สักเรื่อง อะไรที่ไม่เห็นด้วย อะไรที่รู้สึกว่าไม่เหมาะสม อย่างเช่น เรื่องความเดือดร้อนของนิสิต ฯลฯ ฝ่ายบริหารไม่ฟังแล้วตัดสินใจโดยไม่ฟังคำชี้แจง สภาก็อนุมัติ คนที่ยกมือค้านก็อาจจะมีอาจารย์เพียงคนเดียว เทียบกับผู้แทนประชาคม 6-7 คนแล้วจะมีความหมายอะไร” ผศ. ดร. วิรัติกล่าว

ประธานสภาคณาจารย์ กล่าวต่อว่า ถ้าการบริหารหากไม่มีธรรมาภิบาลเพียงพอจะกลายเป็นบริหารเงินแบบเฉื่อย ทำตามใจถึงแม้สัญญากับนิสิตไว้แล้วก็ตาม ถึงเวลากลับไม่ทำ เมื่อไม่ทำแล้วไม่มีใครสามารถเข้ามาจัดการได้ เพราะคนที่จัดการกับฝ่ายบริหารได้นั้นคือสภา

“วันที่มีการตั้งเวทีอาจารย์ไม่ได้เข้าไป เรื่องการจัดเวทีนั้นอาจารย์เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่มีการให้นิสิตเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่อาจารย์ย้ำอยู่ทุกครั้งว่าฟังแล้วได้ยินด้วยว่านิสิตนั้นต้องการอะไร ไม่ใช่ว่านิสิตพูดกันแค่สองสามคนแต่คุณตอบยาวคนเดียวจนหมดเวลา ไม่รู้ว่าเวทีในวันนั้นเป็นแบบนี้หรือไม่ที่มีแต่ฝ่ายบริหารมาพูดแต่ไม่ได้ฟังว่านิสิตส่วนใหญ่นั้นต้องการอะไร” ผศ. ดร. วิรัติกล่าวเสริม

ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนระบบขึ้นค่าเทอมเป็นแบบเหมาจ่ายในปีการศึกษา 2561 และไม่มีผลกับนิสิตในปีการศึกษาปัจจุบันและ 2560  ก็ตาม ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรทำความเข้าใจถึงผลกระทบทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้น

แม้ว่าตอนนี้บทสรุปเรื่องราวของการปรับขึ้นค่าเทอมแบบระบบเหมาจ่ายจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในหลายๆด้าน แต่คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นค่าเทอมนั้นจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนในปีการศึกษา 2561 กว่าที่จะถึงวันที่ระบบถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการ อยากให้ฉุกคิดว่าควรจะมีอะไรต้องปรับเนื้อหาของการขึ้นค่าเทอมเพื่อให้ทั้งทางนิสิต ผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัยเห็นชอบร่วมกันในการปรับขึ้นค่าเทอม

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: