ข่าวที่น่าสนใจ

นักวิชาการชี้พาเด็กเร่ขายของยามวิกาล ผู้ปกครองเอี่ยวผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก

นักวิชาการ เผย ผู้ปกครองที่ให้เด็กเร่ขายของยามวิกาลมีความผิดตาม พ...คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ระบุ หากหน่วยงานรัฐจะเข้าไปช่วยเหลือต้องช่วยที่พ่อแม่ เร่งหางานให้ทำ เพื่อให้จุนเจือครอบครัวได้ ด้านผู้ปกครอง แจง มองว่าไม่ผิด เหตุเด็กทำด้วยความเต็มใจไม่ได้ถูกบังคับ ส่วนนักจิตวิทยา เผย เด็กไม่ได้ใช้เวลาในช่วงวัยของตนอย่างเหมาะสม ส่งผลไปถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจร้านอาหารบริเวณริมคลองสมถวิล อ.เมือง จ.มหาสารคาม พบว่า มีผู้ปกครองพาเด็กมาส่งยังจุดที่ต้องการให้เด็กไปเดินเร่ขายของ ได้แก่ บริเวณร้านอาหารใหญ่ ๆ และจุดที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น ร้านหมูกระทะ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งร้านเหล้า โดยผู้ปกครองจะรอเด็กอยู่บนรถ และเด็กจะเดินตระเวนขายของไปเรื่อย ๆ ระยะเวลาที่เด็กขายของจะอยู่ที่ 1-2 ชั่วโมง โดยเวลาที่ผู้ปกครองจะมาส่งเด็กอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 20.00-22.00 น.

ผ้าขาวที่บริสุทธิ์

จากคำบอกเล่าของ ด.ญ.น้ำหวาน (นามสมมติ) อายุ 7 ขวบ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนมาจาก            จ.ร้อยเอ็ด เมื่อโรงเรียนเลิกแม่จะพาขับรถยนต์มาพร้อมกับเพื่อน ๆ อีก 4 คน ซึ่งแม่จะขับรถมาส่งไว้หน้าร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งริมคลองสมถวิล จ.มหาสารคาม แล้วให้เดินขายไปเรื่อย ๆ ตามร้านอาหารหรือร้านเหล้าย่านริมคลองสมถวิล โดยขนมหรือของที่นำมาขายนั้น แม่รับมาเพื่อให้ตนขาย หลังจากขายเสร็จในแต่ละวัน แม่จะให้เงินวันละ 100 บาท

ส่วน ด.ช.บอย (นามสมมติ) อายุ 11 ขวบ เปิดเผยว่า หลังเลิกเรียนตนนำข้าวจี่ที่แม่ทำออกมาขายตามร้านอาหาร เพื่อช่วยครอบครัวหารายได้เสริมเป็นประจำทุกวัน เพราะบ้านของตนอยู่ในละแวกที่มีร้านอาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งการออกมาขายข้าวจี่ทุกวันไม่ได้เป็นภาระที่หนักเกินตัว อีกทั้งตนก็ทำด้วยความเต็มใจ

กระจกสะท้อนเด็ก

ด้านแหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็ก เผยว่า เด็กเต็มใจที่จะช่วยเหลือครอบครัวและตนมองว่ามันไม่ได้ผิดอะไร รวมทั้งเด็กก็จะได้เรียนรู้วิธีขายของและยังย้ำอีกว่าตัวเด็กเองทำด้วยความเต็มใจไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด โดยทางครอบครัวของตนไม่ได้มีเพียงแต่ลูกเท่านั้นที่มาเร่ขายของ พ่อและแม่ก็ขายเช่นกัน

แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้ปกครองอีกราย เปิดเผยว่า “บางทีลูกค้าไม่ซื้อเพราะคิดว่าสินค้าราคาแพง แต่บางคนก็ช่วยซื้อ เพราะเขามองว่าเราทำมาหากินสุจริต ทางตำรวจที่มาตรวจตราก็มีตักเตือนว่าให้ขายได้ไม่เกิน 4 ทุ่มต่อวัน เราก็ไกล่เกลี่ยบอกว่าเราหาเช้ากินค่ำ ทางเจ้าหน้าที่ก็พอเข้าใจ และเราเองก็จะไม่ขายเกินเวลา เพราะลูกจะง่วงนอน ส่วนครูก็ได้เตือนว่าอย่าพาลูกมา แต่เราก็พยายามไม่ให้ลูกขาดเรียน ร้านส่วนใหญ่ก็อนุญาตให้เข้าไปขาย ถ้าถามว่าคิดอย่างไรกับคนที่มองว่าการพาลูกมาขายของเป็นการทำร้ายเด็ก เรามองว่าคนเราคิดต่างกัน คนที่เขามองเราไม่ดีอาจเพราะฐานะทางเศรษฐกิจเขาดี ทำให้ไม่เข้าใจ แต่เราเป็นคนรายได้น้อย เงินที่ได้จากการขายในแต่ละวันก็เพื่อเอามาหมุนเวียน และเป็นค่าการศึกษาของลูก”

ใจเขาใจเรา

แหล่งข่าวซึ่งเป็นจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เด็กจะมาหาบเร่ขายของอยู่ร้านเป็นประจำและผู้ปกครองจะมาส่งถึงหน้าร้านแล้วให้เด็กเดินเข้ามาขายวันละประมาณ 1-2 ราย เมื่อขายเสร็จจากร้านหนึ่งก็เดินไปขายยังอีกร้าน ซึ่งมีการขายในลักษณะนี้เข้ามาขายในร้านของตนเป็นประจำ แต่ด้วยความสงสารเด็กจึงให้เข้ามาขาย และคิดว่าน่าจะเป็นธุรกิจของครอบครัวจึงไม่ได้เข้าไปสอบถาม

ด้านผู้ประกอบการอีก 2 รายที่ประกอบกิจการร้านหมูกระทะและสถานบันเทิงในละแวกใกล้เคียงได้ให้ความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ทางร้านจะมีเด็กอายุประมาณ ป.3-4 เป็นเพศชายและหญิง เด็กจะเดินขึ้นมาขายของเป็นประจำ ร้านของเราเป็นสถานบันเทิง จึงมีนโยบายห้ามเด็กอายุไม่ถึง 18 ปีขึ้นมาขาย แต่ร้านก็ห้ามเด็กไม่ได้เพราะความสงสาร แต่จะให้ขายได้ในช่วงเย็น ที่ยังมีลูกค้าไม่มากนัก

“ในส่วนของร้านหมูกระทะปล่อยให้เด็กเข้ามาขายได้เลย ไม่ห้าม เพราะคิดว่าเด็กมาทำมาหากิน ทางเจ้าของร้านได้พบเห็นว่ามีผู้ปกครองนั่งรอเด็กอยู่หน้าร้าน เมื่อก่อนขี่ซาเล้งมา แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นรถเก๋ง สินค้าที่เด็กเข้ามาขายในร้าน มีพวกกุญแจ ขนม เจ้าของร้านเองรู้สึกไม่ชอบที่เห็นเด็กต้องมาทำงานในเวลากลางคืน ซึ่งเด็กควรได้พักผ่อนและไม่ใช่วัยของเด็กที่จะออกมาเร่ขายของ ถ้าชวนคุยเด็กจะพูดอยู่แค่ประโยคเดียว เหมือนเตรียมมาจากที่บ้าน เด็กจะมาทุกวัน วันละรอบ” ผู้ประกอบการร้านหมูกระทะกล่าว

ความจริงที่ต้องรู้

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ระบุว่า “เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส และผู้ปกครองต้องมีบทบาทหน้าที่ตามมาตรา 22 และมาตรา 23 โดยทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 25 ผู้ปกครองต้องไม่กระทำการดังต่อไปนี้ (1) ทอดทิ้งเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานพยาบาล หรือไว้กับบุคคลที่รับจ้างเลี้ยงเด็ก หรือที่สาธารณะหรือสถานที่ใดโดยเจตนาที่จะไม่รับเด็กกลับคืน (2)ละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใด ๆ โดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม (3)จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือสุขภาพอนามัยจนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก (4)ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก (5)ปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะที่เป็นการเลี้ยงดูมิชอบ

โดยมาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ (6)ใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตหรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก (7)บังคับขู่เข็ญ ใช้ ชักจูงหรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก และในมาตรา 78 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ต่อเรื่องนี้ ดร.ศาสนรักษ์ ชัยสายัณห์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า การที่ผู้ปกครองให้เด็กมาหาบเร่ขายของในช่วงกลางคืนนั้นถือว่าผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ทั้งนี้ เด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่าการที่ว่าผู้ปกครองนำเด็กไปแสวงหาผลกำไร เป็นการขายความน่าสงสารต้องดูที่ต้นเหตุ เช่น หากหน่วยงานรัฐจะเข้าไปช่วยเหลือต้องช่วยที่ตัวพ่อแม่ หางานให้พวกเขาทำ ซึ่งจะสามารถจุนเจือครอบครัวเด็กได้

พ.ต.อ.กฤษฎิณทร์ จันทรศรีชา ผกก. (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ผ.จ.ว.มหาสารคาม เผยว่า ทางตำรวจมีนโยบายเข้าไปตักเตือนผู้ประกอบการร้านเหล้า เพื่อให้ทราบว่าเด็กที่มีอายุไม่ถึง 18 ปี ไม่ควรขึ้นมาขายของ เพราะไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในวัยนี้และที่สำคัญคือมีความผิดทางกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีหน้าที่โดยตรง เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแล แต่ทั้งนี้จะมีตำรวจไปตรวจตราในพื้นที่ที่เด็กมีความเสี่ยง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าไปว่ากล่าวตักเตือนต่อสถานบริการต่าง ๆ ได้ทันที

ด้านน.ส.กนกวรรณ เหลืองมงคลเลิศ นักสังคมสงเคราะห์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า เวลาที่เด็กควรนอนพักคือ 8 ชั่วโมง และเด็กไม่ควรใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนในเวลากลางคืนไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แต่อย่างไรนั้น ต้องดูตามความเหมาะสม เช่น พ่อแม่ของเด็กอาจมีความจำเป็นที่ต้องออกมาทำงานนอกบ้านจึงนำเด็กมาด้วย

“หลังจากมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ออกมานั้น จะดูมาตรา 23 ที่ใช้ยึดเพื่อประชาชน ว่าด้วยผู้ปกครองต้องให้การอบรมสั่งสอนเด็กที่อยู่ในความเลี้ยงดูของตนตามสมควร แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และต้องมีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในการคุ้มครองมิให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายในทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งอำนาจของเจ้าหน้าที่สามารถเข้าแยกเด็กออกจากครอบครัวได้เลย หากเราเห็นว่าเด็กถูกใช้ความรุนแรงที่ขัดต่อสภาพจิตใจและร่ายกายของเด็ก” น.ส.กนกวรรณ กล่าว

รอยยับบนผ้าขาว

ด้านนายศุภชัย ตู้กลาง หัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นักจิตวิทยาจะมองไปที่เวลาในช่วงวัยของเด็กที่หายไป เด็กจะไม่ได้ใช้เวลาในช่วงวัยของตนอย่างเหมาะสม ส่งผลไปถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในด้านต่าง ๆ เช่น ความก้าวร้าว ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการในการเรียนรู้สังคมของเด็ก เด็กไม่มีเวลาได้เล่นกับเพื่อน การที่เด็กต้องออกมาขายของในยามวิกาล ทำให้เด็กพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน

“ผลกระทบด้านจิตใจของเด็กอาจส่งผล 2 ด้านในอนาคต ได้แก่ หากส่งผลในด้านดีจะทำให้เด็กเกิดการเห็นคุณค่าในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจว่าตนได้ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว และด้านร้ายคือทำให้เด็กกลายเป็นเด็กที่เก็บกด หากเด็กถูกบังคับมาก ๆ หรือถูกกระทำต่อไปเช่นเดิมอย่างต่อเนื่อง อาจลุกลามไปถึงขั้นเกิดภาวะโรคทางจิตเวชขึ้นได้และสุดท้ายก็จะกลับมาเป็นภาระของสังคม” นายศุภชัย กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้ทำแบบสำรวจในสื่อสังคมออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่าง 80 คน พบว่า กว่า 70% มองว่าการที่เด็กออกมาเร่ขายของในยามวิกาลยังคงเป็นปัญหาของสังคม ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมองใน 2 กรณี กรณีแรก กลัวว่าเด็กจะได้รับอันตรายหรือยังไม่พร้อมที่จะต้องออกมาทำงานหาเงิน เพราะอาจเสี่ยงต่อการโดนลักพาตัว ล่วงละเมิดทางเพศ กรณีที่สอง ถึงแม้จะพอเข้าใจได้ว่าเป็นการช่วยเหลือครอบครัว แต่ก็ยังมองว่าเด็กยังคงตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ เพื่อใช้ในการทำมาหากิน และเมื่อเห็นเด็กที่มาหาบเร่ขายของประมาณ 60% รู้สึกหดหู่และสงสาร ซึ่งส่วนมากเคยซื้อของช่วยเด็กประมาณ 65% และสุดท้ายกว่า 63% คิดว่าผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

ข่าว1ข่าว2

หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน : รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: