ข่าวที่น่าสนใจ

เตือนตั้งแผงลอยรุกล้ำทางเท้า ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 10,000

ปัญหาการจัดระเบียบร้านค้าและแผงลอยรุกล้ำทางเท้า เป็นปัญหาเรื้อรังของทุกพื้นที่ รวมถึงบริเวณถนนท่าขอนยาง – มมส (2202) เทศบาลตำบลท่าของยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม หลังจากมีการทำโครงการถนนใหม่ ซึ่งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์สาธารณะได้เต็มประสิทธิภาพ จึงเกิดช่องว่างให้เจ้าของอาคาร สร้างและวางสิ่งของเลยขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และด้วยฐานประชากรผู้ใช้เส้นทางมีมากกว่า 5 หมื่นคนต่อวัน ทางเท้าจึงกลายเป็นทำเลทองให้แก่เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายขาจร ทำธุรกิจบนทางเท้าโดยไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมาย

ว่าที่ ร.ต.อำนาจ สมน้อย รองปลัดเทศบาลตำบลท่าขอนยาง เปิดเผยว่า โดยปกติไม่สามารถวางของขายบนพื้นที่ทางเท้าหรือถนนได้ แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ฝ่าฝืน มีการให้เทศกิจออกไปตักเตือนเพื่อกำกับให้เป็นระเบียบมากขึ้น หากผู้ประกอบการยังฝ่าฝืน เทศกิจจะลงพื้นที่ไปเก็บของที่วางบนทางเท้าออกจากบริเวณนั้น ส่วนร้านค้าที่ลงหลักปักฐานก็มีการพิจารณาของหน่วยงานที่รับผิดชอบและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานนั้น

ในการปฏิบัติงานของเทศกิจ ว่าที่ร.ต. อำนาจ กล่าวว่า จะมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่ตั้งรุกล้ำให้ทราบว่าวางสิ่งของเลยขอบเขตที่กฎหมายกำหนดให้เป็นทางเท้า หากผู้ประกอบการยังฝ่าฝืน ทางเทศกิจจึงจะทำหนังสือไปยังผู้ที่มีอำนาจในการจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คือหน่วยงานการปกครองของอำเภอ ส่วนฝ่ายที่มีหน้าที่ในการจับและปรับตามกฎหมายคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น

รองปลัดเทศบาล กล่าวต่อว่า ทางเทศบาลได้มีการประชุมวางแผนมา 2 ครั้งแล้ว เรื่องการปรับโครงสร้างของถนน ให้มีการลดไหล่ทางลง เพื่อเป็นการลดปัญหาการตั้งร้านค้าบนทางเท้า แต่ยังต้องรอหลักประกันสัญญาของการก่อสร้างถนนเส้น ท่าขอนยาง – มมส (2202) เป็นระยะเวลาประกัน 2 ปี จึงจะทำการปรับปรุงโครงสร้างถนนใหม่ การจัดระเบียบทางเท้า ระบบระบายน้ำและเกาะกลางถนน เพื่อให้สภาพถนนสอดคล้องกับปริมาณรถและใช้ประโยชน์สาธารณะได้เต็มประสิทธิภาพ

IMG_2122

รองปลัดเทศบาลท่านเดิม เผยต่อว่า การตั้งวางสิ่งของบนทางเท้าอย่างเช่นกระถางต้นไม้ เก้าอี้ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าบนทางเท้าโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามพ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มาตรา 19 ระบุว่า ห้ามผู้ใดตั้งวางหรือกองวัตถุใด ๆ บนถนนเว้นแต่เป็นการกระทำในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดเห็นชอบ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

“ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเพื่อมาตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งทุกคนกลับอยากเห็นบ้านเมืองสวยงาม อยากเดินบนถนนเส้นนี้อย่างสะดวกปลอดภัย แต่กลับไม่ช่วยกันกระทำ โยนไปให้เป็นภาระขององค์กรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่พอหน่วยงานที่รับผิดชอบออกไปปฏิบัติหน้าที่ประชาชนกลับออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม บอกว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินไป แล้วสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมมันอยู่ตรงไหน” ว่าที่ ร.ต.อำนาจ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านผู้ประกอบการแผงลอยบนทางเท้า เปิดเผยว่า ตนขายข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่บริเวณนี้มา 5 ปีแล้ว ที่ต้องมาขายบนทางเท้าเพราะเมื่อก่อนบริเวณตรงนี้ยังไม่ใช่ทางเท้า แต่พอมีการก่อสร้างถนนใหม่จึงทำให้ร้านตั้งอยู่บนทางเท้าโดยอัตโนมัติ และมีรายได้ดีจนสามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี เคยมีเทศกิจมาไล่ให้ออกจากบริเวณนี้และตักเตือนว่า หากไม่ออกไปในระยะเวลาที่กำหนด ทางเทศกิจจะมายกเอาอุปกรณ์ และสิ่งของต่างไป เมื่อระยะเวลาผ่านมาหลายเดือน ไม่มีวี่แววของการมายึดร้านตามที่เทศกิจพูดไว้ ตนยังยืนหยัดที่จะขายของอยู่บริเวณนี้ต่อไปเพราะเป็นอาชีพหลักของครอบครัวที่ทำให้มีอยู่มีกินมาจนทุกวันนี้และจะไม่ย้ายไปไหน

“ถ้าหากเทศกิจมายึดร้านจริงๆ ก็ต้องยึดทุกร้านที่ตั้งเลยออกมาเขตบริเวณที่เป็นทางเท้า ตนจะยอมทำตามกฎระเบียบ หากทางเทศกิจปฏิบัติแบบนี้กับทุกร้าน โดยไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะร้านเล็ก ๆ และต้องจัดสรรสถานที่ให้ค้าขาย ไม่ใช่ไล่แล้วปล่อยลอยแพ” ผู้ประกอบการแผงลอยบนทางเท้า กล่าวทิ้งท้าย

นางสาวเกศราพร ชาดง นิสิตปี 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การมีสิ่งต่างๆ วางบนทางเท้า เป็นการเบียดเบียนพื้นที่ที่ใช้เดินเท้าไปมา ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้ใช้ทางเท้า เพราะเนื่องจากบางร้านมีการวางสิ่งของลุกล้ำจนแทบไม่เหลือทางให้เดิน ผู้ที่ใช้เส้นทางนั้นจำเป็นต้องลงไปเดินบนทางรถซึ่งมีรถผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการสัญจร แต่ถ้าเกิดการเวียนคืนทางเท้าหรือมีเทศกิจมาไล่พ่อค้าแม่ค้าให้ออกจากบริเวณนั้น จะเกิดผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีร้านค้าประจำ คืออาศัยบริเวณทางเท้าเป็นที่ทำมาหากิน

นางสาวเกศราพร กล่าวต่อว่า ทางเทศบาลควรให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย คือจัดสรรพื้นที่ในการค้าขายให้กับประชาชน หรือการตั้งข้อกำหนดการขายของบนทางเท้า ช่วงเวลาที่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ โดยเมื่อพ้นจากช่วงเวลาพ่อค้าแม่ค้าต้องเก็บสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกให้พ้นขอบเขตทางท้าวตามที่กฎหมายกำหนด

แม้จะมี พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ออกมาระบุกติกา ไปจนถึงบทลงโทษที่ชัดเจน แต่ปัญหาร้านค้าและแผงลอยรุกล้ำยังปรากฎอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: