ข่าวที่น่าสนใจ

ศูนย์บ้านร่มเย็นเผยนิสิต มมส ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น ชี้กลุ่มเสี่ยงคือชายรักชาย

ศูนย์บ้านร่มเย็น โรงพยาบาลมหาสารคามเผยนิสิต มมส ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น ชี้กลุ่มเสี่ยงคือชายรักชาย ระบุพบมากในกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนอายุ 19-23 ปี แนะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้เร่งตรวจหาเชื้อ HIV เพื่อรีบรักษา ด้านกองกิจการนิสิต มมส แจงมีนิสิตติดเชื้อกว่า 55 คน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 1-2 ราย เร่งแก้ปัญหาโดยประสานความร่วมมือเครือข่ายด้านโรคเอดส์ มุ่งเป้ารณรงค์คือ Getting to Zero หรือ “เอดส์ ลดให้เหลือศูนย์ได้”

นางเกศมุกดา ไตรรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ศูนย์บ้านร่มเย็น โรงพยาบาลมหาสารคาม จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ในอดีตนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ที่ติดเชื้อ HIV เข้ารักษาที่ศูนย์บ้านร่มเย็น แต่ปัจจุบันนิสิตบางส่วนกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลสุทธาเวช มีบางส่วนยังรักษาอยู่บ้านร่มเย็น โดยอัตราการติดเชื้อ HIV พบมากในกลุ่มนักศึกษาและเยาวชน ช่วงอายุ 19–23 ปี แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ ส่วนใหญ่จะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และเป็นกลุ่มชายรักชายที่มีเพศสัมพันธ์แบบฉาบฉวย (Men who have Sex with Men–MSM) หากมีนิสิตเข้ามาตรวจหาเชื้อ HIV 100 คน จะพบผู้ติดเชื้อ 10 คน คือกลุ่มชายรักชายทั้งหมด

นางเกศมุกดา กล่าวต่อว่า ส่วนมากนิสิต มมส จะเข้ารับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ โรคซิฟิลิสหรือกามโรค หนองใน หูดหงอนไก่ ซึ่งทางศูนย์จะตรวจ HIV ให้ด้วย หากพบเชื้อก็จะเริ่มต้นการรักษาทันที ทั้งนี้ โรคเอดส์มี 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) ผู้ติดเชื้ออาจจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนระยะที่ 2 เริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic stage) เลือดจะให้ผลบวก ร่างกายยังมีอาการป่วยเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเอดส์ (AIDS) กับ HIV ต่างกัน เพราะ HIV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ง่าย หากเป็นโรคเอดส์คือโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อ HIV โดยเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นได้ เชื้อไวรัส HIV พบมากที่สุดในเลือด น้ำเหลือง เนื้อเยื่อต่าง ๆ รองลงมาคือน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด ส่วนน้ำลาย เสมหะ น้ำนม มีปริมาณไวรัสน้อย สำหรับเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ แทบไม่พบเลย อย่างไรก็ตาม แม้ว่า

เชื้อ HIV จะปะปนในของเหลวที่ออกมาจากร่างกาย แต่พบว่าโอกาสแพร่โรคมีเฉพาะทางเลือด น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอดเท่านั้น

“กลุ่มที่ควรตรวจหาเชื้อ HIV คือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา หรือสงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยทั้งของแม่และลูก การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอดส์นั้น มิใช่การตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ แต่เป็นการตรวจหาร่องรอยที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อต่อสู้กับโรคนั้นซึ่งเรียกว่าภูมิต้านทาน (antibody) และตรวจพบได้ในระยะเวลาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน หลังจากรับเชื้อมาแล้ว หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ ดังนั้น หากสงสัยว่าติดเชื้อเอดส์ ไม่ควรตรวจเลือดทันที เพราะเลือดอาจจะไม่ให้ผลเป็นบวก ควรตรวจภายหลังจากที่สัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จะให้ผลที่แน่นอนกว่า” นางเกศมุกดา กล่าว

ด้านนางสาวอนงค์ภาณุช ปะนะทังถิรวิทย์ รักษาการหัวหน้ากลุ่มงานบริการและสวัสดิภาพนิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า สถิติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามติดเชื้อจำนวน 55 คน เฉลี่ยแต่ละปีเพิ่มขึ้นปีละ 1-2 ราย ส่วนมากอยู่ในกลุ่มชายรักชาย ส่วนชายรักหญิงติดเชื้อ 3 เปอร์เซ็นเท่านั้น ในรอบ 10 เดือนทางโรงพยาบาลสุทธาเวชพบว่ามีนิสิตติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ 22 ราย กองกิจการนิสิตพยายามที่จะเข้าถึงนิสิตในทุกช่องทาง เช่น การแจกถุงยางอนามัยไว้ในห้องน้ำ ทั้งยังให้สโมสรนิสิตนำถุงยางอนามัยไปแจกในแต่ละคณะ ส่วนการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV นิสิตต้องได้รับคำปรึกษาก่อน เพราะหากติดเชื้อนิสิตจะสามารถรับมือได้ทัน

ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า กองกิจการนิสิตมีโครงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ในวันที่ 1 ของทุกปี เป็นกิจกรรมเชิงนโยบาย ซึ่งกองกิจการนิสิตได้ดำเนินกิจกรรมด้านรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้สอดคล้องกับวันเอดส์โลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และเพศของวัยรุ่น อีกทั้งเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ติดเชื้อ HIV และเพื่อประสานความร่วมมือเครือข่ายด้านโรคเอดส์ทั้งองค์การภายนอกและภายใน โดยมีเป้าหมายในการรณรงค์คือ Getting to Zero หรือ “เอดส์ ลดให้เหลือศูนย์ได้”

“ทั้งนี้ นิสิตควรตระหนักทุกครั้งก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ทั้งในกลุ่มรักต่างเพศหรือรักร่วมเพศ หรือรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษา คณะแพทยศาสตร์ หรือโทร.ปรึกษาได้ที่สายด่วน 0619298919 อยากให้นิสิตคิดว่าทุกปัญหามีทางออก” ดร.มลฤดี กล่าว

นายเกียรติ (นามสมมุติ) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อายุ 23 ปี ผู้ติดเชื้อ HIV เผยว่า ช่วงตน อายุ 22 ปี เคยไปตรวจเลือดและพบว่ามีเชื้อ HIV จึงนึกย้อนไปถึงการเพศสัมพันธ์ครั้งแรกกับคนรักเก่าเพียงคนเดียว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุ แต่ผลกลับพบว่าเขาไม่มีเชื้อ HIV ทั้งนี้ ตนอ่อนแลลงและเริ่มรักษาโดยรับประทานยาต้านไวรัสทันที ซึ่งต้องรับประทานยาตลอดชีวิต ทานทุกเวลา 21.00 น. และพบจิตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเชื้อ HIV นั้น ไม่ร้ายเท่ากับเอดส์

“ปัจจุบันอาการติดเชื้อ HIV ของผมอยู่ในระยะแรกคือไม่ปรากฏอาการ แต่อาการที่ปรากฏคือช่วงแรกที่รับยาเพื่อควบคุมเชื้อ HIV จะมีอาการเวียนหัว ซึ่งผลตรวจเลือดล่าสุดพบว่าค่า Viral load (ปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด) เท่ากับ 0 หมายถึงไม่พบเชื้อในร่างกาย แต่ยังคงเหลืออยู่ตามซอกไขข้อกระดูกหรือต่อมน้ำเหลืองต่าง ๆ แต่มีในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งการทานยาเท่ากับการควบคุมเชื้อ หากหยุดยาเชื้ออาจมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นและทำให้กลายเป็นระยะที่ 2 สู่ระยะที่ 3 ต่อไป” นายเกียรติ กล่าว

นายเกียรติ กล่าวต่อว่า ความเครียดในขณะนี้คือสังคมและโอกาสในการทำงาน เพราะไม่ทราบว่าเมื่อเรียนจบจะสามารถทำงานตามที่ฝันได้หรือไม่ จะหาเงินเลี้ยงคนที่ส่งค่าเล่าเรียนได้หรือไม่ ในเวลาที่เครียดมากมักจะระบายกับคนที่สามารถเล่าได้ เช่น เพื่อน อาจารย์ หรืออยู่คนเดียวสักพัก ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา มีโอกาสเรียนรู้ว่าเชื้อ HIV เป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวเหมือนที่คนอื่นมอง เพราะส่วนใหญ่มักโดนปลูกผังมาแบบผิด ๆ ทำให้คิดมาก อยากให้สังคมเข้าใจว่าคนที่มีเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ แท้จริงแล้วแค่ต้องดูแลสุขภาพตนเองมากกว่าคนอื่น ที่สำคัญมันทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น

นายณัฐพล หอมสมบัติ นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อายุ 22 ปี กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวและสำคัญต่อนิสิต การที่มีจำนวนนิสิตติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะผู้ติดเชื้อไม่รักษาตนเอง หรืออาจจงใจแพร่เชื้อต่อ จึงทำให้มีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ส่วนข้อดีของการได้รู้ว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มจำนวนขึ้น จึงควรป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพราะเป็นวิธีที่ดีในการลดความเสี่ยงลง

นายพงศกร วรรลยางกูร นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง อายุ 23 ปี กล่าวว่า ค่อนข้างรู้สึกตกใจ เมื่อทราบว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มมากขึ้นทุกปี และอยู่ในกลุ่มของชายรักชาย ส่วนตัวคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องที่ผิดธรรมชาติแต่อยากให้นิสิตช่วยกันป้องกัน หมั่นดูแลตัวเอง และกล้าที่จะไปตรวจเลือด หากพบว่าติดเชื้อ ขอให้ตั้งใจรักษากายและสุขภาพจิตเพราะปัจจุบันสังคมยอมรับและให้โอกาสผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ

อนึ่ง ผลสำรวจพบว่าในจังหวัดมหาสารคามมีกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 12-24 ปี ที่เข้ามาตรวจเลือดกับทางโรงพยาบาลมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อ HIV 7.76 เปอร์เซ็นต์ในปี 2557 ส่วนในปี 2558 พบผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มเป็น 9.8 เปอร์เซ็นต์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: