ข่าวที่น่าสนใจ

แรงศรัทธาท่ามกลางธรรมชาติที่เมืองร้อยเอ็ด

“โห้ สวยขนาดนี้ เราไปอยู่ที่ไหนกันมาเนี่ย”

นั่นเป็นคำพูดแรกที่กลั่นออกมาจากความรู้สึก หลังจากที่เราเดินทางมาถึงวัดที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุด วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองพอก ของจังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยทุนสร้างมหาศาลพร้อมกับธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลายไปมากหนัก วัดแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อตอกย้ำความรุ่งเรืองของร้อยเอ็ดอีกครั้ง

เช้าแห่งการเดินทาง

แสงยามเช้าของวันใหม่สาดส่องลงมาเป็นสัญญาณเตือนว่า เราและกลุ่มเพื่อนมีนัดสำคัญ เพื่อเดินทางไปที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยการเดินทางในครั้งนี้เราตั้งชื่อว่า “ทริปแสวงบุญ” เพราะเราจะพาทุกท่านไปเยี่ยมชมวัดถึงสองแห่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในร้อยเอ็ดกันเลยทีเดียว

สองข้างทางถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่พริวไหวไปกับสายลมความงามของธรรมชาติสองข้างทางทำให้เราต้องปรับกระจกรถลง ลมธรรมชาติจากนอกรถกระทบเข้ากับใบหน้าทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งบรรยากาศกำลังได้ที่พอดี เนื่องจากต้นไม้ที่ขึ้นสองข้างทางบดบังแสงแดดตลอดทางทำให้รู้สึกไม่ร้อนเท่าใดนัก

IMG_8600.jpg

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล

สถานที่แรกที่เราจะพาเยี่ยมชมนั้นคือ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ชาวบ้านที่นี่เรียกกันว่า วัดผาน้ำทิพย์หรือวัดผาน้ำย้อย สิ่งที่สวยงามนี้ถูกสร้างขึ้นบนยอดภูเขาเขียว แนวเทือกเขาภูพาน ตั้งสง่างามสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ทำให้ผู้ที่ผ่านสัญจรไปมาเป็นอันต้องมนต์สะกดขึ้นไปเยี่ยมชมทุกครั้ง พระมหาเจดีย์ชัยมงคลใช้งบประมาณในก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท โดยดำเนินการสร้างโดย “พระอาจารย์ศรี มหาวิโร” ซึ่งเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ลวดลายต่างๆถูกออกแบบโดยกรมศิลปากรใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานเป็นการผสมผสานระหว่างพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม ทำให้มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์โดนเด่นยิ่งหนัก

สองเท้าย่างเก้าลอดซุ้มประตูเข้ามาเราจะพบกลับประดิษฐานพระสาวกสีทองเหลืองอร่ามปรางค์นั่งสมาธิรอบด้านนอกของเจดีย์นับร้อยองค์ทำให้ผู้ที่พบเห็นเป็นต้องแวะกราบไหว้ขอพรก่อนจะเดินทางเข้า พระมหาเจดีย์ แม้แต่เรายังต้องอยุดเพื่อกราบไหว้และชมความงามโดยรอบก่อนจะเดินเข้าสู่พระมหาเจดีย์

IMG_8333

บ่อน้ำพุและแรงศรัทธา

หลังจากที่เราเดินชมประดิษฐานพระสาวกอยู่นานพอสมควร ก็ได้เวลาเดินทางเข้าสู่พระมหาเจดีย์โดยระหว่างทางเดินกว่า 200 เมตรนั้น ทันใดนั้นเราได้ยินเสียงเหมือนเหรียญตกจำนวนมากจึงรีบเดินปรี่เข้าไปดูก็พบกับผู้คนยืนร่ายล้อมน้ำพุสีทองอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อโยนเหรียญขอพร ซึ่งเป็นวิธีขอพรที่หลายประเทศเลือกใช้รวมถึงสถานที่แห่งนี้ มีความเชื่อว่าหากหันหลังโยนเหรียญลงในสระน้ำพุได้ก็จะสามารถขอพรได้ 1 ข้อ และก็จะสมหวังในพรนั้นด้วย แม้แต่เรายังต้องควักเหรียญขึ้นมาเพื่อทำตามสิ่งที่ปราถณาไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป

พระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ถูกแสงกระทบส่องสีทองแปล่งประกายออกมาจากพระมหาเจดีย์จึงทำให้เราละสายตาจากน้ำพุทันทีและเดินเข้าสู่พระมหาเจดีย์อย่างไม่รีรอเหมือนถูกดึงดูดจากประติมากรรมที่งดงาม พระมหาเจดีย์แห่งนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น นี่คือชั้นแรกขององค์พระมหาเจดีย์เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ผนังจารึกนามทานาธิบดีต่างๆ และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่กึ่งกลางห้องเพื่อให้ประชาชนกราบไหว้ ชั้นนี้ใช้สำหรับเป็นห้องประชุมและบำเพ็ญบุญ

หลังจากเดินสำรวจอยู่นานก็ขึ้นมาถึงชั้นที่ 2   ชั้นนี้ติดรูปพุทธประวัติ และมีการแกะสลักลวดลายไทยที่งดงามจนทำให้พวกเรานั้นเดินชมจิตกรรมชิ้นเอกนี้จนทั่วห้องโดยไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อยและเข้าใจความเป็นมาของพุทธประวัติมากขึ้นอีกด้วย  ด้วยลวดลายที่งดงามนี้ยังทำให้เราอดใจรอไม่ใหวที่จะขึ้นไปสู่ชั้นที่ 3  เมื่อเราเดินขึ้นมาถึงนั้นก็ทำให้เราตลึงอีกครั้ง เพราะชั้นนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปพระณาจารย์ ปราชญ์ อีสานในอดีต โดยการแกะสลักรูปเหมือนจากหินอ่อนและหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโนถึง 101 องค์ ชั้นที่ 4 นั้นจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงวัดวาอารามต่างๆ สถานปฏิบัติสม ถะวิปัสสนา กรรมฐาน ของหลวงปู่ศรี สุดท้ายชั้นที่ 5 เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบักหำอีดาวอีหลอด เป็นห้องโถงใหญ่รูประฆังแปดเหลี่ยมสีทองเหลืองอร่ามราวกับห้องบนสรวงสวรรค์

ในชั้นสุดท้ายนี้ท่านสามารถเดินออกมาชมวิวภายนอกได้ และท่านจะได้พบกับจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในอำเภอหนองพอกเลยก็ว่าได้ กล้าพูดได้เลยว่าเจดีย์แห่งนี้มีความงดงามที่สุดในภาคอีสาน

IMG_8435

วัดถ่ำโสดากับความสวยงามของธรรมชาติ

หลังจากเยี่ยมชมพระมหาเจดีย์อยู่นานเราก็ได้ออกทางสู่สถานที่แห่งที่สองซึ่งห่างกันไม่ไกลมาก นั่นคือวัดถ้ำโสดา วัดแห่งนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมากเพราะมีน้ำตกที่สวยที่สุดในร้อยเอ็ดร่วมอยู่ในที่แห่งนี้อีกด้วย ซึ่งน้ำตกแห่งนี้เโดยคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่เล่าว่า มีสองสามี-ภรรยา ชื่อนายโสและนางดาได้ออกไปหาของป่าเป็นประจำและได้มาพักที่น้ำตกแห่งนี้ทุกครั้งเพื่อดื่มน้ำ ทำให้ชาวบ้านตั้งชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกถ่ำโสดา”

วัดแห่งนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติระหว่างทางเดินเข้าสู่วัดท่านจะพบกับก้อนหินขนาดใหญ่และต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธ์ตลอดทางเดิน ทำให้ทางเดินเข้าวัดแห่งนี้มีความไม่เหมือนใครเมื่อท่านเดินเข้าถึงจุดกราบไหว้ท่านจะได้พบกับน้ำตกจากด้านบนไหลสู่เบื้องล่างผ่านหมู่มวลก้อนหินมากมายทำให้เกิดเป็นชั้นหินขึ้นหลายชั้น แต่ละชั้นของหินจะพบกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากนั่งพักผ่อนกินข้าวและเล่นน้ำ มีความงามคลายคลึงกับน้ำตกเจ็ดสาวน้อยของอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายในถ้ำซึ่งเป็นจุดกราบไหว้นั้นท่านสามารถมองผ่านเป็นม่านน้ำตกที่เกิดจากธรรมชาติเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อชมทิวทัศน์เบื้องล่างได้อีกด้วย ช่างเป็นภาพที่สวยงามที่เกิดจากผลงานของธรรมชาติที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นมา

 มาแล้วเอาให้คุ้ม

หลังจากที่เราเดินทางออกจากน้ำตกถ่ำโสดาทันใดนั้นมีเสียงพูดขึ้นมาว่า “ไหนๆก็มากันแล้วก็เอาให้มันคุ้ม” น้ำเสียงที่จริงจังพูดมาจากด้านหลังของรถทำให้พวกเราในรถเกิดความหึกเหิมขึ้นและได้ตกลงกันว่าจะแวะสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างทางกลับก่อนพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า  ขับมาได้ไม่นานเราได้เหลือบเห็นป้ายชี้ทางไปสถานที่หนึ่ง ชื่อว่า สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี และป้ายบอกว่าอีก 10 กม. เท่านั้น ด้วยความอยากรู้ของชื่อที่แปลกและน่าสนใจนี้เราจึงรีบขับรถไปเพื่อดูว่ามันคืออะไรกันแน่

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย เมื่อมาถึงท่านจะพบกับป่าไม้ทึบขนาดใหญ่ถูกแบ่งสันปันส่วนแยกหมวดหมู่พันธุ์ไม้นานาพันธุ์อย่างชัดเจน  ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดงมะอี่ ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บนเนื้อที่กว่า 1000 ไร่ ซึ่งพันธุ์ไม้ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ไม้ในป่าเบญจพรรณตามวรรณคดี เรายังสามารถขับรถยนต์ชมโดยรอบได้อีกด้วย

IMG_8632.JPG

ความบังเอิญก่อนพระอาทิตย์ลาลับ

หลังจากขับรถชื่นชมสวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีอยู่นานนั้นพวกเราตกลงกันว่าจะเดินทางกลับก่อนพระอาทิตย์ตก แต่ความบังเอิญนั้นทำให้เราได้พบกับกลุ่มนักท่องเที่ยว 3- 4 คันที่ได้โบกมือทักทายก่อนจะผ่านหน้าเราไป  ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเรากลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต้องเสี่ยงกับการเดินทางออกจากป่าตอนฟ้ามืด ซึ่งเพื่อนในกลุ่มหนึ่งคนไม่เห็นด้วยที่จะเดินทางตามนักท่องเที่ยวไป แต่ยังไงที่นี่ก็ประเทศไทยต้องทำตามเสียงส่วนมาก ประชามติเป็นเอกฉันท์ เราจึงเดินทางต่อเพื่อจะไปดูว่าเขาไปที่ไหนกัน  เมื่อเราไปถึงเราก็พบกับจุดชมวิวซึ่งเป็นหน้าผาสูงชั่นมีชื่อว่า  ผาหมอกมิวาย  รอบบริเวณเต็มไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวนับ 10 คน กำลังกางเต็นท์กัน บางก็ถ่ายรูป จุดชมวิวที่นี่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก

เบื้องหน้าที่เรามองเห็นนั้นมีดวงตะวันสีส้มเหมือนไข่เค็มกำลังคล้อยต่ำหลบเหลือบลงระหว่างภูเขา พวกเรายืนแน่นิ่งมองตะวันดวงส้มเคลื่อนต่ำลงอย่างใจเย็นเหมือนถูกสะกดไปพร้อมกับนักท่องเที่ยวบางส่วน เมื่อพระอาทิตย์ลาลับพวกเราได้สติกลับคืนและพากันเดินทางกลับ พร้อมกับความประทับใจอย่างมาก

การเดินทางของเราในครั้งนี้ทำให้พบกับธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวความศรัทธามากขี้น รวมไปถึงความอดทนเพื่อเป้าหมายที่เราจะไป ไม่ใช่แค่เป้าหมายที่สำคัญระหว่างทางก็จะอยู่ในความทรงจำของเราเช่นกัน เที่ยววัดก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบแถมยังได้บุญอีกด้วย

หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน รายงาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: