ข่าวที่น่าสนใจ

ปณิดา ยศปัญญา : ความฝันเพื่อพัฒนาสังคม

ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ การต่อสู้กับอำนาจมืดจากคนที่เหนือกว่าของหญิงสาวผู้หนึ่งได้เริ่มต้นขึ้น ณ ศูนย์คุ้มครองคนยากไร้ จังหวัดขอนแก่น สติและไหวพริบทำให้เธอรวบรวมหลักฐานเอาผิดการทุจริตที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นหนา และสิ่งที่เธอไม่คาดคิดมาก่อนคือการเปิดโปงครั้งนี้นำไปสู่การตรวจสอบการทุจริตอีกหลายๆ กรณีทั่วประเทศ

ชั่วโมงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของหญิงสาวคนนี้ได้บันทึกอยู่บนโลกออนไลน์เสียแล้ว เธอคือ ปณิดา ยศปัญญา หรือแบม หญิงสาววัย 23 ปี รูปร่างตุ้ยนุ้ย แววตามุ่งมั่น ศึกษาอยู่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

แบบ ปณิดา ความฝันเพื่อพัฒนาสังคม

พัฒนาคน พัฒนาชุมชน

เมื่อถามถึงหน้าที่ของนักพัฒนาสังคมกับแบมในฐานะที่เธอเรียนในด้านนี้ แบมเล่าว่า “นักพัฒนาสังคมจะทำงานควบคู่ไปกับนักสังคมสงเคราะห์ แต่ในส่วนของนักพัฒนาสังคมจะเจาะกลุ่มเป้าหมายคือชุมชน ซึ่งจะไม่มีใบประกอบวิชาชีพ หน่วยงานที่ทำงานก็จะอยู่ตามองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล” เธอตอบอย่างคล่องแคล่วและฉะฉาน

เหตุผลหลักที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงจรของนักพัฒนาสังคม เป็นเหตุผลที่เราคงมองเห็นปัญหาซ้ำๆ แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร แบมบอกกับเราว่า “เวลาเห็นคนยากจน คนเร่ร่อน คนไร้ที่พึ่ง คนที่นอนใต้สะพานลอย เราก็คิดว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมาอยู่ตรงนี้ แล้วบ้านของเขาไปไหน เราจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”

ความฝันในวัยเด็กมักจะเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับเราเสมอ ทุกอย่างมันดูง่ายดายไปเสียหมด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นในสังคมที่แตกต่างกันไป ความฝันยังเป็นไปได้หรือไม่ เราอาจจะค้นพบบางสิ่งที่เป็นตัวตนในระหว่างการเดินทางก็เป็นได้ หรือจะยึดมั่นในความฝันแรกมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับแบมที่ยังคงอยากทำในสิ่งที่รักและฝันมาตั้งแต่เด็กนั้นก็คือ “ทหาร”

ใช่แล้ว ทุกคนอ่านไม่ผิด ทหารคืออาชีพที่เธออยากจะทำมาตั้งแต่เด็ก และมันคือสิ่งที่เธอกำลังจะทำในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย แต่ทำไมเธอถึงไม่เลือกเรียนด้านนั้นโดยตรง ซึ่งแบมก็ได้คลายความสงสัยให้ว่า “คนเราสามารถชอบได้หลายทาง อย่างแรกอยากสอบเป็นนักพัฒนา ส่วนอย่างที่สองก็สอบเป็นทหาร พอเราโตขึ้นมันก็มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ตอนนี้ก็คงมุ่งไปที่ทหารอย่างเดียว เป็นทหารพัฒนาสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งก็สามารถช่วยชาวบ้านได้โดยตรงเหมือนกัน” เธอตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงหนักแน่นในคำพูดตัวเอง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้เธอยังเดินตามฝันอยู่นั่นก็คือ “เราไม่ชอบทำงานเกี่ยวกับเอกสาร อยากออกไปเจอปัญหาที่คนในสังคมเจอจริงๆ และช่วยหาทางแก้ไขให้เขาได้ ซึ่งจริงๆ แล้วพ่อก็ไม่ได้อยากให้เป็น เพราะพ่อก็เป็นทหารด้วย เงินเดือนมันน้อย” แบมกล่าวเสริม

ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีการโกง

สังคมเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาทั้งคน ทรัพยากร และเทคโนโลยี เบื้องหน้าของการพัฒนาที่โปรยด้วยความหวังให้กับคนในสังคมและชุมชนน้อยใหญ่ทั่วประเทศ เราสร้างโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น หรือวาดภาพโครงการขึ้นเพื่อฉวยโอกาสเขมือบงบประมาณต่างๆ ของส่วนรวม

“โตไปไม่โกง” วลีสุดคลาสสิคที่มักเห็นตามการรณรงค์ต่างๆ นานา ซ้ำยังใช้ในการสอนเด็กที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ และเมื่อโตขึ้นก็มักจะได้ยินคำพูดที่ว่า เงินใต้โต๊ะ, เงินสินบน, โกงเงิน ตามหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ เรากำลังปลูกฝังเด็กให้มองเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมหรือเปล่า เรื่องปกติที่เมื่อเราโตมาแล้วต้องยอมรับให้ได้ ต้องเพิกเฉยถ้าไม่อยากเดือดร้อนอย่างนั้นจริงๆ หรือ การที่อาจารย์พร่ำสอนในห้องสี่เหลี่ยมกับการเรียนรู้ในโลกที่ไม่มีกรอบกั้นมันช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง และคงไม่มีใครคาดคิดว่า เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่ส่อการทุจริต คนที่พร่ำสอนเราอย่างดิบดีจะกลายเป็นคนที่บอกให้เรายอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง

“เราเปลี่ยนแปลงสังคมคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องช่วยกันจากหลายๆ ฝ่าย ซึ่งถ้าเปลี่ยนคนเดียวก็จะเปลี่ยนได้แค่พื้นที่นั้น เราไม่สามารถทำงานให้ทั่วประเทศได้ มันต้องมีความร่วมมือจากทุกๆ คน แล้วถ้าทุกคนตระหนักถึงตรงนี้ การทุจริตก็จะไม่เกิดขึ้นหรือมีก็อาจจะน้อยลง” แบมพูดเชื่อมโยงกับสิ่งที่เธอได้ลงมือเปลี่ยนมันมาแล้ว ในกรณีเปิดโปงการทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากไร้

ถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็ติดคุก

ฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอ หลังจากผ่านการต่อสู้กับอำนาจมืดมาได้แล้ว ทุกอย่างที่เธอเล่าจึงกลายเป็นเรื่องกล้วยๆ ในตอนนี้ แต่หากมองย้อนกลับไปกำลังใจจากคนรอบข้างก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เธอไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง แต่กลับลุกขึ้นมาปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนที่โดนเอาเปรียบรวมถึงตัวเธอเองด้วย

“ครอบครัวเราสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าต้องติดคุกในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ” แบมพูดถึงตอนที่ต้องต่อสู้กับเรื่องการทุจริต ครอบครัวคือกำลังใจสำคัญของเธอ

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมนำมาซึ่งอำนาจ คนรวยมีอำนาจในมือมากกว่าคนจนและใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิดอย่างเป็นเรื่องปกติ หลายคนคงเคยได้ยินว่า เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นคนรวยรอด คนจนติดคุก มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเหตุให้คนคอรัปชั่นกันมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรวยขึ้น รวยแล้วไม่ติดคุกสามารถประกันตัวได้ถึงแม้จะทำความผิดเท่ากันกับคนจน ซึ่งคนจนไม่มีเงินประกันตัวก็ต้องยอมติดคุก นี่คือมุมมองเรื่องคอรัปชั่นที่เธอเล่าสู่กันฟังกับเราว่าเป็นการเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างร้ายแรง

ยิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นฝูง

การทำงานทุกอย่างต้องผ่านการวางแผนด้วยความรอบคอบ รัดกุม เพื่อให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด หากการลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วได้ผลตอบรับกลับมามหาศาลก็ถือเป็นกำไรชีวิต เช่นเดียวกับการเปิดโปงการทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากไร้ของแบม ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้กำไรชีวิตมากถึงเพียงนี้ กำไรที่ว่าคือ มีการตรวจสอบการทุจริตทั่วประเทศ ซึ่งตรวจพบถึง 49 จังหวัด เป็นมูลค่ากว่า 104,440,000 บาท ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว

“รู้สึกตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีการเปิดโปงเรื่องการทุจริตขึ้นมากขนาดนี้ ซึ่งเราร้องเรียนแค่ขอนแก่น ในส่วนอื่นไม่ได้ร้องเรียนและอยากให้คนไทยตระหนักถึงเรื่องทุจริตมากขึ้น” เธอกล่าวความรู้สึกหลังมีการเปิดโปงเพิ่มขึ้นในกรณีทุจริต

หากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเอง เราจะยังมีสติและความกล้าหาญเหมือนเธอหรือไม่ หลายคนบอกว่า ไม่เกิดขึ้นกับตัวไม่มีทางรู้ว่าจะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะกล้า บางคนอาจไม่กล้า ซึ่งทุกคนมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจแล้ว ในส่วนของคำแนะนำ คงต้องให้เธอคนนี้ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ “ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็อย่าเซ็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำไม่ได้สร้างในเรื่องเงินเพราะจะส่งผลกระทบต่อตัวเราในอนาคต คือเราจะไม่โดนคดีไปด้วย ถ้าเราเห็นเหตุการณ์แบบนี้สามารถท้วงเขาได้ แต่เราก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาว่า เราอาจจะไม่ผ่านการฝึกงาน หรืออาจจะโดนไล่ออก เว้นแต่ว่าจะทำต่อให้จบแล้วหาหลักฐานเพื่อร้องเรียน” แบมกล่าวทิ้งท้าย

ความกล้าหาญของเธอที่เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยที่ไม่ได้เกรงกลัวต่อคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ทำให้สังคมไม่นิ่งเฉยต่อการทุจริตในรูปแบบต่างๆ มีการตรวจสอบที่รัดกุมขึ้น ประชาชนก็กล้าที่จะตั้งคำถามกับการทำงานของราชการหรือหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น หวังว่าเรื่องการทุจริตจะไม่จบไปพร้อมกับคดีความที่กำลังจะจบลงในไม่ช้า และคนรุ่นใหม่จะไม่มองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้

เรื่อง : นฤมล ทับปาน, จุฑารัตน์  อเนกทรัพย์สกุล
ภาพ : อรญา  ศิริปะกะ

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: