ข่าวที่น่าสนใจ

ธุรกิจขายตรงชักชวนนิสิต มมส เข้าร่วม

นักวิชาการแนะต้องใช้วิจารณญาณก่อนตัดสินใจ

จากกรณีช่วงค่ำของวันที่ 11 เมษายน 2560 มีประชาชนจำนวนกว่าพันคนได้เดินทางไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น แต่กลับโดนลอยแพที่สนามบิน โดยเป็นกลุ่มสมาชิกที่สมัครผ่านบริษัทขายตรงชื่อบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด ในราคา 9,730-20,000 บาท โดยมีซินแสโชกุน หรือนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ  เป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งบริษัทดังกล่าวโฆษณาว่าเมื่อสมัครสมาชิกในราคาเริ่มต้นที่ 9,730 บาทแล้วจะได้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรี เป็นการเดินทางแบบเครื่องบินเช่าเหมาลำ ซึ่งจะเดินทางในวันที่ 11-16 เมษายน 2560 แต่เมื่อประชาชนเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิกลับไม่มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำดังกล่าว

ในเวลาต่อมานางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า เป็นลักษณะแชร์ลูกโซ่ขายสินค้าอาหารเสริม และจากการตรวจสอบทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง ไม่พบว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่จดทะเบียนในนามบริษัทนำเข้าและส่งออกชา กาแฟ ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ และเครือข่ายได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

จะเห็นได้ว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่แฝงอยู่แทบจะทุกพื้นที่ของประเทศ รวมถึงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ก็พบว่ามีการตั้งกลุ่มธุรกิจขายตรงภายในมหาวิทยาลัยเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้นิสิตควรจะใช้วิจารณญาณและความระมัดระวังอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจนี้เช่นเดียวกับบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด ของซินแสโชกุน

ต่อเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจ ณ ตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) พบว่า มีกลุ่มนิสิตบางกลุ่มใช้พื้นที่ตลาดน้อยเป็นจุดนัดพบและชักชวนนิสิตคนอื่นเพื่อเข้าร่วมธุรกิจขายตรง โดยใช้วิธีการขอให้นิสิตที่เดินผ่านไปมาช่วยทำแบบสอบถามหนึ่งแผ่น ซึ่งเนื้อหาภายในมีการพูดถึงหนังสือ PRO-SUMER POWER! ซื้อแล้วรวย (พลังของผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย) ของบิลล์ เควน ที่สามารถทำให้ผู้อ่านรวยได้จริง เมื่อนิสิตยินยอมที่จะช่วยกรอกแบบสอบถาม จะมีการถามถึงชื่อ คณะที่เรียน ไปจนถึงชั้นปีที่กำลังศึกษาอยู่ และชักจูงให้สนใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจที่สามารถมีรายได้ระหว่างเรียน โดยอ้างว่าเป็นการทำโปรเจกต์ร่วมกับรุ่นพี่ และไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าฟัง

ดังนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าฟังการอบรมจากการชักชวนของนายเอ (นามสมมติ) นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งจัดขึ้นบริเวณอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งใน ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งพบว่าไม่ได้เป็นการทำโปรเจกต์ตามที่นายเอกล่าว แต่กลับเป็นธุรกิจขายตรงขององค์กรแห่งหนึ่งแทน โดยมีนิสิตที่เข้าฟังเกือบ 20 คน เป็นสมาชิกเครือข่ายที่เริ่มต้นทำธุรกิจขายตรงมาแล้วอย่างน้อย 5 เดือนส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งและปีสอง

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมง มีการพูดหยิบยกบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากการประกอบธุรกิจนี้จากสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสร้างแนวความคิดที่จะเป็นวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยให้กับนิสิตที่เข้าฟังอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ทำการติดต่อไปยังนิสิตที่เคยเข้าฟังแต่ไม่คิดทำธุรกิจน.ส.เพ็ญนิภา เสนาน้อย  นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามเล่าว่า โดนกลุ่มนักธุรกิจขายตรงแห่งหนึ่งเข้ามาชักชวนให้ทำธุรกิจ เป็นนิสิตชายที่รู้จักกัน โดยเข้ามาแนะนำเกี่ยวกับการทำสปาหน้าและสินค้าเพื่อความงาม จากนั้นจะนำเอกสารมาให้กรอก ซึ่งมีชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ เฟซบุ๊ก และอีเมล์ เป็นต้น ในขณะกรอกข้อมูลจะมีการกล่าวชักชวนให้เข้ามาทำธุรกิจซึ่งอ้างว่าได้เงินจริง  เพียงแค่หาคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจให้มากขึ้น แต่เพราะตนไม่เชื่อใจในการทำธุรกิจแบบเครือข่ายเช่นนี้และไม่สนใจที่จะทำ จึงปฏิเสธไป

ด้าน น.ส.อุษา แสนมณี นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเคยได้รับการชักชวนจากกลุ่มนิสิตที่ทำธุรกิจขายตรงเช่นกันคือนายต้น (นามสมมติ) ที่บริเวณตลาดน้อยซึ่งเป็นคนรู้จักเข้ามาแนะนำสินค้า จากนั้นขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อที่จะนำเสนอว่าสินค้าที่แนะนำนั้นดีอย่างไร โดยบอกว่าจะชวนให้ไปฟังข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น แต่เพราะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเป็นธุรกิจขายตรงจึงไม่ได้เข้าฟังอบรมตามคำชวน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อไป น.ส.อุษากล่าวว่า ตนมีความสนใจในจำนวนเงินที่ได้เหมือนคนอื่น แต่เพราะเพื่อนบอกปากต่อปากกันมาว่าอย่าไปทำธุรกิจแบบนี้ และยุ่งอยู่กับการเรียนจึงปฏิเสธ แม้ว่าจะปฏิเสธโดยอ้างว่าง ติดเรียนและไม่ว่าง แต่นายต้นก็ยังคงโทรตามให้เข้าไปฟังอบรมอยู่หลายครั้ง ซึ่งรบกวนและก่อความรำคาญให้แก่ตนอย่างมาก

“อยากให้ทางมหาวิทยาลัยมีการวางมาตรการ หากใครพบเห็นสามารถแจ้งให้ตรวจสอบได้ว่าการขายตรงในมหาวิทยาลัยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่” น.ส.อุษากล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อทำการสอบถามกลุ่มนักธุรกิจขายตรง จนได้พบกับนายอ้น (นามสมมติ) นักธุรกิจขายตรงแห่งหนึ่งซึ่งได้เข้ามาชักชวนให้นิสิตเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีนิสิต มมส ที่อยู่ในสายงานกว่า 20 คน

นายอ้น เผยว่า กลยุทธ์ขององค์กรคือไม่เน้นขายสินค้าแต่เน้นที่จะสร้างกลุ่ม ถ้ามีคนก็จะมียอดในการซื้อสินค้าค่าสมัครสำหรับสมาชิกเริ่มต้นที่ 900 บาท เมื่อเป็นสมาชิกแล้วจะต้องช่วยคนให้มาเป็นนักธุรกิจในองค์กร หากสามารถทำได้ตามที่กำหนดก็จะได้รับค่าตอบแทนในทุก ๆ เดือน

“ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความต้องการที่จะดูแลครอบครัว และมองเห็นว่าอาชีพอื่น ๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ เพราะเงินเดือนที่น้อยไม่พอที่จะจุนเจือครอบครัวเมื่อธุรกิจขายตรงเข้ามา ชีวิตก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่ต้องทำงานประจำเพื่อแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิด ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า การันตีจากผู้ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน และหากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง อยากมีเงินเดือนเป็นหลักแสนภายในเวลาแค่สามปีและมีเงินใช้ไปตลอดจะต้องทำธุรกิจกับองค์กรนี้เท่านั้น” นายอ้น กล่าว

น.ส.ฝ้าย (นามสมมติ) นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อีกหนึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำมาไม่ถึงหนึ่งปี เผยว่า ที่ตัดสินใจมาทำเป็นเพราะมองเห็นเงินและความเป็นไปได้ ที่ไม่ใช่แค่เงินแต่สามารถตอบโจทย์ทุกอย่างที่งานประจำให้ไม่ได้

“แม้ตอนนี้จะได้แค่หลักร้อยแต่มันคือจุดเริ่มต้นของหลักหมื่นหลักแสนที่คนสำเร็จทุกคนต้องผ่าน ธุรกิจนี้คืองานที่สุดยอดที่สุด และชอบสังคมที่เป็นเหมือนครอบครัวที่คอยดูแลกันและกันเริ่มแรกที่พึ่งเข้ามา รุ่นพี่ที่เป็นคนดูแลจะสอนว่าให้พาไปเรียนรู้กับแหล่งที่จัดมาให้ ก็คือ เฮาส์มีตติ้งที่ซอยทีเจ ทุกวันอังคารและพฤหัส ศูนย์เซนเตอร์ที่ขอนแก่นก็ต้องไปทุก ๆ วันศุกร์และงานแคมป์ที่จะนำผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาบอกเล่าเคล็ดลับและวิธีการที่จะไปสู่เส้นทางรวย ซึ่งต้องขยันเข้าฟังแต่ละงานให้ครบ สำหรับใครที่อยากลองทำธุรกิจก็สามารถลองทำได้ 90 วัน หากไม่พอใจหรือต้องการที่จะหยุดก็ทำได้พร้อมกับได้เงินคืน” น.ส.ฝ้าย กล่าว

น.ส.ศุภวรรณ ภิเศก เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป หัวหน้ากลุ่มจัดหารายได้และผลประโยชน์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เคยเห็นนิสิตที่ทำเกี่ยวกับขายตรงบริเวณตลาดน้อย แต่ไม่มีหลักฐานว่ามาทำอะไรที่ก่อความเสียหาย เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงการนัดมาทำงานและนั่งกินข้าวด้วยกันเท่านั้น เพราะไม่ใช่ในลักษณะของการจัดบูทเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า หากมีการประชาสัมพันธ์เช่นนั้นก็ต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายให้กับมหาวิทยาลัย

น.ส.ศุภวรรณ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่กองอาคารสถานที่ มมส ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนว่ามีการเข้ามาชักชวนนิสิตให้เข้าไปทำธุรกิจขายตรง และคิดว่าไม่มีคนทราบ เพราะถือว่าเป็นความสมัครใจของนิสิตด้วยส่วนหนึ่งว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจหรือไม่ และไม่เคยได้รับการร้องเรียนจากนิสิตว่ามีการเข้ามาทำการเช่นนี้ในมหาวิทยาลัย ถ้ามีการร้องเรียนจากนิสิตว่ามีการเชิญชวนในลักษณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีการเข้มงวดในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่เคยได้รับการร้องเรียน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อถึงมาตรการในการจัดการ น.ส.ศุภวรรณ กล่าวว่า หากพบการร้องเรียนเข้ามาก็จะทำการตักเตือนโดยการขึ้นป้ายบอก ห้ามบุคคลใดเข้ามาทำการชักชวนหรือเชิญชวนนิสิตให้เข้าร่วมธุรกิจขายตรงภายในมหาวิทยาลัย เพราะทางมหาวิทยาลัยไม่เคยมีนโยบายสนับสนุน

ดร.ศาสนรักษ์ ชัยสายัณห์ อาจาร์ยภาควิชากฎหมายเอกชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การเข้ามาชักชวนนิสิตในมหาวิทยาลัยให้เข้าร่วมธุรกิจขายตรง โดยอ้างว่าเป็นการทำโปรเจกต์ร่วมกับรุ่นพี่หรือการเข้ามาแนะนำสินค้าโดยไม่บอกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง อาจมีความผิดมาตรา 19 ตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่ระบุว่า

“มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจขายตรงหรือในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น” และมีโทษตามมาตรา 46 ที่ระบุว่า “มาตรา 46 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท”

“ทั้งนี้ ไม่มีการแจ้งข้อความทั้งหมดว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร เข้าข่ายหลอกลวง ไม่เปิดเผยข้อความจริงให้กับบุคคลอื่นได้รับทราบทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ หลอกลวงให้ผู้อื่นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ผิดกฎหมายอาญานอกจากนี้ การโทรศัพท์ตามเพื่อรบเร้าให้เข้าร่วมธุรกิจหรือเพื่อให้เข้าฟังการอบรม ก็ถือว่าเป็นความผิดเพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นการละเมิดสิทธิในการตัดสินใจซึ่งเป็นสิทธิของผู้บริโภคว่าจะดำเนินธุรกิจหรือไม่ดำเนินธุรกิจก็ได้”  ดร.ศาสนรักษ์ กล่าว

ดร.ศาสนรักษ์ ยังกล่าวอีกว่า การขายตรงถือเป็นการทำธุรกิจ ซึ่งต้องบอกถึงผลดีและผลเสียของการทำธุรกิจว่าจะได้รับผลเสียหรือได้รับผลตอบแทนอะไรบ้างจากการประกอบธุรกิจนี้ เพื่อให้ผู้ที่คิดจะประกอบธุรกิจสามารถเผื่อใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่การหยิบยกแต่ข้อดีมาเพียงด้านเดียวเท่านั้น

สำหรับมาตรการที่มหาวิทยาลัยจะสามารถดำเนินการแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ศาสนรักษ์ ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถดูแลนิสิตได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่มีขนาดใหญ่จากจำนวนนิสิตต่ออาจารย์หนึ่งคนที่ 1:1000 อาจเป็นเรื่องยาก ซึ่งนิสิตเองจะต้องใช้วิจารณญาณและความระมัดระวังในการศึกษาข้อมูล เพราะมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเอง มหาวิทยาลัยอาจมีการจัดการรณรงค์เกี่ยวกับการรู้เท่าทันก่อนจะตัดสินใจเชื่อการชักจูงหรือการโน้มน้าวจากบุคคลอื่น ซึ่งต้องรณรงค์ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้ที่คิดจะประกอบธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างสองฝ่าย

การประกอบธุรกิจระหว่างเรียนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองนับเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน ทุกคนมีความฝันเพื่อที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่จงอย่าลืมใช้วิจารณญาณเพื่อวิเคราะห์ในสิ่งที่ทำและผลตอบแทนที่ได้คืออะไร ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนควรตรวจสอบและหาข้อมูลให้ถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของบริษัทขายตรงดังเช่นที่กำลังเป็นคดีในขณะนี้

เพชรรัตน์ โทอื้น : รายงาน

ขอบคุณภาพจาก : http://www.pixabay.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: