ข่าวที่น่าสนใจ

มองต่างมุมเรื่องบัตรคนจน เกาถูกที่คันจริงหรือ ?

หากกล่าวถึงปัญหาความยากจนของประชาชนในประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกรัฐบาลยังหาทางออกวิธีที่ดีที่สุดกับเรื่องนี้ไม่ได้และยังไม่ได้รับถูกแก้ไขอย่างถาวร ที่ผ่านมามีหลายโครงการ ที่รัฐบาลทุกยุคสมัยพยายามผลักดันนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง คุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น เพื่อลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยและลดปัญหาความยากจนให้หมดไปในสังคมไทย

ปัจจุบันรัฐบาล คสช. ได้มีนโยบายโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการ e-Payment ภาครัฐ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการจัดสวัสดิการสังคมและการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าปัญหาหรือแนวโน้มที่ที่จะเกิดหลังการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีกทั้งนโยบายเช่นนี้คือทางออกที่ดีแล้วหรือไม่

นิยามของคำว่าคนจน

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนได้ลงไปสอบถามข้อมูล ดร.อุทิศ พงศ์จิรวัฒนา  อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นิยามคำว่าคนจนไว้ว่า คนที่อยู่ต่ำกว่า Poverty Line หรือเส้นแบ่งความยากจน โดยประเทศไทยของเราจะอยู่ที่ 30,000 บาท/ปี ประมาณ 2,500 บาท/เดือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่วนสาเหตุที่ทำไมต้อง 30,000 บาท เนื่องจากเป็นระดับที่ขาดแคลนสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งอาหารและไม่ใช่อาหาร ดังนั้นหากรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี ก็ถือว่าดำรงชีวิตได้ยากแล้ว

ดร.อุทิศ กล่าวต่อว่า หากเป็นลักษณะของด้านความรู้สึกของคนเรา บางคนรายได้ไม่เพียงพอก็ถือว่ายากจน บางคนรายได้มาก  แต่ยังใช้จ่ายไม่ประหยัดอย่างนี้ก็เรียกว่ายากจน หรือไม่พอใจในเงินที่ตัวเองมี อย่างนี้ก็เรียกว่ายากจนเช่นกัน แต่ถ้าตีด้วยตัวเลขจริงๆ ในประเทศไทยคือ 30,000 บาท/คน/ปี

อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ตามที่รัฐบาลออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนจน ซึ่งมีวัตถุประสงค์แอบแฝงคือเพื่อสูบฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่าง เงิน 100 บาท จะนำมาคูณกับตัวทวีหรือที่เรียกว่า Multiplier เงินก็จะมากขึ้น ดังนั้นเมื่อสูบฉีดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แน่นอนว่าระบบเศรษฐกิจก็ต้องขยายตัวขึ้น แต่จะทำให้คนอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัดตนมีความเห็นว่าไม่

“ในระยะยาวอาจจะเป็นไปได้ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายให้ประชาชน แต่ระยะสั้นๆ เป็นไปไม่ได้ เปรียบเหมือนรัฐบาลโยนขนมปังให้ประชาชน แต่รัฐบาลไม่เคยสอนวิธีการทำขนมปัง พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลป้อนให้ประชาชน แต่รัฐบาลไม่ได้สอนอาชีพไม่ได้สอนให้ทำ ในอนาคตรัฐบาลก็อาจจะมีโครงการว่าจะสอนอาชีพให้แก่ประชาชน ก็ต้องให้ความเป็นกลางกับรัฐบาลด้วย” ดร.อุทิศ กล่าว

สร้างนิสัยพึ่งพิง เป็นภาระของรัฐ

สำหรับแนวโน้มพฤติกรรมของคนที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตนั้น อาจารย์ประจำคณะการบัญชีและการจัดการ กล่าวว่า ในระยะสั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าระยะยาวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังอยู่ ตนคิดว่าก็มีสิทธิ์ คนจะเริ่มเคยตัว จะรู้ว่าสิ่งไหนที่เขาจะพึ่งพิงได้ก็จะพึ่งพิงตลอด จะมีการเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในระยะยาวมีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายนี้ว่าช่วยคนจนได้ระดับหนึ่ง เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วคนจนที่ไปซื้อของที่ร้านธงฟ้าประชารัฐจะเป็นสินค้าที่จำเป็นส่วนใหญ่ เพราะประชาชนคงไม่ซื้อรถจักรยานยนต์หรือไปซื้อโทรศัพท์ เพราะใช้บัตรซื้อไม่ได้ ฉะนั้นผมมองว่าน่าจะช่วยคนจนได้” ดร.อุทิศ กล่าว

สิทธิไม่เท่าเทียมในรัฐสวัสดิการ

ด้านปัญหาที่จะตามนั้น ดร.อุทิศ กล่าวอีกว่า อันดับแรกคือในระยะยาวพฤติกรรมของคนก็จะเปลี่ยน ปัญหาที่สองรัฐบาลพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศมาเป็นรัฐสวัสดิการ รัฐสวัสดิการก็คือ การทำให้ประชาชนได้รับสิทธิต่างๆ ของรัฐมากมาย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็บอกว่าตัวเองเป็นรัฐสวัสดิการ

“ผมก็มองว่ามันแค่คล้ายกับประชานิยม เพราะคำว่ารัฐสวัสดิการคือทุกคนจะต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกันย้ำว่าทุกคนไม่ใช่แค่คนจน แต่ตอนนี้เขาให้แต่คนจนแสดงว่ามันคล้ายกับประชานิยม รัฐบาลไม่ได้ตีว่าสิ่งนี้คือประชานิยม” ดร.อุทิศ กล่าว

อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ กล่าวต่ออีกว่า รัฐสวัสดิการคือ ทุกคนจะต้องได้รับสิทธิ์ต่างๆของรัฐ สิ่งที่ตามมาก็คือทุกคนจะต้องถูกเก็บภาษีที่แพงขึ้น ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วที่มีรัฐสวัสดิการที่ดีมาก เก็บภาษีกันมากกว่า 30% ส่วนในประเทศไทยเก็บประมาณ 14 ถึง 15 % ซึ่งไม่ได้เก็บภาษีในจำนวนที่มากพอเพื่อที่จะเอามาจ่ายให้ประชาชน

ดุลงบประมาณที่รอการแก้ไขที่ถูกจุด

อาจารย์คณะการบัญชีและการจัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นปัจจุบันประเทศไทยใช้งบประมาณขาดดุลทุกปี ปีละหลายแสนล้านบาท เมื่อขาดดุลจะทำอย่างไรเพราะเมื่อรัฐบาลไม่มีเงินต้องเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ได้เก็บเฉพาะคนยากจน คนรวยก็จะถูกเก็บภาษีมากขึ้นเช่นกัน ค่าครองชีพก็จะเพิ่ม เมื่อทุกอย่างสูงก็คนที่มีรายได้ต่ำจะอยู่ลำบากขึ้น

ในอนาคตหากมีการยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดร.อุทิศ กล่าวว่า พฤติกรรมของมนุษย์เมื่อเคยได้ค่าแรง 300 บาท ถ้าลดค่าแรงไม่มีทางทำได้แน่นอน ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คือค่าจ้างจะไม่สามารถลงมาต่ำกว่านี้ ต้องสูงขึ้นไปข้างหน้า เรื่องนี้ตนก็คิดว่าน่าสนใจหากรัฐบาลถอดออก มีปัญหาตามมาแน่นอน แต่ถ้าตัดตั้งแต่ปีแรกอาจจะไม่การปัญหามากนัก แต่ถ้าหาก 5-7 ปีไปแล้วประชาชนเกิดความเคยชิน ก็เหมือนกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ถ้ารัฐบาลชุดไหนคิดจะนำนโยบายนี้ออกมีปัญหาแน่นอน

ด้านสิ่งที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน หลังถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอนาคตจะกู้ยืมเงินได้หรือไม่นั้น อาจารย์อุทิศให้ข้อมูลว่า ต้องเห็นใจสถาบันการเงิน เพราะหากรู้ว่าคุณเป็นคนจนไม่ได้มีทรัพย์สินอะไร ถ้าปล่อยกู้ไปก็มีโอกาสที่จะเกิดหนี้สงสัยหมายถึงไม่จ่ายหนี้  แต่สำหรับตนนั้นก็คิดว่ากู้ได้แต่อาจจะยากขึ้น เนื่องจากทางธนาคารรู้แล้วว่ามีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งก็จะต้องตั้งถามกับตัวเองแล้วว่า ถ้าคุณเป็นสถาบันการเงินจะยอมให้กู้ยืมหรือไม่

บ่อเกิดของการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ

ผศ.คะนอง พิลุน อาจารย์ประจำเอกรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า การที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำให้มีการแบ่งชนชั้นคนจนคนรวยมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการลงทะเบียนที่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีบัตรแบบนี้มาก่อน เท่าที่ปรากฏในประวัติศาสตร์มีแค่สำรวจรายได้ แต่ไม่มีการออกบัตรหรือการกำหนดเรื่องสิทธิเรื่องของรายได้ที่มันชัดเจนขนาดนี้ โดยเอารายได้มาผูกโยงกับเรื่องของบัตร

“ปกติคนจนที่อยู่ต่างจังหวัดก็จนมากกว่าคนจนในเมืองอยู่แล้ว การเข้าถึงทรัพยากร เช่น การบริการสาธารณะของรัฐระบบขนส่งของเราไม่ดีเท่ากรุงเทพฯ แล้วพอพูดถึงคนที่อยู่นอกตัวเมืองไกลๆเขาจะมาจะไปอย่างไร อาจต้องออกจากหมู่บ้านเพื่อซื้อสินค้าอยู่ในตัวเมืองแล้วมีร้านเดียว บางครั้งมาซื้อแล้วของที่อยากได้หมด ยกตัวอย่าง ตาสีตาสาไม่มีรถจะเข้ามาก็ต้องเหมารถ หรือพี่น้องที่จะมาด้วยกันก็ช่วยกันเจียดเงิน เพื่อเข้าไปในอำเภอ บางหมู่บ้านห่างตั้ง30กิโลเมตรก็ต้องออกมาเพื่อหาร้านธงฟ้าประชารัฐ มีร้านเดียวอยู่ในอำเภอนั่นคือการสร้างภาระให้คนจน” ผศ.คะนอง กล่าว

เงินคนจนไม่หมุนเวียน

อาจารย์ประจำเอกรัฐประศาสนศาสตร์คนเดิม กล่าวอีกว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระคนจนแต่ถือว่าน้อย ส่วนที่ดีก็มี สำหรับบางคน 300 บาทซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้สองลัง แน่นอนว่าถ้าไม่มีส่วนนี้เขาก็จะลำบาก ส่วนที่มีประโยชน์ก็ถือว่ามีแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ที่เป็นประเด็นสำคัญคือคนจนไม่สามารถใช้บัตรซื้อของจากคนจนได้ เช่น เราจะซื้อหอมสัก 1 กำหรือปลาที่ชาวบ้านหามาขาย ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาตรงนี้ เพราะไม่มีทีรูดบัตร เงินสดนี้ก็ไปตกอยู่กับนายทุนใหญ่ที่มีกำลังในการผลิต ผงซักฟอก ยาสีฟัน

“ถ้ารัฐบาลจะให้ประชาชนไม่ต้องลำบากจะต้องเปิดโอกาส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวบ้าน ไปซื้อในห้างสรรพสินค้าเอง เพราะร้านต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการก็ไปซื้อของมาจากห้างเหมือนกัน แต่ที่เป็นร้านธงฟ้าประชารัฐเพราะอยู่ภายใต้กำหนดของกระทรวงพาณิชย์เลยต้องดึงเข้าประเด็นของธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งก็จะถูกควบคุมราคา แต่ไม่ได้ผลิตสินค้าเอง เมื่อสินค้าที่ส่งมาอย่างไรก็บวกกำไรอยู่แล้วขึ้นอยู่ว่ามากหรือน้อย เงินก็ตกอยู่ที่นายทุน”ผศ.คะนอง กล่าว

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ VS การเลือกตั้งครั้งใหม่

สำหรับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นแนวโน้มที่มีผลต่อการเลือกตั้งรัฐบาลในปีหน้านั้นหรือไม่นั้น ผศ.คะนอง พิลุน ให้คำตอบว่า

“พูดตรงๆ ว่าปีหน้าไม่ได้เลือกตั้งแน่นอน เพราะปีหน้า เขาจะประกาศว่าจะเลือกตั้งช่วงไหน จริงๆ ปี2562ก็ไม่รู้จะได้เลือกตั้งไหม” ผศ.คะนอง กล่าว

ผศ.คะนอง พิลุน กล่าวต่ออีกว่า ชาวบ้านบางคนที่เขาไม่ได้สนใจอะไร ได้เงินก็ถือว่าดี ชีวิตก็อยู่อย่างนี้แต่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลจะไม่รู้กลไกอื่นๆ ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มหาภาค ไม่รู้เรื่องภาษีที่มีการขึ้นภาษีในวันที่ 1ตุลาคม 2561จาก 7% ขึ้นเป็น 9% ซึ่งชาวบ้านไม่รู้ สิ่งแบบนี้คนจะมองว่าเป็นสิ่งไกลตัว ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปบางคนได้รับเท่านี้จะรู้สึกมีความสุข ซึ่งอาจจะมีผลต่อการเลือกตั้งก็ได้

“ทางออกที่ดีกว่าคือก็ไม่พูดถึงการยกเลิกแต่จะพูดถึงการที่เพิ่มร้านค้าให้มากกว่านี้ บางคนก็เสนอว่าให้แจกเป็นเงิน เพื่อให้เขาเอาเงินไปซื้อปลาทูหรือเพื่อไปซื้อผักอะไรก็ได้ที่เป็นเกษตรกรขายเอง ชาวบ้านซื้อชาวบ้านเงินก็จะหมุนในชาวบ้าน ที่ไม่ใช่ไปซื้อในมินิมาร์ทที่อยู่ในตัวอำเภอไกลจากหมู่บ้าน” ผศ.คะนอง กล่าวส่งท้าย

ปีก่อนจนปีนี้ไม่จน

นางนิดา ไชยอาษา ประธานชุมชนส่องเหนือ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยปีที่แล้วตนก็ได้รับสิทธิ์ แต่ก็เกิดข้อสงสัยว่าทำไมปีนี้ตนถึงไม่ได้ เมื่อสอบถามไปยังธนาคาร ก็แจ้งว่าตนมีที่นาเกิน 10 ไร่ และบ้านมีพื้นที่เกิน 25 ตารางวา ทั้งที่โฉนดที่ตนมีอยู่ก็ไม่ใช่ชื่อของตนทั้งหมดเพียงแต่มีคนนำที่มาฝากตอนโครงการนาภัยแล้ง ไร่ละ 1,000 บาท ประมาณ 10 ไร่กว่า กลายเป็นเหมารวมว่าตนมีที่ดินประมาณ 11 ไร่กว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นอุทธรณ์ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ตนไปยื่นอุทธรณ์ทางอินเตอร์เน็ตตามที่ธนาคารบอก ต้องรออีก 1 เดือนแล้วตรวจสอบใหม่อีกครั้ง

หากถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้หรือไม่นั้น นางนิดากล่าวว่า ในความคิดของตนคิดว่าช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งสินค้าสามารถใช้ในดำรงชีวิตประจำวันได้ เช่น สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ซึ่งถ้าได้บัตรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก็ดี ช่วยลดรายจ่ายของตัวเองลง

สิทธิ์ที่รู้สึกโดนแบ่งแยก

ด้านความเห็นจากผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นางสาวเบญจมาศ ชูเชิด นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า ตนไม่เข้าใจนโยบายของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่าที่ควร ในตอนแรกตนเข้าใจว่าเงินในบัตรมีการสะสมหากไม่ได้ใช้ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น สำหรับการที่ตนได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมานั้นผู้ปกครองเป็นผู้ที่พาไปตรวจสอบสิทธิ์ แต่เมื่อได้บัตรมาแล้วทำให้ตนรู้สึกโดนแบ่งแยก เพราะบางคนก็เรียกบัตรคนจน

การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน

ตัวแทนที่เข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ นายสุเทพ ศรีดามา เจ้าของร้านร้านทีมาร์ท ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่ตนเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐเป็นเพราะสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมาติดต่อ ตามนโยบายให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐ ตำบลละ 1 ร้าน แต่ส่วนมากไม่ค่อยมีร้านไหนเข้าร่วม จึงมาติดต่อร้านตน ซึ่งมาชักชวนว่าจะสมัครหรือไม่ ตนจึงสมัครเข้าร่วม ทางพานิชไม่ได้แจ้งข้อมูลที่ชัดเจนและไม่ได้หาสินค้าราคาถูกมาให้ แต่ในความเป็นจริงร้านตนต้องหาสินค้าเองทุกอย่าง

เจ้าของร้านร้านทีมาร์ท ให้ข้อมูลต่อว่า ตอนที่ไม่เข้าร่วมรายได้ก็ถือว่าพออยู่ได้ แต่เมื่อเข้าร่วมธงฟ้าประชารัฐ สร้างความเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่า เพราะคนเยอะขึ้นแล้วบางครั้งการจัดการร้านตนไม่เพียงพอ เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วมันลงไม่ได้ เมื่อคิดจะลาออกหน่วยงานรัฐก็มาขอให้ทำแค่เล็กน้อยก็ได้

“สินค้ารัฐบาลไม่เคยให้อะไรมาเลย ทุกอย่างหาเองหมด ซื้อเองทุกอย่าง มีแต่บอกว่าเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ แต่ทุกอย่างควักกระเป๋าเองหมด ซึ่งสินค้าธงฟ้าที่ร่วมรายการมีแค่46รายการ แต่สินค้าให้เราหาเองซื้อมาเอง” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ เล่าต่ออีกว่า หลังจากที่เข้าร่วมโครงการก็ไม่บอกว่าจะให้อะไรบ้าง เรื่องภาษีก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ ตนไปถามที่ประชุมเรื่องภาษีก็บอกตนต้องจ่ายรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้ส่วนบุคคลเดิมทีต้องจ่ายอยู่แล้ว ถ้าหากมีภาษีย้อนหลังร้านตนจะทำอย่างไร ตนต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจน

ไม่ใช่เจ้าของสิทธิ์ทำแทนไม่ได้

เจ้าของร้านทีมาร์ท กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนคิดว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลยังให้ข้อมูลไม่เพียงพอ เช่น หนังสือมอบอำนาจก็ไม่แจ้งให้ทราบแต่แรกแล้วมาบอกทีหลัง บางครั้งคนบ้านเดียวกัน ตายาย พ่อแม่ลูก อยู่บ้านเดียวกัน ฝากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันมาซื้อสินค้า แม้นามสกุลเดียวกันก็ทำแทนกันไม่ได้ ซึ่งลูกค้าต้องเหมารถมาจากบ้านนอกมาใช้สิทธิบัตรเมื่อใช้แทนกันไม่ได้แล้วตนต้องมารองรับอารมณ์คนหลากหลายรูปแบบ

“บางคนไม่รู้เรื่อง เช่น แม่แก่แล้วให้ลูกมารับแทนก็ทำไม่ได้ ผมก็ให้ไม่ได้เพราะกฎก็คือกฎ เราต้องรองรับอารมณ์คนหลายรูปแบบ ผมอยู่ของผมดีๆก็ขายได้ เจออันนี้หนักเข้าไปอีก” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นกล่าวได้ว่ามีช่องโหว่ที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะในความเป็นจริงบางคนก็ไม่ได้จน เช่น นักศึกษาที่มาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์นั้นบางคนก็อาจไม่ได้จนจริงๆ เช่น พ่อแม่มีรถหรูให้ขับ แต่เขาไม่มีรายได้ผ่านบัญชี ซึ่งบางคนอาจจะคนจนมากกว่า แต่ดันไปเผลอมีเงินตอนปี 2559 หรือบางคนเพิ่งมายากจนหลังจากหมดเขตการลงทะเบียนก็ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นไม่ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นประโยชน์กับใคร นั่นคงไม่สำคัญเท่าการทำมาหากินเลี้ยงชีพด้วยลำแข้งของตนเอง

ในท้ายที่สุดการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็อาจจะมีคำถามตามมาไม่หยุดว่าความยากจนสามารถวัดได้จากการตรวจสอบย้อนหลังเพียง1ปีเท่านั้น? และการแจกบัตรดังกล่าวเป็นการช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ถูกจุดแล้วจริงๆ หรือ?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: