ข่าวที่น่าสนใจ

สักการะพระธาตุพนม เชยชมกลิ่นไอรัก

เข้าสู่เดือนแห่งความรักอย่างเป็นทางการ ในช่วงต้นสายปลายหนาว ก่อนฤดูกาลจะผลัดเปลี่ยนเป็นไอแดดของฤดูร้อนอย่างเต็มตัว จะว่าไปไม่ว่าจะฤดูกาลใดเมืองไทยของเราก็ยังคงสาดไอแดดอันร้อนระอุแผ่ไปทั่วทุกหนทุกแห่งอยู่ดี

ฉันออกเดินทางในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากไปช่วงที่มีคนเยอะ และผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นคนในครอบครัวที่ฉันรักและเขาก็รักฉัน นั่นก็คือ ย่าของฉันเอง ถ้าพร้อมแล้วเรามาร่วมออกเดินทางไปพร้อมๆ กันเลย กับต้นทาง “มหาสารคาม” สู่ปลายทางที่ “นครพนม”

ความเป็นมากับศรัทธาแห่งองค์พระธาตุ

แสงแรกของเช้าวันออกเดินทางได้มาเยือน พร้อมกับลมหนาวที่ปกคลุมไปทั่วมหาสารคาม และตลอดเส้นทางจนถึงนครพนม เมืองที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว มีเพียงแม่น้ำโขงเป็นตัวกั้นเขตแดนระหว่างเราเท่านั้น

ครั้นเมื่อถึงปลายทางแห่งแรกของทริปนี้ อากาศอันหนาวเหน็บที่เคยฝันไว้ก็เริ่มทุเลาลงเสียแล้ว เหลือเพียงลมหนาวที่โชยมากระทบผิวฉันเบาๆ เท่านั้น และตอนนี้ฉันอยู่ ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนม และเพื่อนบ้านฝั่งลาว ไม่ว่าแขกไปใครมาต่างก็หลั่งไหลกันมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสาย ที่นี่คือ พระธาตุพนม ณ วัดธาตุพนมวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ฉันนึกฉงนในใจว่า เหตุใดในวันนี้ถึงมีบูธขายของตั้งเรียงรายรอบบริเวณทางเข้าพระธาตุกันมากมายถึงเพียงนี้ เมื่อสืบจากแม่ค้าละแวกนั้นจึงได้ความว่า ในทุกๆ วันที่ 31 มกราคม จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ของทุกปีจะมีงานนมัสการองค์พระธาตุ ไม่รู้จะเรียกว่าความบังเอิญหรือพรหมลิขิตกันแน่ที่นำพาฉันกับย่าให้มาทันงานวันสุดท้ายพอดิบพอดี ไม่รอช้ารีบเข้าไปกราบไหว้ขอพรองค์พระธาตุเสียเลยเพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งยังได้สายสิญจน์และน้ำมนต์เคาะหัวจากหลวงพ่อ เรียกได้ว่ารับพรกันไปเต็มๆ เลยทีเดียว จากนั้นก็เดินศึกษาประวัติความเป็นมารอบๆ บริเวณพระธาตุ มาเยือนถึงถิ่นทั้งทีนอกจากจะรับศีลรับพรแล้ว ก็ต้องรับความรู้ไปเสียหน่อย ทางฝั่งย่าก็ขอตัวพาร่างอันตุ้ยนุ้ยไปพักที่ม้านั่งละแวกนั้น เพราะแดดเริ่มแผดเผาเนื้อหนังมังสาเข้าเสียแล้ว เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยกันทั้งย่าหลาน

ตามตำนานว่ากันว่าองค์พระธาตุหรือพระธาตุพนมบรมเจดีย์แห่งนี้ มีอายุมาราวๆ 2500 ปีมาแล้ว ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอกของสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า พระมหากัสปะเถระพร้อมด้วยเจ้าพญาทั้ง 4 พระองค์ เป็นผู้ร่วมบุญในการก่อสร้าง มีการปฏิสังขรณ์ต่อเติมครั้งใหญ่ด้วยกัน 3 ครั้ง และมีเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวเมืองตื่นตระหนกนั้นก็คือ การล้มขององค์พระธาตุ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เป็นวันที่ฝนตกพรำต่อเนื่องกันหลายวัน ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำให้องค์พระธาตุอันเป็นเจดีย์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่เกิดการผุกร่อนของฐานที่สูง 8 เมตร ล้มลงอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นก็บูรณะใหม่โดยใช้เวลาร่วม 1 ปี ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม จนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่านับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุ มีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม ปัจจุบันองค์พระธาตุ มีฐานกว้างด้านละ 12 เมตร สูง 53 เมตร มีทั้งหมด 6 ชั้น รวมกับฉัตรที่อยู่สูงสุด เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงแลดูสง่างาม และยืนยงอยู่คู่บ้านคู่เมืองนครพนมจวบจนทุกวันนี้

พระธาตุพนมในยามราตรีที่มีเพียงเรา

หลังจากที่สักการะพระธาตุพนมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ และฉันคิดว่ามันคงยังไม่คุ้มค่ากับการเดินทางกว่า 5 ชั่วโมง ขอสัมผัสความงามขององค์พระธาตุในยามค่ำคืนเสียหน่อยดีกว่า ฉันกับย่าเดินลัดเลาะจากที่พักไปตามริมฝั่งโขง ปะทะกับลมที่พัดผ่านเบาๆ ถนนทั้งสายมีร้านอาหารและที่พักเต็มไปหมด แต่ก็คงไม่ครึกครื้นเหมือนกับในเมือง ถือว่าบรรยากาศยามเย็นของที่นี่ดีเกินคาด แถมมีป้ายสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำอีกด้วย ลองแอบส่องดูก็เพิ่งรู้ว่านครพนมเป็นเมืองที่มีพระธาตุถึง 8 องค์ และที่น่าสนใจคือแต่ละองค์เป็นพระธาตุประจำวันเกิด อย่างพระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำของคนที่เกิดวันอาทิตย์

สองย่าหลานเดินไปเรื่อยๆ ลัดเลาะตามซอกซอย จนมาโผล่ที่หน้าประตูเมืองเรืองอร่ามรัษฎากร เป็นวงเวียนก่อนถึงทางเข้าไปยังองค์พระธาตุพนมสวยงามสมชื่อ ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าปนขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเหลืองเสียแล้ว ฉันเงยหน้ามององค์พระธาตุพร้อมตกหลุมรักความงามในยามที่ไฟสาดส่องใส่กันเพื่อประชันแสง เมื่อตกกระทบกับทองคำบนเจดีย์แต่ละชั้น สีทองอร่ามส่องประกายไปทั่ว เมื่อชื่นชมความงามจนหนำใจก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่งได้มาสักการะพระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ และดื่มด่ำบรรยากาศกับความงามในเมืองที่แปลกหูแปลกตาจากที่เคยอยู่

ซุ้มประตูเรืองอร่ามรัษฎากร
ซุ้มประตูเรืองอร่ามรัษฎากร

พระธาตุพนมยามค่ำคืน

พระธาตุพนมยามค่ำคืน2
พระธาตุพนมยามค่ำคืน

วิถีชีวิตคนริมโขง เชื่อมโยงคนสองฝั่ง

โฮ่งๆๆ… เสียงของเจ้าสุนัขพันธุ์อะไรก็มิทราบ เพราะฉันไม่เห็นแม้แต่เงา มันส่งเสียงดังปลุกคนไปทั่วสารทิศ คล้ายกับเป็นการประกาศอาณาเขตให้ตัวอื่นรู้ ว่าถิ่นนี้ข้าคุม

ฉันตื่นขึ้นมาได้ก็เพราะเสียงของเจ้าสุนัขตัวนั้น ซึ่งถือเป็นการตื่นเช้าที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกแม้แต่น้อย ฉันสูดกลิ่นของธรรมชาติและรับวิตามินจากแสงของดวงอาทิตย์เข้าไปเต็มที่ พร้อมลุยยังสถานีต่อไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง โจ๊กหมูใส่ไข่ร้อนๆ ในยามเช้ากับอาหารเวียดนาม ที่ได้ยินเจ้าของโฮเทลพูดแว่วๆ ว่า มันคือ ปาเต หรือ ขนมปังเวียดนาม คล้ายกับอาหารฝรั่งเศส เพราะนอกจากปาเตจะเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว สมัยก่อนเวียดนามเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส คงไม่แปลกที่จะรับวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งอาหารการกินติดมาด้วย ปาเตของเวียดนามจะเป็นไส้หมูยอ กุนเชียง แล้วก็ผักสองสามอย่าง เป็นรสสัมผัสที่แปลกใหม่ และอร่อยใช่เล่น ย่ากินเพียงโจ๊ก เพราะตัวขนมปังค่อนข้างแข็ง ฉะนั้นปาเตทั้งสองจานจึงตกเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว

ได้เวลาออกเดินทางไปยังสถานีที่สอง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 และเลยไปสักการะพระธาตุท่าอุเทน ที่อำเภอท่าอุเทน ห่างจากตัวเมืองนครพนมราว 32 กิโลเมตร และห่างจากสะพานราว 22 กิโลเมตร ฉันกับย่าไม่ได้มารถส่วนตัว เพราะไม่มีใครว่างมาด้วยสักคน สองย่าหลานจึงตะลอนๆ กันตามกำลังที่จะไปไหว เราตัดสินใจเหมารถสกายแล็ป (รถที่รูปร่างคล้ายตุ๊กตุ๊ก) เพราะว่าไม่มีรถโดยสารเข้าถึง สุดท้ายด้วยความอยากไปจึงโดนไปหลายตังค์ แทบปาดเหงื่อ ย่าบอกไม่เป็นไรถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกันนะหลาน

พระธาตุท่าอุเทน เป็นพระธาตุประจำของคนเกิดวันศุกร์ จำลองมาจากพระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็กและสูงกว่า ภายในบรรจุพระพุทธสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศพม่า ฉันกับย่าเข้ามาในบริเวณวัดพร้อมซื้อดอกไม้ ธูปเทียนตามศรัทธา พี่คนที่ดูแลเขาจะถามก่อนว่าเกิดวันศุกร์หรือไม่ เพราะคนที่เกิดวันศุกร์จะได้รับบทสวดบูชาพระธาตุประจำวันเกิดนั่นเอง

พระธาตุท่าอุเทน
พระธาตุท่าอุเทน

ช่วงสายของวันนี้แทบจะไม่หลงเหลือความเหน็บหนาวแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นไอร้อนจากแสงแดดที่สาดส่องกระทบใบหน้าฉันอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อดีของการนั่งรถสกายแล็ปก็คือได้กินลมชมวิวไปด้วย ตลอดการเดินทางก็จะมีบทสนทนาระหว่างลุงคนขับกับย่าอยู่เรื่อยๆ ลุงบอกว่า ทุกวันพฤหัส ถนนริมฝั่งโขงถัดจากพระธาตุท่าอุเทน จะมีตลาดที่คนลาวข้ามฝั่งเอาของมาขายกันเยอะแยะไปหมด เป็นพวกอาหารป่าอะไรทำนองนั้น ฉันใคร่อยากรู้จึงหาข้อมูลดูและเป็นที่น่าสังเวชสังวรใจนัก เพราะเขาล่าสัตว์ป่าข้ามมาขายที่ฝั่งไทย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นความผิด เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ถูกล่าในฝั่งบ้านเรา มันคืออาชีพและความอยู่รอดของเขา เราก็เห็นใจ แต่ก็อดที่จะสงสารบรรดาสัตว์เล็กสัตว์น้อยไม่ได้ ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้มาก สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ ไม่นำมากินเป็นอาหารเท่านั้น

ถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ลุงพามายังจุดถ่ายภาพที่ด้านล่างสะพาน เพราะด้านบนจะเป็นสถานที่ที่รถโดยสาร รถบรรทุก ใช้สำหรับผ่านข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงประเทศลาวเท่านั้น แต่สะพานเส้นนี้ยังใช้เป็นทางผ่านสู่ประเทศเวียดนามได้อีกด้วย ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดนี้เท่าไหร่นัก ลุงบอกกับฉันอย่างนั้น

สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3

สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3.
สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3

ล่องเรือริมโขง สัมผัสความงามยามอาทิตย์อัสดง

กลับมาเติมพลังกันที่โรงแรมละแวกเมืองนครพนมก่อนที่จะคิดทำการใดต่อ ย่าไม่รอรีอาบน้ำเพื่อดับความร้อนเป็นอันดับแรก จากนั้นเราสองย่าหลานก็สลบไสลไปตามๆ กัน ดีที่ได้ตัวช่วยชั้นเยี่ยมอย่างเครื่องปรับอากาศ ไม่อย่างนั้นทริปคงจบลงเพียงเท่านี้ ฉันคงไม่ได้สัมผัสบรรยากาศยามเย็นในเมืองที่เงียบสงบไม่แพ้ที่ธาตุพนม และบรรยากาศการล่องเรือเข้าใกล้ชิดเพื่อนบ้านอย่างลาว ทั้งวิวของสองฝั่งโขง ทั้งวิทยากรประจำเรือที่คอยให้ข้อมูลตลอดทางในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งหมดนี้ในราคาเพียงคนละ 50 บาทต่อ 1 ชั่วโมง จุดล่องเรือจะอยู่ตรงข้ามกับตลาดอินโดจีน 2545 หากคุณได้ลองสักครั้งแล้วจะไม่ผิดหวังกับเงินที่เสียไป

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ย่าพูดพลันสะกิดให้ฉันดู และเก็บภาพไว้อวดปู่  แสงสีเหลืองอร่ามปนส้มกำลังจะปกคลุมท้องฟ้า แล้วแทนที่ด้วยความมืด ต่อจากนี้จะมีเพียงแสงจากหลอดไฟส่องสว่างไปทั่วเมืองนครพนม และถนนคนเดินซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายและท้ายที่สุดก่อนที่ทริปนี้จะจบลง ถนนคนเดินที่นี่มีผู้คนหลั่งไหลกันมาเรื่อยๆ ไม่ได้ครึกครื้นมากมาย แต่ก็ไม่ได้เงียบเหงา มันเป็นความลงตัวที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเงียบสงบกับความคึกคัก

ล่องเรือริมโขง
ล่องเรือริมโขง

ท่าเรือฝั่งลาว
ท่าเรือฝั่งลาว

วัดวาอารามฝั่งเพื่อนบ้าน
วัดวาอารามฝั่งเพื่อนบ้าน

พระอาทิตย์ตกดินที่ฝั่งไทยพระอาทิตย์ตกดินที่ฝั่งไทย

เมืองที่ฉันหลงรัก กับรอยยิ้มที่ฉันหลงใหล

เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เมื่อถึงกำหนดเราก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตต่อ ฉันหลงมนต์เสน่ห์ของที่นี่เข้าแล้ว ยังมีอีกหลายที่ที่ฉันไม่ได้ไป ถ้ามีโอกาสจะมาสักการะองค์พระธาตุประจำวันเกิดให้ครบทั้ง 7 วัน 8 องค์ พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว ผู้คนที่นี่ก็น่ารัก หนุ่มหล่อ สาวสวยกันทั้งนั้น น่าจะได้เชื้อเวียดนามผสมกับลาว เพราะนครพนมก็เป็นเมืองที่มีชาวเวียดนามอพยพมาอยู่กันมากมายในอดีต วัฒนธรรมต่างๆ ของคนที่นี่ส่วนหนึ่งจึงมาจากเวียดนาม ทั้งสถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องแต่งกายต่างๆ นานา

ทุกคืนก่อนจะนอนย่าจะคุยโวโอ้อวดกับคนทางบ้านที่ไม่ได้มาด้วย สารพันเรื่องเล่าที่ย่ายกมาพูด ผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดาของย่า แต่นอกเหนือจากสิ่งอื่นใดฉันเห็นรอยยิ้มเวลาย่าได้คุยกับปู่ รอยยิ้มเวลาถ่ายรูปด้วยกัน รอยยิ้มที่เดินไปข้างๆ ฉันตลอดการเดินทาง รอยยิ้มที่ฉันเห็นตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ ย่าผู้ตุ้ยนุ้ยหอบหิ้วพลังมาเต็มเปี่ยม แม้ร่างกายจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่เลือดนักสู้ย่ามีเหลือเฟือ ขอแค่หนูตั้งใจ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนย่าก็จะสู้ ย่าบอกกับฉันอย่างนั้น ทริปนี้จึงกลายเป็นการออกเดทของสองย่าหลานในเดือนแห่งความรักไปโดยปริยาย พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉันจะไม่มีวันลืม จนกว่าจะพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งใหม่อีกเช่นกัน

25

 

เรื่องและภาพ : นฤมล ทับปาน

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: