ข่าวที่น่าสนใจ

ข้าราชการครูจ้างทำผลงานขอตำแหน่ง ผิดวินัยขั้นร้ายแรง เสี่ยงโทษไล่ออกยันจำคุก

รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 เผย มีข้าราชการครูว่าจ้างให้ทำผลงาน ชี้เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ชูมาตรการลงโทษคือไล่ออกจากราชการและยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งผิด พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 91 โดยจะส่งไปพิจารณาคดีในศาลอาญาและมีโทษถึงจำคุก ด้านผู้รับจ้างทำผลงานแจง ได้ค่าตอบแทนขั้นต่ำ 3-4 หมื่นบาทขึ้นไป ขณะที่บางชิ้นได้ค่าตอบแทนหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของชิ้นงาน

การเลื่อนวิทยฐานะที่มาพร้อมกับการทุจริต

สิบเอกนวน บุตรพรม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 (สพป.ขอนแก่น เขต 3) กลุ่มบริหารงานบุคคล เปิดเผยว่า ประเด็นการทุจริตว่าจ้างให้ทำผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะในเขต  จ.ขอนแก่นเคยมีผู้มาร้องเรียนช่วงปีพ.ศ.2553 และได้มีการสอบสวนเพื่อลงโทษผู้เกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากเป็นการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย จึงหาหลักฐานยาก และไม่มีใครให้ข้อมูล ไม่มีการเปิดเผยกรรมการที่เป็นผู้อ่านผลงาน ซึ่งเป็นความลับของทางราชการ หากไม่มีการร้องเรียนก็จะไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อ่านผลงาน

สิบเอกนวน กล่าวว่า การว่าจ้างให้ทำผลงานหรือรับจ้างทำผลงาน เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงมีมาตรการลงโทษ คือไล่ออกจากราชการและยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งยังผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพการว่าจ้างหรือรับจ้างทำผลงานวิชาการ ถือเป็นความผิด และมีผลกระทบต่อทุกคนโดยเฉพาะ นักเรียนจะได้ครูที่ไม่มีองค์ความรู้เฉพาะด้านนั้น ๆ อย่างแท้จริง ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนได้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ พัฒนานักเรียนไม่ได้ ขาดความน่าเชื่อถือและเป็นการเอาเปรียบข้าราชการครูด้วยกัน และยังเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้น มีผลเสียต่อส่วนรวม เพราะผู้ที่มีวิทยฐานะ ไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่ราชการกำหนด

สิบเอกนวน กล่าวต่อว่า การเสนอผลงานวิชาการเป็นความลับ จึงไม่ให้ผู้อ่านผลงานและผู้เสนอรู้จักกัน ให้จัดส่งผลงานผ่านทางไปรษณีย์ ประกาศไว้เป็นมาตรการของเขต ห้ามรับจ้างหรือจ้างทำผลงาน หากพบเห็นจะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดและจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ติดตามทุกกรณีที่สงสัยหรือร้องเรียน

 

กฎกติกาที่ต้องปฏิบัติ

นายบุญเรียน จันทรเสนา นิติกร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 เปิดเผยว่า การเลื่อนขั้นของข้าราชการครูมี 4 ระดับ คือ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ โดยการที่จะเลื่อนขั้นได้ จะต้องเป็นครูผู้ช่วยอย่างน้อย 2 ปี แล้วจึงจะมีสิทธิในการทำผลงานเพื่อเลื่อนขั้นวิทยฐานะ ซึ่งการเลื่อนขั้นในแต่ละขั้นจะได้รับเงินวิทยฐานะ บวกกับเงินค่าตอบแทนพิเศษ (เงินที่นอกเหนือจากเงินเดือน) เช่น ชำนาญการพิเศษจะได้รับเงินค่าวิทยฐานะ 5,600 บาท บวกกับค่าตอบแทนพิเศษอีก 5,600 บาทต่อเดือน เป็นต้น

นายบุญเรียน เผยอีกว่า จากพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 91 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ เพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

นายบุญเรียน กล่าวต่อว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนินการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่นโดยมิชอบ หรือรับจัดทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

“การว่าจ้างและรับจ้างทำผลงานเป็นความผิดวินัยขั้นร้ายแรง ในส่วนของข้าราชการครู โทษที่ได้รับคือไล่ออกหรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งหากไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็จะไม่สามารถทำการสอนได้ และส่วนของประชาชนทั่วไปที่รับจ้างทำหรือทำการช่วยเหลือสามารถเอาผิดในคดีอาญาและแพ่งต่อไปได้ กรณีกระทำความผิดไม่ถึงขั้นร้ายแรง บทลงโทษอาจโดนพักใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งการโดนพักใบประกอบวิชาชีพนั้น ไม่สามารถทำการสอนในส่วนของหน่วยงานรัฐได้ แต่ยังคงสามารถทำการสอนในหน่วยงานเอกชนได้” นายบุญเรียน กล่าว

นิติกร กล่าวต่ออีกว่า ในความผิดเรื่องจรรยาบรรณนั้น ตามมาตรา 84 วรรค 3 การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้างแรง คือการทุจริตต่อหน้าที่ของตน ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ เป็นต้น ซึ่ง ณ  ปัจจุบันถ้าใครถูกสอบสวนหรือตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด จะได้รับโทษสถานหนักคือโดนไล่ออกจากหน้าที่ หลังจากนั้นจะส่งไปพิจารณาคดีในศาลอาญาต่อไป และอาจมีโทษถึงจำคุก ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อหน้าที่ควรแก้ที่ตัวบุคคล เพราะหากทุกคนยังขาดจิตสำนึกการทุจริตก็ยังคงมีต่อไป

 

ข้าราชการที่อยากไต่เต้า

น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้จ้างทำผลงาน เปิดเผยว่า การจ้างทำผลงานนั้นสะดวกและประหยัดเวลามากกว่าการทำด้วยตนเอง เนื่องจากมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งในส่วนของการทำงานและส่วนของภาระครอบครัว จึงทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะทำผลงานและรวบรวมด้วยตนเอง ในการที่จะไปว่าจ้างให้บุคคลอื่นทำผลงานให้นั้น เพื่อนที่ที่ทำงานจะแนะนำมาให้อีกที ซึ่งคนที่แนะนำให้เป็นคนที่เคยรับจ้างทำมาก่อน และเป็นคนที่ทำผลงานเลื่อนขั้นวิทยฐานะได้ดี จึงตัดสินใจที่จะจ้าง

น.ส.เอ เผยว่า วิธีการว่าจ้างก็จะนำหัวข้องานที่จะทำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปให้กับผู้รับจ้าง เพื่อที่จะให้ผู้รับจ้างนำไปเรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดและจัดทำรูปเล่มให้สมบูรณ์ เสร็จแล้วผู้รับจ้างจะโทรศัพท์มาบอกให้ไปรับงานและจ่ายค่าตอบแทน จากนั้นก็จะนำรูปเล่มที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมาตรวจสอบความถูกต้องของชิ้นงานอีกที ก่อนที่จะส่งผลงานไปที่สำนักงานเขตฯ เพื่อขอตำแหน่งการเลื่อนขั้นวิทยฐานะ

น.ส.เอ ให้ความคิดเห็นว่า ตราบใดที่ยังมีการทำผลงานเพื่อเลื่อนขั้นวิทยฐานะ ก็จะยังมีการว่าจ้างและรับจ้างเกิดขึ้น เพื่อความก้าวหน้าของหน้าที่การงานที่จะได้มาซึ่งค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามลำดับขั้น ทำให้เป็นแรงจูงใจที่จะทำผลงาน

“ส่วนตัวคิดว่า จิตสำนึกต่อจรรยาบรรณของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองมากกว่า แต่ในเมื่อรู้ว่าคนอื่นเขาทำได้ เราก็ทำได้ เพราะผลงานทั้งหมดนั้นเป็นของเราจริง ๆ เพียงแต่แค่นำไปให้คนอื่นรวบรวมให้มันสมบูรณ์เท่านั้นเอง จะผิดก็ต่อเมื่อผลงานที่เอาไปใช้นั้นไม่ใช่ของเรา” น.ส.เอ กล่าว

ค่าตอบแทนสูงถึงหลักแสน

น.ส.บี (นามสมมติ) ผู้รับจ้างทำผลงาน เปิดเผยว่า รับทำผลงานมาประมาณ 3-4 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยรับจ้างทำผลงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนของราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสําหรับตําแหน่งที่มีวิทยฐานะ งานที่ทำมีทั้งวิทยานิพนธ์และงานวิจัย ซึ่งค่าตอบแทนในแต่ละครั้งขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นบาทขึ้นไป บางผลงานได้ค่าตอบแทนหลักแสนบาทต่อผลงาน 1 ชิ้น ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของชิ้นงานในการว่าจ้างและการทำข้อตกลงร่วมกัน ผู้ที่มาว่าจ้างจะต้องมีหัวข้องานและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาให้ทำการเรียบเรียง รวบรวมข้อมูลและอาจมีการเพิ่มเติมเนื้อหา เพื่อให้ผลงานเสร็จสมบูรณ์ ตัวผู้ว่าจ้างจะต้องรู้ว่าตนเก่งเรื่องอะไร ถนัดเรื่องไหนเพราะท้ายที่สุด ตัวผู้ว่าจ้างจะต้องไปนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อให้ผ่านการพิจารณาเลื่อนขั้นวิทยฐานะ

น.ส.บี เผยว่า การรับทำแต่ละครั้งจะมีผู้ว่าจ้างเข้ามาเสนอ โดยการสอบถามว่ารับพิมพ์งาน รับทำผลงานหรือไม่ ถ้าหากว่างก็รับทำ จะรับทำให้เฉพาะบุคคลที่รู้จัก หรือหากเป็นการแนะนำต่อกันมา ก็จะต้องรู้จักกับบุคคลที่แนะนำมา ซึ่งผู้ว่าจ้างติดต่อเข้ามาเองและมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต่อสาธารณะ การรับจ้างทำผลงานตั้งแต่เริ่มทำจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยโดนจับได้เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างนั้นรู้กันดีว่า ถ้าหากถูกเปิดเผยก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องออกจากงานหรือลดขั้นเงินเดือน

“การที่รับจ้างทำผลงานไม่เสียหายอะไรเพราะการทำงานจะต้องได้ค่าตอบแทน เราไม่รู้หรอกว่าในความคิดของคนอื่นการรับจ้างทำผลงานมันผิดไหม แต่สำหรับเรามันก็เป็นแค่การทำงานที่ได้รับค่าตอบแทน เราก็ได้เงินส่วนคนที่เข้ามาจ้างเราเขาก็ได้ผลประโยชน์ไป อาจจะเป็นการเอาเปรียบข้าราชการครูด้วยกัน แต่ทุกคนมักจะแสวงหาความก้าวหน้าให้กับตนเองโดยไม่สนใจวิธีการในการก้าวไปสู่เป้าหมาย เพื่อให้ตนมีสถานภาพที่ดีขึ้น” น.ส.บี กล่าว

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

แหล่งข่าวซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง คนที่ 1 กล่าวว่า พอรู้มาบ้างว่ามีการจ้างทำผลงาน ในการว่าจ้างให้ทำผลงานนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่าที่จะเรียกว่า การว่าจ้าง และจะมีการให้สินน้ำใจไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือของขวัญต่าง ๆ เป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือ ซึ่งหากมีการตรวจพบว่าเนื้อหาเหมือนกับผลงานอื่นที่เคยมีมาแล้ว ทางคณะกรรมการฯ ก็จะลงความเห็นร่วมกันว่า “เป็นผลงานที่คล้ายคลึงกัน” ถือเป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างหนึ่ง เพราะถ้าหากลงความเห็นว่า “มีเนื้อหาเหมือนกัน” ก็จะมีความผิดตามวินัยขั้นร้ายแรง

“เท่าที่ได้ยินมาก็จะมีการทำกันเป็นกระบวนการตั้งแต่ผู้ว่าจ้างให้ทำผลงาน ผู้รับจ้างทำผลงาน ตลอดจนคณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย คือคณะกรรมการฯ จะรู้มาก่อนแล้วว่าตนจะได้ตรวจผลงานเรื่องอะไร ใครเป็นเจ้าของผลงาน จากนั้นก็จะมีการยื่นข้อเสนอไปยังเจ้าของผลงาน ให้จ่ายสินบนเพื่อจะได้ความเห็นให้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ ท่านนั้น ๆ และได้เลื่อนวิทยฐานะ เป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน” แหล่งข่าวคนที่ 1 กล่าว

แหล่งข่าวซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง คนที่ 2 กล่าวว่า ตนเพิ่งเข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐได้เพียง 2 ปี จึงไม่ทราบว่ามีการว่าจ้างกันหรือไม่ แต่เท่าที่รู้มาอาจเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่าเป็นการว่าจ้าง ตนมีหน้าที่เพียงจัดเรียงผลงานใส่กล่อง เพื่อส่งให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้ตรวจสอบ คือข้าราชการและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีวิทยฐานะสูงกว่า โดยห้ามมิให้ผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะกับคณะกรรมการรู้จักกันเป็นการส่วนตัว และห้ามรู้ว่าผู้ใดเป็นคณะกรรมการ ตามกฎหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ว 17/2552 จะมีคะแนนกำหนดเป็นเกณฑ์ และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีต่อปี

“สำนักงานเขตเป็นหน่วยงานที่รับผลงาน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการตรวจสอบ ดังนั้น สำนักงานเขตไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ เพียงแค่ทำตามหน้าที่รับเรื่องคำร้องขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะ ซึ่งผู้ที่จะตรวจด้านที่ 3 ให้ผ่านได้นั้น ก็คืออาจารย์มหาวิทยาลัย ด้วยการที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าอาจารย์คนไหนจะเป็นผู้ตรวจ จึงอาจเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทางอาจารย์เซ็นผ่านให้กับผู้ส่งผลงาน และเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนที่ตรวจผลงานแล้วผ่านนั้นเขาจะติดต่อหรือรู้จักกับผู้ตรวจหรือไม่” แหล่งข่าวคนที่ 2 กล่าว

หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน : รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: