ข่าวที่น่าสนใจ

หมอลำหุ่นกระติบข้าวยังไม่ไร้เสียงดนตรี

“หยุดเดินบนเส้นทางแห่งความโกรธและความรุนแรง นั่นแลคือกรรมอันประเสริฐสุด องคุลีมาล แม้ทะเลแห่งความทุกข์จะกว้างใหญ่ไพศาล จงหันหลังกลับไปดู แล้วท่านจะแลเห็นฝั่ง” คำร้องตอนหนึ่งในเรื่ององคุลีมาล จังหวะกลองระรัวไปพร้อมกับเสียงแคนอันเสนาะหู เสียงเย็นเอื้อนเอ่ยอย่างไพเราะ ดวงตาสื่อความหมายของเด็กชายร่างสูง ผิวคล้ำ สะกดความรู้สึกของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านหุ่นกระติบข้าว หรือที่เรียกกันว่า “หมอลำกระติบข้าว” แสงไฟยังคงทำหน้าที่ส่องแสงมายังหุ่น 2 ตัว เด็กน้อยตัวเล็กต่างเป็นผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหุ่นกระติบเคลื่อนคล้อยไปตามบทร้อง

คำร้องจากเด็กชายร่างสูง นำทางให้เราออกเดินทางไปยังถิ่นกำเนิดหมอลำกระติบข้าว เพื่อศึกษารากเหง้าอันทรงเสน่ห์ ณ บ.หนองโนใต้ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม เมื่อถึงจุดหมายก็ได้พบกับ หุ่นกระติบข้าวขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าโรงละครหมอลำหุ่นเพื่อชุมชน โฮม ทอง ศรี อุปถัมภ์ ที่นั่นมีชายสองคนยืนรอพบพวกเราอยู่ ชายคนหนึ่งคือ “ครูเซียง” หัวหน้าคณะหมอลำหุ่นเด็กเทวดา และ “รุ่ง” สมาชิกคณะเด็กเทวดารุ่นแรก เมื่อบทสนทนาแรกเริ่มขึ้น โลกของหุ่นหมอลำกระติบข้าวก็เริ่มเปิดการแสดง

 

จุดเริ่มต้นสู่แรงผลักดัน            

นายปรีชา การุณ หรือ ครูเซียง หัวหน้าคณะหมอลำหุ่นเด็กเทวดา เปิดฉากเล่าถึงเรื่องราวของหมอลำหุ่นกระติบข้าวอย่างตั้งใจว่า

“แรกเริ่มเดิมทียังไม่มีละครหุ่น เป็นเพียงแค่กระบวนการทางด้านศิลปะเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในพื้นที่ภาคอีสาน ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ร่วมทำแผนที่ชุมชนกับเด็ก ๆ จึงได้พบตายายคู่หนึ่งนั่งสานตะกร้าและเหลือบไปเห็นกระติบข้าวเหนียววางซ้อนกันอยู่ โดยใบเล็กซ้อนอยู่บนใบใหญ่ รู้สึกว่ามีรูปร่างคล้ายกับตัวคน จึงลองประดิษฐ์เป็นหุ่นไม้ไผ่จากวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหุ่นในปัจจุบันก็ว่าได้”

เอกลักษณ์ของวัสดุที่นำมาใช้ทำเป็นตัวหุ่นล้วนเป็นวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น โดยมีกระติบข้าวเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งยังออกแบบให้หุ่นแต่ละตัวมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันออกไป เพื่อผสานให้หุ่นมีชีวิตชีวา

นายรุ่งสุริยา  บุญสิงห์ วัย 17 ปี เด็กชายร่างสูง ผิวคล้ำ ผู้เป็นหมอลำหุ่นกระติบข้าวรุ่นแรก เล่าเสริมว่า นางลดาวัลย์ สีทิศ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนหนองโนใต้ อยากให้เด็กเรียนวิชาที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตชุมชน และต้องการปลูกฝังให้เด็กได้มีความรักความเข้าใจต่อวัฒนธรรมของชุมชนเอง จึงเชิญพ่อทองจันทร์ ซึ่งเป็นพ่อครูหมอลำมาสอนวิชาเกี่ยวกับหมอลำให้กับเด็ก และเชิญครูเซียงมาเป็นวิทยากรในการทำหุ่น

หมอลำหุ่นกระติบข้าวของคณะเด็กเทวดา นับว่าเป็นครั้งแรกที่ทำให้พวกเราได้รู้จักกับการนำหมอลำและศาสตร์ของการละครมาผสมผสานกัน เอกลักษณ์ที่หมอลำหุ่นเป็นที่จดจำคือ การนำนิทานคำสอนพื้นบ้านอีสานที่มีความตลกขบขัน และปัญหาที่มีอยู่ในชุมชนมาเล่าผ่านละครหุ่น เพื่อเป็นคติสอนใจ ผสานกับดนตรีพื้นบ้าน ที่ช่วยสร้างอรรถรสให้กับผู้ชมไม่น้อย

ศิลปะพัฒนาคน

ครูเซียงเอ่ยถึงความพิเศษของหุ่นว่า เมื่อเด็กแสดง เขาจะรู้สึกปลอดภัย เพราะการเชิดหุ่นเป็นเหมือนการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร เด็กจึงเริ่มกล้าแสดงออก ทำให้เริ่มมองเห็นว่าหุ่นที่พวกเด็กใช้เป็นสื่อนั้นสามารถดึงความสนใจในตัวเด็กให้มาร่วมเรียนรู้ สร้างความมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้เล่า แต่หุ่นต่างหากที่เป็นผู้เล่า พวกเด็กได้ลองมองเข้าไปในชุมชนของพวกเขา ว่าพวกเขาคุ้นเคยภาษาท้องถิ่นอีสานกับมหรสพที่เป็นเรื่องราวของหมอลำ และหัวใจสำคัญคือตัวชุมชนที่มีพ่อครูแม่ครูถ่ายทอดเรื่องราวการรำได้ จึงพาเขาไปเรียนรู้กลอนลำ

พ่อครูแม่ครูสอนเด็กว่าหมอลำสมัยก่อน จะมีคติธรรมและคำสอนให้ข้อคิด ซึ่งเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ได้ตีความเรื่องราวและวิเคราะห์เรื่องราวที่พวกเขาเล่าด้วยตัวพวกเขาเอง ทำให้มันช่วยพัฒนาทักษะของพวกเขาทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพ ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงมาทีละเรื่อง อีกทั้งละครมันรวมทุกศาสตร์อยู่ในตัว อาทิ ศิลปะการแสดงและดนตรี จำเป็นต้องใช้คนหลายคนร่วมกันสร้างขึ้นเป็นละครหนึ่งเรื่อง มันช่วยส่งเสริมพวกเขาในด้านความผูกพันกับผู้คน จึงมองเห็นว่ากระบวนการที่เกิดเป็นละครตัวนี้มันสามารถพัฒนาเยาวชนได้ มองเห็นทรัพยากรที่เป็นวัตถุและยังมองเห็นบุคลากรที่สำคัญในชุมชน และกลายมาเป็นหุ่นกระติบข้าวที่เล่าเรื่องราวผ่านกลอนลำ

“ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการละครนะ แต่ผมใช้กระบวนการตรงนี้เพื่อขัดเกลาเด็ก ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เรื่องของศิลปะ ศาสตร์ตรงนี้สามารถขัดเกลาพวกเขาได้ แม้กระทั่งชุมชนเอง พวกเด็ก ๆ เป็นคนพาผมไป เรียนรู้กับปราชญ์ท้องถิ่น เขาก็มีแง่คิดมีคติธรรมในการสอน เด็ก ๆ ก็จะค่อย ๆ ซึมซับไป อย่าเรียกว่าสอนเลย พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ครูเซียง เล่าด้วยสีหน้าจริงจัง

หมอลำหุ่นกระติบข้าวมีบทบาทช่วยในการพัฒนาชุมชน เพราะมีการนำเรื่องราวต่าง ๆ บ้างเป็นตำนาน บ้างเป็นนิทาน มาผนวกเข้ากับปัญหาเล็ก ๆ ภายในชุมชน ให้เป็นคติสอนใจคนในชุมชน ซึ่งสามารถรับรู้ปัญหาจากการเล่าเรื่องผ่านหุ่นกระติบข้าวและนำไปปรับใช้ได้

รุ่ง ได้เล่าถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีคติสอนเด็กในชุมชนได้นั่นคือ “ตำนานผีเป้า” เป็นเรื่องราวของเด็กที่ไม่ เชื่อฟังพ่อแม่ เอาแต่เกเร งานบ้านไม่ช่วยทำ ไม่ช่วยสร้างประโยชน์ใด ๆ เลย ด้วยบาปกรรมที่ก่อนั้นทำให้ตาย ไปกลายเป็นผีเป้า หากเทียบกับปัญหาในชุมชนก็คือ ปัญหาที่เด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่ กุศโลบายในนิทานสามารถ ช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างของเด็กเหล่านั้นได้หลังจากนิทานจบลง

วัฒนธรรม สู่ นวัตกรรม

หลังจากที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนในหลายเรื่อง ทั้งสถานที่การทำกิจกรรม การปลูกฝังเยาวชน ให้รู้รักและหวงแหน ทำให้หมอลำหุ่นกระติบข้าวได้ร่วมเสริมสร้างสังคม และเผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองไปยังหลายแห่งแล้ว ประโยชน์ของหมอลำหุ่นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ กิจกรรมนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นนวัตกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดง สินค้า และของที่ระลึก เป็นต้น

รุ่ง เล่าให้ฟังถึงรายได้ของคณะเด็กเทวดา ที่ได้มาจากการเดินทางไปแสดงหมอลำหุ่นกระติบข้าวในที่ต่าง ๆ และยังมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจากหุ่นกระติบข้าวว่า “เราคิดค่าจ้างงานแต่ละครั้ง วัดจากระยะทางว่างานไกลมากแค่ไหน สูงสุดก็ 10,000 บาท เมื่อแบ่งกับคนในคณะก็ได้ประมาณ 300-400 บาท/คน ทำให้เราพอมีรายได้ ไม่รบกวนผู้ปกครอง นอกจากนี้ คณะหมอลำหุ่นของเราก็มีสินค้าผลิตภัณฑ์ของหุ่นกระติบข้าว เป็นหุ่นเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ หรือหุ่นตั้งโต๊ะ กระติบข้าวที่นำมาทำ ทางคณะเราก็ซื้อของคนในหมู่บ้านที่สานกระติบข้าวขาย สินค้าเรามีขายทางเฟซบุ๊กบ้าง ส่งไปขายที่อื่นบ้าง นอกจากนี้เราก็มีรายได้จากการไปเผยแพร่ที่ชุมชนต่าง ๆ ที่เดินสายไปเล่นตามตลาดหรือตามหมู่บ้าน”

 

จุดเปลี่ยนของเด็กชาย

“ผมไม่ต่างจากเด็กทั่วไป” ก่อนหน้าที่รุ่งจะเข้ามาเป็นนักเชิดหุ่นกระติบข้าวรุ่นบุกเบิก รุ่งไม่ได้ต่างอะไรกับเด็กคนอื่น รุ่งเล่าให้เราฟังว่า “ตอนนั้นผมเป็นเด็กติดเกม ทำตัวเกเร ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเด็กไม่ดี มันทำให้ผมถูกสังคมประณามจากสิ่งที่เป็น แต่พอมาอยู่ตรงนี้ ได้เชิดหุ่น ได้ลำ และยังได้พูดบทพระพุทธเจ้า ซึ่งบางครั้งพอเห็นคนดูร้องไห้ตาม เห็นคนแก่นั่งพนมมือตามบทที่พูด มันทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองขึ้นมาก” รุ่งเล่าด้วยสีหน้าภูมิใจ

จากเด็กคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป ไม่รู้จักศิลปวัฒนธรรมสมัยก่อน ไม่รู้ว่ากลอนลำคืออะไร แต่หลังจากที่ได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อนและครูเซียง ทำให้เด็กคนหนึ่งที่เคยบอกว่าตัวเอง เป็นเด็กเกเร ไม่เอาไหน ได้รู้และเข้าใจว่านี่แหละคือโอกาสในการสร้างแรงผลักดัน และพัฒนาตนเอง โชคดีที่่ได้รู้จักกลอนลำและหมอลำหุ่น

 

จากปัญหาจนเป็นจุดแข็ง

ความสามัคคีไม่ได้เกิดขึ้นจากคนคนเดียว แต่มันเกิดขึ้นจากบุคคลหลาย ๆ คนมารวมตัวกัน ที่ใดมีคนหมู่มากก็ย่อมมีปัญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

“บางครั้งเวลาจะไปทำการแสดง ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ไม่มาก อีกทั้งสมาชิกที่เล่นดนตรีได้นั้นมีอยู่น้อย ซึ่งมีกลองกับแคนเป็นเครื่องดนตรีหลัก มีเพียงคนเชิดกับคนพากษ์เท่านั้น จึงจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนของค่าเดินทางไปจ้างนักดนตรีเพิ่ม ทำให้ลำบากพอสมควร และในบางครั้งคนเล่นหุ่นไม่ว่าง แต่เราวางบทของทุกตัวละครไว้ให้หมดแล้ว ก็ต้องมาเริ่มปรับกันใหม่ แต่ตอนนี้ปัญหาลดลง เนื่องจากหันมาใช้วิธีให้คนเล่น 1 คน สามารถเชิดหุ่นได้หลายตัว จำบทละครให้ได้ เกิดความเคยชินก็สามารถทำให้ 1 คน เล่นได้หลายตัว” รุ่งเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในคณะ

 

ความสำคัญที่ไม่มีที่อาศัย

แม้ว่าจะมีกลุ่มคณะแล้ว แต่ยังขาดสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไป ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็จะไม่สามารถถ่ายทอดความเป็นศิลปวัฒนธรรมสู่ผู้ชมได้เลย

เราได้เจอกับหญิงวัยชรา ที่มาพร้อมกับร่างกายแข็งแรงและใบหน้าเปื้อนยิ้มดูอบอุ่น เธอคือแม่สมศรี  พาดีจันทร์ ผู้บริจาคที่ดิน เพื่อสร้างโรงละครหมอลำหุ่นเพื่อชุมชน โฮม ทอง ศรี อุปถัมภ์ ให้แก่เด็ก ๆ เราได้เข้าไปพูดคุยและถามถึงเรื่องเหตุผลการบริจาคที่ดินให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มเด็กเทวดา

“เมื่อก่อนเด็ก ๆ ต้องไปทำกิจกรรมที่โรงเรียน เพราะไม่มีสถานที่ แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับ มาทั้งในทางดีและไม่ดี เกี่ยวกับการใช้น้ำและไฟของทางโรงเรียน และการใช้สถานที่เกินเวลา ทำให้ต้องกลับดึก แม่สมศรีก็เลยบริจาคพื้นที่ของตัวเองไว้สำหรับทำกิจกรรม โรงละครนี้สร้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 เริ่มจากรวมแรงของชาวบ้าน ร่วมกันสร้างขึ้นมา ครูเซียงก็เห็นด้วย แม่ก็เลยสนันสนุนมาโดยตลอดเป็นผู้อุปถัมภ์มาต่อเนื่อง ทำให้เด็กได้มีพื้นที่อาศัยและทำกิจกรรม” แม่สมศรีกล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ

 

เจตนารมณ์ที่อยากส่งต่อ

จากวันที่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน หมอลำคณะเด็กเทวดามีด้วยกันถึง 3 รุ่น นักเชิดหุ่นรุ่นแรกก็เหลือเพียง 3 คนเท่านั้น แต่ก็มีการถ่ายทอดวิชาจากคณะหนึ่งสู่อีกคณะหนึ่ง จากพี่ให้น้อง ใครเชิดบทไหนก็ส่งบทต่อให้รุ่นน้องเพื่อขึ้นมาแทนได้ แต่หากมีเวลาว่างก็จะมาช่วยกัน แต่ในตอนนี้ต่างคนต่างไปเรียนต่อตามทางของตนเอง มีโอกาสน้อยครั้งที่จะรวมตัวกันเชิดหุ่น

“อยากให้สิ่งนี้อยู่คู่กับชุมชน เพราะไม่รู้ว่าหมอลำหุ่นกระติบข้าวจะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน ทำได้เพียงแค่รักษามันไว้เท่าที่จะทำได้ พยายามให้เยาวชนในชุมชนเห็นความสำคัญของหุ่น เพราะหากเรียนจบไปแล้วจะมีเวลาดูแลต่อไหม ซึ่งตอนนี้พยายามหาน้องที่รำได้ เริ่มสอนน้องชั้น ม.1 ม.2 ฯลฯ มีบ้างที่ติดงานแต่ก็พยายามอยู่กับตรงนี้ให้เต็มที่เท่าที่จะมากได้ อยากให้หุ่นได้มีชีวิตชีวาอย่างน้อยซัก 4-5 ปีต่อจากนี้” รุ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น

ความทุ่มเททั้งกายและใจของคณะหมอลำหุ่นเด็กเทวดา ที่ทำการแสดงหุ่นเชิดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เผยแพร่วัฒนธรรมของท้องถิ่นพวกเขาให้เป็นที่รู้จักถึงผู้คนยุคหลัง สิ่งที่ยากยิ่งเสียกว่าการเริ่มต้นเชิดหุ่น คือจะทำอย่างไรไม่ให้วัฒนธรรมอันดีงามนั้นหายไป ในสภาะของสังคมที่เด็กสมัยใหม่สนใจสิ่งที่อยู่บนโลกของหน้าจอสี่เหลี่ยมมากกว่าโลกที่อยู่นอกจอ 

สิ่งหนึ่งที่คณะหมอลำหุ่นเด็กเทวดาได้สะท้อนให้เห็น คือ การดำรงไว้ของวัฒนธรรมในชุมชน และอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน ทั้งหมอลำกลอน วัฒนธรรมพื้นบ้าน และการเล่นดนตรี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกสิ่งอย่างมาจากเด็กสมัยใหม่ที่มีแรงผลักดันส่งต่อวัฒนธรรมไปสู่อีกรุ่น ไม่เช่นนั้น หมอลำหุ่นอาจเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ไร้เสียงดนตรี บนลำกลอน และหุ่นกระติบข้าว

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: