ข่าวที่น่าสนใจ

“หมู่บ้านผาชัน” มหานทีแห่งชีวิตริมโขง

มีเหตุผลมากมายให้เราออกเดินทาง ออกไปดูความงดงามของธรรมชาติ ออกไปเรียนวิชานอกห้องเรียนที่ตัวเองไม่เคยรู้และไม่เคยสัมผัสมาก่อน หรือออกไปสร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตเสมือนการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของคนที่ต่างวิถี และการมีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยมิตรภาพที่มีความหมาย

ผาชันหมู่บ้านที่ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าชาวบ้านตั้งแต่บรรพบุรุษมีวิถีชีวิตที่ปักหลักอยู่ตามริมแม่น้ำโขง ข้อมูลที่น่าประหลาดใจนี้นำพาให้เราออกเดินทางมาที่อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี  จุดมุ่งหมายคือการทำความรู้จักผ่านวิถีผู้คนเหล่านั้น แน่นอนว่าเรากลับมาพร้อมกับบันทึกการเดินทางที่มีเรื่องเล่าสนุกๆไม่ต่างจากบันทึกการเดินทางทั่วไป ต่างกันนิดหน่อยตรงที่มันเป็นการเดินทางที่ไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องตัวเอง แต่พูดถึงกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นและประเพณีที่ยังคงดำรงไว้ นับเป็นการเดินทางออกไปข้างนอก แต่ให้ความหมายข้างในที่มีเรื่องราวสวยงามซ่อนอยู่

จากถนนใหญ่ รถกระบะนำทางเราเข้าสู่อ้อมกอดของต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ตลอดสองข้างทางก่อนเข้าหมู่บ้านผาชัน เราจะเห็นต้นไม้ที่มีใบไม้ร่วงหล่นสีน้ำตาลเหลืองแซมสลับกับหญ้าแห้ง แสดงให้เห็นถึงฤดูกาลแห้งแล้งที่กำลังมาเยือนของหมู่บ้านแห่งนี้ เสน่ห์บ้านเรือนของผู้คนแถบริมโขงมักจะมีใต้ถุน และมีเอกลักษณ์แบบไทยโบราณ การได้มาเยี่ยมชมหมู่บ้านผาชัน แล้วปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับธรรมชาติความสงบของที่นี่ น่าจะทำให้นาฬิกาชีวิตของเราเดินช้าลงไปอีกสักนิด

ทันทีที่ล้อหยุดหมุน เราก้าวลงจากรถ และเดินเลียบไปตามเส้นทางเล็กๆของหมู่บ้าน ถนนตรงยาวไปจนถึงท่าเรือประมงริมโขงท้ายหมู่บ้านผาชันเวลานี้พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของเรือเริ่มเข้ามาจอดเทียบท่าเข้าฝั่งกันแล้ว

เรื่องราวหมู่บ้านผาชัน

“วิถีชีวิตของลุงเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆกับดวงอาทิตย์ที่เริ่มแตะขอบฟ้าของเช้าวันใหม่ ในทุกๆเช้ามืด ลุงจะออกหาปลาตลอดวัน จนกระทั่งดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินแบบนี้ ลุงถึงจะแล่นเรือกลับมายังหมู่บ้าน”เสียงของชายร่างเล็กที่ชื่อนายคำพัน เชิดไชย หรือลุงเกิ้งอายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้านผาชัน เอ่ยมาทักทายด้วยท่าทางใจดี พร้อมอธิบายคร่าวๆต่ออีกว่า

สำหรับผู้คนในหมู่บ้านผาชันแห่งนี้ แม่น้ำโขงเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา และยังเป็นเหมือนจิตวิญญาณของพวกเขาด้วยคนในหมู่บ้านมีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำโขงอันเป็นแหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตร การเดินทาง การขนส่ง และอีกมากมายในชีวิตประจำวันของผู้คนในถิ่นนี้

“เมื่อก่อนหมู่บ้านมีชื่อว่า บ้านละคอนใต้แล้วจึงเปลี่ยนเป็นบ้านผาชันเพราะมีหน้าผาหินที่สูงชัน  อีกทั้งติดกับฝั่งลาว ที่มีเพียงแค่ร่องน้ำโขงไว้กั้นพรมแดนไหลพาดผ่านเลื้อยยาวไปตามส่วนโค้งของแผ่นผาเราจึงเห็นบรรยากาศของชาวบ้านที่ออกเรือหาปลาตามริมแม่น้ำโขงให้เห็นกันอย่างประปราย” ลุงเกิ้งเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านให้ฟังอย่างตั้งใจ

ลุงเกิ้งเปิดฉากเล่าอีกว่า “ในหมู่บ้านของเราจะมีเสาเฉลียงยักษ์ เป็นดอนเจ้าปู่ ที่คนในหมู่บ้านสมัยก่อนเคารพบูชา แต่ทุกวันนี้กลายเป็นป่าชุมชน และถูกยกให้เป็นอุทยานธรณีของภาคอีสาน ซึ่งมีการอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ และในปี พ.ศ.2508 ได้มีการสัมปทานพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านในอดีตได้ขอไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่า แต่ในปัจจุบันได้ตัดทิ้งเกือบจะหมดป่า ทำให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักและช่วยอนุรักษ์ไว้ต่อจนถึงทุกวันนี้”

ชีวิตดี เพราะวิถีประมง

ลุงเกิ้งเล่าให้ฟังต่อว่าอาชีพของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่แล้วจะหาปลาทำประมง และทำนาสลับกัน  ถ้าหมดฤดูกาลทำนาก็จะมาหาปลาส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านมักจะหาปลาในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม วิธีหาปลาของชาวบ้านจะใช้ตาข่ายกางไว้ริมฝั่งทิ้งไว้ในช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้วตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นถึงจะออกไปเก็บแล้วส่งขายที่กองทุนปลาของหมู่บ้าน

“ชาวบ้านใช้วิถีชีวิตแบบเรียบง่ายตามธรรมชาติ รวมพลังกันจัดตั้งกองทุนปลาของหมู่บ้านระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2549 โดยชาวบ้านได้รวบรวมปลาขายช่วยกัน เหตุผลที่ช่วยกันจัดตั้งกองทุนปลาขึ้นมาก็เพื่อหวังว่าจะพยุงราคาปลาให้ชาวบ้านมีรายได้และเมื่อมีรายได้จากการขายปลาก็จะนำรายได้เข้าหมู่บ้านโดยมีรายได้จากกำไรขายปลาอยู่ที่ประมาณแสนกว่าบาทต่อปีเป็นการสร้างเงินหมุนเวียนสะพัดทุกปี เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดี” ผู้ใหญ่บ้านเล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างภูมิใจ

เขาเล่าต่อถึงอุปสรรคในการหาปลาที่เคยพบเจอเป็นครั้งคราวว่า “ความสำเร็จของการเดินเรือขึ้นอยู่กับสภาพอากาศนอกจากประสบการณ์แล้วก็ต้องมีโชคด้วย บางทีก็ได้ปลาเต็มเรือหรือบางทีก็จับปลาแทบไม่ได้เลยแม้ว่าอาชีพประมงจะประสบความยากลำบากโดยต้องอยู่กลางแม่น้ำข้ามวันข้ามคืน แต่ชาวบ้านก็ยังคงปักหลักทำมาหากินบริเวณริมแม่น้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านผาชันที่ถูกสร้างขึ้นจากการสัมผัสกับแม่น้ำ ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจเมื่อเห็นว่าแม้สังคมได้เปลี่ยนไปตามกระแส แต่บรรดาชาวบ้านผาชันก็ยังคงออกเรือจับปลาตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม”

ความรู้สำคัญที่ชาวบ้านได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ คือการสังเกตและคาดเดาปรากฎการณ์ทางธรรมชาติในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรโดยวิธีการเช่นนี้จะได้รับการถ่ายทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านต่อ ๆกันมา คือให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของสัตว์ แมลงในป่า ถ้าหากสัตว์อพยพขึ้นที่สูง ผิดจากพฤติกรรมปกติแสดงว่าน้ำจะมาก หรือน้ำจะท่วมสูงมาก จากความรู้เรื่องนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านผาชันอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้อย่างดีและอยู่อย่างพึ่งพาตลอดเรื่อยมา

5

ฤดูกาลน้ำขึ้นลงตามธรรมชาติในทุกปี ทำให้ชุมชนหมู่บ้านผาชันริมฝั่งโขงเรียนรู้ได้ว่า เมื่อถึงตอนที่น้ำลดลง วิถีการทำมาหากินจะเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาที่น้ำขึ้นก็เป็นอีกวิถีหนึ่งเช่นกัน การปลูกผัก ปลูกข้าว ทำไร่ ทำสวน จึงมีความสัมพันธ์กันไปธรรมชาติของแม่น้ำ ปรับตัวไปตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความกลมกลืนและความเหมาะสมตามฤดูกาล แม่น้ำโขงจึงเป็นแหล่งอาหาร แหล่งชีวิต เสมือนเป็นที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปีจนมาถึงปัจจุบัน

สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เกษตรริมโขง

พี่น้องชาวบ้านผาชันถิ่นทั้งหมดเคยมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เคยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจนเข้าขั้นวิกฤต ปัญหานี้ทำให้ชาวบ้านพยายามเสาะหาลู่ทางในการนำน้ำมาใช้สอยเมื่อปี พ.ศ.2548 ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เข้ามาเสนอว่ามีงบประมาณมาให้ทำวิจัย เรื่องการขาดแคลนน้ำ ลุงเลยนำไปเสนอชาวบ้าน จนสุดท้ายชาวบ้านผาชันก็ได้ตกลงร่วมทำวิจัยร่วมกับ สกว.ระดมสมอง หาหนทางต่างๆในการบริหารจัดการน้ำ จนสุดท้ายจึงมีการสร้างฝายขึ้นมา และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นป่าชุมชน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร” ลุงเกิ้งเอ่ยถึงปัญหาให้ฟังอย่างละเอียด

4

หลังประสบความสำเร็จในเรื่องการจัดการปัญหาน้ำ ชาวบ้านก็พอยิ้มได้ พวกเขาเริ่มหันมามองศักยภาพด้านอื่นๆของหมู่บ้าน ก่อนจะเดินหน้าต่อด้วยการจัดตั้งกลุ่มบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นในปี พ.ศ.2548 ตามแบบความเรียบง่ายในวิถีของหมู่บ้าน ความเป็นกันเอง และความจริงใจของชาวบ้านนั้นเป็นสิ่งเติมเต็มให้เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรริมโขงได้อย่างลึกซึ้ง

ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงหมู่บ้านผาชัน มีวิถีเกษตรรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือการทำเกษตรริมโขงสภาพของดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่ถูกกระแสน้ำพัดพามา พื้นที่ทำการเกษตรตลอดริมฝั่งแม่น้ำโขงจะถูกจับจองไว้เพื่อทำการเพาะปลูกพืชเช่น การปลูกถั่วลิสง และมันสำปะหลังสังเกตได้จากทางเข้าของหมู่บ้านจะมองเห็นชาวบ้านนำมันสำปะหลังมาตากแดดทิ้งไว้ตลอดทาง เพื่อนำมาบดและแปรรูปเป็นแป้งเพื่อส่งออกไปขาย

3

วิถีชีวิตเกษตรริมโขงที่ว่านี้ ผู้ใหญ่บ้าน ได้เล่าให้ฟังว่า มีคนในหมู่บ้าน คือลุงมอญ อายุ 63 ปี เป็นบุคคลที่มีวิถีชีวิตอาศัยอยู่ตามซอกหน้าผา ใช้ชีวิตทำเกษตรริมโขงอยู่ที่นั่นประมาณ 20 ปีแล้ว คนในหมู่บ้านได้ขนานนามว่า “มนุษย์หิน”นั่นทำให้เราสนใจมาก จึงเลือกที่จะล่องเรือมุ่งหน้าไปชมวิถีชีวิตเกษตรริมโขงของลุงมอญ เราใช้เวลาล่องเรือประมาณ 30 นาทีก็ถึงจุดหมาย เบื้องหน้าเราคือชายร่างท้วม ยืนต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร เราไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปพร้อมกับคำถามที่มีอยู่ในหัวมากมาย

“การเกษตรริมโขงมีความสำคัญมากสำหรับชาวบ้านผาชัน เพราะหมายถึงปากท้องของคนในครอบครัวทุกคนและเป็นรายได้ที่จุนเจือครอบครัว ถึงแม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนัก แต่คุณค่าที่สำคัญคือการได้สืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษเอาไว้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน” ลุงมอญบอกเล่าด้วยแววตาจริงใจ  พร้อมเล่าให้ฟังต่อว่า

“ลุงไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่อยากให้วัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นหายไป ที่ลุงอยู่ดีกินดีได้ก็เพราะลุงเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบนี้จุดเริ่มต้นของลุงคือชอบใช้วิถีชีวิตแบบพื้นบ้านตามธรรมชาติ ทำประมง หาปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผักเกษตรแบบริมโขง ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่ได้มีค่าใช้จ่าย มีแต่รายได้ในการหาปลา และจะล่องเรือกลับมาในหมู่บ้านประมาณ 2-3 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เพื่อมาเอาข้าวสารกลับไปหุงกิน” ถ้อยคำที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงความรักในธรรมชาติของลุงมอญอย่างยิ่ง

การหุงข้าวตามแบบวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านผาชัน คือการหุงด้วยกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า “หลาม” ไม่เพียงเฉพาะแค่ข้าวเท่านั้น ปลาก็นำมาทำในกระบอกไม้ไผ่ได้ นี่คือวิถีชีวิตของคนบ้านผาชัน แทนที่จะหุงข้าวด้วยหม้อ แต่กลับเลือกหุงด้วยไม้ไผ่ เพราะเวลาสุกจะมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนเก่าคนแก่ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ และลุงมอญคืออีกหนึ่งคนที่ใช้วิธีการหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่

“วิถีชีวิตเกษตรริมโขง คือความเป็นตัวตนของชาวบ้านผาชัน วิถีชีวิตการแลกข้าว นำผลผลิตของตนเองที่ไม่ได้มีราคามากนักนำไปแลกข้าว แสดงให้เห็นถึงการช่วยเหลือ พึ่งพา ความเอื้ออาทรต่อกัน ความเป็นพี่น้อง ที่แม้แต่ระยะทางและความยากลำบากไม่สามารถตัดขาดลงได้”ลุงมอญเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ชื่นใจปนหัวเราะ

จากคำบอกเล่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เดิมทีเราพกความกังวลมาด้วยบ้าง แต่รอยยิ้มสดใสพร้อมคำทักทายด้วยไมตรีของคนในหมู่บ้าน ได้ปัดเป่าสิ่งนั้นหายไปจนสิ้น การเดินทางมาเรียนรู้ ซึมซับวิถีชีวิตของหมู่บ้านผาชันแห่งนี้ ทำให้มองเห็นสิ่งที่ต่างจากเมืองหลวงมากมาย เราเจอความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายโดยอยู่กับสายน้ำเสมือนเป็นสิ่งที่คอยอุ้มชูให้คนในหมู่บ้านอยู่ดีกินดี ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบ เป็นชีวิตที่ไม่ต้องมีการแข่งขัน ไม่เร่งรีบ ไม่สนใจวัตถุนิยม ซึ่งตรงข้ามกับวิถีของหลายคนที่อยู่ในเมืองหลวงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรารู้สึกปลื้มปริ่มที่ได้มาเยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้ รอยยิ้ม ความจริงใจ และความน่ารักของชาวบ้านผาชันที่คอยต้อนรับด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

การใช้ชีวิตของคนร่วมกับธรรมชาติแบบนี้ บรรพบุรุษได้สร้างฐานะและปักหลักกับริมน้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านผาชันที่ถูกสร้างขึ้นจากการสัมผัสกับแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจที่เราจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า มหานทีแห่งชีวิตริมโขง อันทำให้พวกเขามีชีวิตที่อยู่กับสายน้ำบนความอยู่ดีมีแฮงของชาวบ้านผาชัน

1

หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน : รายงาน

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: