ข่าวที่น่าสนใจ

เตือนผักเครื่องเคียงสุดฮิต ระวังฤทธิ์สารเคมี

นักวิชาการเตือน ระวังสารเร่งการเติบโตและยาฆ่าแมลงในแตงกวาและกะหล่ำปลี  ด้านตัวแทนชุมชนแนะ อยากให้ มมส ส่งเสริมการขายผักปลอดสารพิษของชาวบ้านมากกว่านี้

อาจารย์ ดร.วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม  รองคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ปัจจุบันส้มตำเป็นอาหารสากลไม่ใช่อาหารพื้นบ้าน อยู่ที่ไหนก็มีส้มตำ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือผักที่ไว้ทานเป็นเครื่องเคียง ซึ่งสมัยก่อนจะเห็นว่ามี ผักบุ้ง ผักกะเฉด ยอดบัว ถัวฟักยาว ผักเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ซื้อ จะเป็นผักท้องถิ่นที่หาได้โดยธรรมชาติไม่ได้ปลูกขึ้นเองแต่อย่างใด

อาจารย์ ดร.วรรณศักดิ์พิจิตร กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป เมืองมีขนาดใหญ่ขึ้นและชนบทมีขนาดเล็กลง ผักเหล่านี้จึงหายาก ทุกอย่างถูกเปลี่ยนมาเป็นการค้า ในการปลูกจะฉีดยาให้ทันเก็บผลผลิต ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพต้องลดลง อีกทั้งเสี่ยงต่อสุขภาพเพราะมีสารตกค้าง ซึ่งทั้งนี้แตงกวากับกะหล่ำปีเป็นพืชผักที่มีราคาต่ำ เพราะฉะนั้นร้านส้มตำทุกร้าน ร้านลูกชิ้น ร้านอาหารต่างๆ จึงมีผักที่รับประทานร่วมเป็นกะหล่ำปีกับแตงกวาเสียส่วนใหญ่

“สารฉีดเร่งให้ผักเติบโตเร็วคือ สารท็อคซิล เมื่อรับประทานเข้าไปมากๆ เกิดการสะสม อาจกลายเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งคำแนะนำเวลาใช้สารพวกนี้จะมีการใช้คือ เมื่อฉีดแล้ว 5-10 วัน จึงจะเก็บผลผลิตได้ แต่ในปัจจุบันการเกษตรกรจำเป็นต้องผลิตให้ทันรถขนส่ง เกิดการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนครบกำหนด ส่งผลให้มีสารท็อคซิลตกค้างจำนวนมาก” คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม กล่าว

ด้านนาย อดิศร เหล่าสะพาน ประธานศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านดอนมัน หมู่ที่13 ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เผยว่า “ปัจจัยที่ทำให้แม่ค้าซื้อเพียงแตงกวาและกะหล่ำปลี เพราะการค้าขายเป็นเชิงธุรกิจ กะหล่ำปลีมันขึ้นห้างได้ ร้านอาหารหลายร้านต้องการ ทิศทางของการตลาดมันคล่องตัวกว่า ส่วนผักพื้นบ้านคนสมัยใหม่จะไม่รู้จักจึงเลือกที่จะไม่ทาน ถั่วฝักยาว แตงกวา จะปลูกได้ดีในแถบทางภาคเหนือ ภาคอีสานจะปลูกได้ผลไม่ดีเท่า และสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย หากเราปลูกตามฤดูกาลจะไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ถ้าปลูกนอกฤดูกาลจะใช้สารเคมีเยอะ”

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ตนจะไม่ใช้สารเคมี เพราะปลูกรับประทานภายในครัวเรือนไม่เน้นขายออกสู่ตลาด อาจจะมีการขายตามตลาดในชุมชนบ้าง เช่น ตลาดสีเขียว ที่จำหน่ายทุกวันพุธ ที่บริเวณถนนทางเข้าอาคารสโมสรบุคลากร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และตลาดศรีสวัสดิ์ในเมือง แต่ทางภาคอื่นจะปลูกเพื่อธุรกิจ ปลูกเป็นอาชีพและมีการจ้างคนฉีดสารเคมี และมักจะมองข้ามว่าตนเองก็ต้องสัมผัสกับสารเคมีอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ชาวบ้านที่เพชรบูรณ์ที่ฉีดสารเคมีมีอาการแขนบวม มีผื่นขึ้น คนกินเองก็ได้รับผล ทานไปมาก ๆ ก็สะสมภายในร่างกาย หรืออย่างการเลี้ยงวัว ชาวบ้านที่มีการฉีดสารเคมีลงไปในแปลงผัก จะไม่ให้วัวกินหญ้าในบริเวณนั้น เพราะถ้าวัวกินหญ้าจะทำให้ร่างกายผอม ขุนไม่ขึ้นเนื่องมาจากละอองสารเคมีที่ตกค้างบนหญ้า ถึงขนาดชาวบ้านบางคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นไตวายจนเสียชีวิต

“ที่หมู่บ้านของเราจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ และเลิกใช้สารเคมีมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา และจัดสรรพื้นที่การปลูกผักปลอดสาร ส่วนใหญ่ผักที่ปลูกจะปลูกเพื่อกินในครัวเรือน ยกเว้นเห็ด ที่จะมีการทำฟาร์มเห็ดเพื่อส่งขาย ซึ่งการปลูกแบบปลอดสารส่งผลดีในหลายด้าน เช่น คนปลูกมีสุขภาพดี ดินดี อย่างเช่นบริเวณที่ปลูกของเรา ดินและน้ำจะมีความเค็ม เราจึงต้องเปลี่ยนดินให้มีคุณภาพที่เหมาะสม การส่งขายของเรายังถือว่าได้กำไรมากกว่าคนที่ใช้สารเคมี ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเพราะไม่ต้องเสียค่ายาฆ่าแมลง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราต้องดูแลเองในทุกขั้นตอน” นายอดิศร กล่าว

ประธานศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านดอนมัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูว่าผักปลอดสารเคมีหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผักจะต้องมีรอยกัดของแมลงตามที่เคยได้ยินมา เพราะปัจจุบันมีการใช้เหตุผลนี้มาหาผลประโยชน์ เช่น อาจจะปล่อยให้แมลงลงไปกินผักแต่สุดท้ายก็จะฉีดยาฆ่าแมลงตาม ซึ่งมันเป็นเทคนิคของเหล่าพ่อค้าแม่ค้า ทุกวันนี้ผักทุกอย่างในตลาดหากไม่ใช่ผักที่ปลูกเองก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น การที่มีแค่ผักกะหล่ำหรือแตงกวาในตลาดอาจเพราะไม่มีตัวเลือกมากนักและผู้บริโภคก็เช่นกัน

นายอดิศร เหล่าสะพาน เสนอความเห็นว่า อยากให้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดพื้นที่ในการวางจำหน่ายผักปลอดสารพิษและผักพื้นบ้าน โดยที่ราคาค่าเช่าสมเหตุสมผลและไม่แพงนัก ซึ่งค่าเช่าโดยทั่วไปจะมีสองส่วนคือ 1.ค่าเช่าตามปกติ 2.ค่าเช่าใต้โต๊ะ ซึ่งบางครั้งราคาในข้อที่ 2 จะสูงกว่ามาก  ทำให้ชาวบ้านไปวางขายได้ยากด้วยเหตุผลเชิงธุรกิจ

หากทางแต่ละคณะอยากให้มีการวางขายผักปลอดสารก็สามารถเสนอกับทางมหาวิทยาลัยได้ ทำเป็นโมเดลขึ้นมาและมีการตั้งเกณฑ์ขึ้นมาว่าใครสามารถเข้ามาขายได้ อาจทำเป็นคูปองเงินสดก็ได้ ซึ่งเราเคยได้เข้าไปคุยกับทางอธิการบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ไม่สามารถวางขายในตลาดน้อยได้เพราะขัดผลประโยชน์

นายอังคาร อินอุ่นโชติ นิสิตชั้นปีที่4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ เผยว่า ตนเองชอบทานส้มตำและชอบทานผักประกอบแต่ร้านที่ไปรับประทานส่วนใหญ่ก็จะมีผักเดิมๆเช่นกะหล่ำปลีและแตงกวา ซึ่งในการรับประทานแต่ละครั้งก็ไม่ได้สังเกตว่าผักนั้นได้ล้างทำความสะอาดหรือไม่ บางครั้งรับประทานเข้าไปลิ้นชาบ้าง รู้สึกผักขมแปลกๆบ้าง จึงทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรสชาติแปลกๆที่เจอ ทำให้กังวลว่าอาจมีสารเคมีตกค้างอยู่ในผัก

ตนอยากให้หน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับอาหารมาตรวจสอบความสะอาด หรือตรวจสอบว่ามีสารตกค้าง และทำถูกต้องตามกรรมวิธีหรือไม่ เพราะสารพวกนี้เมื่อสะสมในร่างกายมากๆก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งตนมีความเห็นว่าในมหาวิทยาลัยควรมีร้านค้าที่ขายผักปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพที่ดีของนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: