ข่าวที่น่าสนใจ

ระบบการศึกษาไทยไร้ซึ่งการพัฒนา?

          จากผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ประจำปี 2560 โดย IMD World Competitiveness Center จาก 63 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 แสดงให้เห็นถึงการถดถอยของการศึกษาไทยส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยลดน้อยลง

เมื่อผู้ปกครองเริ่มหวั่นใจในระบบการศึกษาของไทย จึงหาทางเลือกให้กับบุตรหลานของตนโดยส่งไปเรียนเสริมที่สถาบันกวดวิชา เพื่อหวังที่จะเพิ่มพูนปัญญาให้กับเด็ก เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีการแข่งขันทางการศึกษาสูง ทำให้เด็กต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

ระบบการศึกษาของไทยไร้ซึ่งการพัฒนาจริงหรือไม่?

นางสาวกรรณิการ์ ลาพะแนน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดุงวิทยา จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า การศึกษาไทยในความคิดของตนนั้นอยู่ในระดับปานกลาง โดยเน้นสอนให้นักเรียนมีความคิดว่าการได้คะแนนและเกรดที่สูงนั้นจะทำให้ได้การศึกษาที่ดี และมักจะมองข้ามนักเรียนที่ได้คะแนนหรือเกรดน้อยๆ ปัจจัยในห้องเรียนนั้นมีหลายอย่าง เช่น สิ่งแวดล้อมในห้องเรียน บางคนตั้งใจเรียนแต่กลับต้องเสียสมาธิกับเสียงรบกวนรอบข้าง และคุณครูก็มีส่วนในการทำให้นักเรียนอยากเรียนหรือไม่อยากเรียนนั้นขึ้นอยู่กับการสอนของคุณครูเอง ส่วนการเรียนพิเศษนั้นเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งในการหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เรียนนอกเหนือจากในห้องเรียน แต่บางครั้งก็มีข้อเสียอยู่บ้างสำหรับบางคนเพราะบางคนมาเรียนพิเศษแต่กลับไม่ใส่ใจก็ต่างกับเรียนในห้องปกติ

ส่วนนายปิยพล แดงแสงสี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ จังหวัดมหาสารคาม ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของนักเรียนว่า การศึกษาของไทยเน้นเรื่องทฤษฎีมากเกินไปทำให้เด็กไทยทำงานไม่เป็นเพราะเก่งแต่ทฤษฎี และการศึกษาของไทยนั้นพัฒนาไปไม่ถูกทาง ครูเน้นสอนตามหนังสือเรียน ส่วนกวดวิชาเน้นสอนวิธีลัดที่เหมาะสำหรับการไปทำข้อสอบ หากแต่ในโรงเรียนนั้นสอนตั้งแต่พื้นฐานให้แก่นักเรียน เพียงแต่ว่าการสอนในห้องเรียนนั้นไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับการเรียนกวดวิชา

ด้านของนางแสงเดือน บัวองค์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในฐานะผู้ปกครองว่า การศึกษาของไทยในปัจจุบันกับอดีตแตกต่างกันมาก อย่างอดีตที่ผ่านมาการศึกษาของไทยจะเน้นการเรียนการสอนในห้องเรียนเป็นหลัก การเขียนรายงานด้วยลายมือไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน ไม่เคยเรียนพิเศษหรือมีโอกาสที่จะได้เรียนโรงเรียนดีๆ ดังๆ แต่ในปัจจุบันเด็กไทยมีตัวเลือกในการศึกษาเยอะมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเรียนทางออนไลน์ แต่ยังมีเด็กบางกลุ่มที่มีโอกาสแต่ไม่สนใจที่จะได้รับความรู้ จึงทำให้เกิดปัญหาระหว่างครูกับนักเรียน หรือนักเรียนกับผู้ปกครอง เป็นต้น

ในส่วนระบบการศึกษาของไทยนั้น นางแสงเดือนมองว่าไม่ได้ไร้ซึ่งการพัฒนาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าการพัฒนานั้นไม่ตรงจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ควรจะพัฒนาบุคคลากรของโรงเรียนควบคู่กับการเอาใจใส่นักเรียน ทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนภายในโรงเรียนแทนการสอนเสริมหลังเลิกเรียน และทางรัฐบาลเองจะต้องมีงบประมาณเพียงพอให้กับการพัฒนาระบบการศึกษาของไทย

นางแสงเดือน เล่าให้ฟังอีกว่า การส่งลูกไปเรียนพิเศษเป็นการเพิ่มพูนความรู้เสริมจากที่เรียนภายในห้องเรียน เพราะโรงเรียนจำกัดเวลาการเรียน อีกทั้งการเรียนกวดวิชาจะทบทวนความรู้และสอนตรงประเด็นมากกว่าในห้องเรียน หากแต่ในมุมมองของผู้ปกครองแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนส่งลูกไปเรียนเพราะต้องเรียน บางคนไปเรียนเพราะเห็นคนอื่นเรียน สำหรับตนนั้นได้สนับสนุนการเรียนของลูกโดยการถามความสมัครใจของลูกว่าต้องการเรียนแบบไหนเป็นการให้อิสระทางความคิดของตัวนักเรียนเอง

แต่ในขณะเดียวกันนางเจษฎาภร แก้วไชย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า บางโรงเรียนให้ความสำคัญเฉพาะเด็กเรียนเก่งโดยการนำมารวมกลุ่มและติวเข้มให้นักเรียนเพื่อการแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน ส่วนเด็กที่เรียนไม่เก่งนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก  ทำให้ตนนำลูกของตนไปเรียนพิเศษเสริม ตนมองว่าการส่งลูกไปเรียนเสริมนั้นส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนเรียนเสริมกับคุณครูในช่วงเย็นหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ และอีกส่วนมาจากค่านิยมที่เชื่อว่าหากส่งลูกไปเรียนแล้วเด็กจะได้เกรดสูงขึ้น การเรียนพิเศษนั้นเป็นเรื่องดีที่ทำให้เด็กได้ทบทวนเรื่องที่เรียนและได้สอบถามนอกเวลาหากไม่เข้าใจในบทเรียน อีกทั้งยังมองว่าการศึกษาไทยไม่ควรจะมีแต่เรื่องการเรียนแบบจัดอันดับเพียงอย่างเดียว น่าจะมีการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับการเรียนควบคู่ไปด้วย

นางบำเพ็ญ พัฒนสระคู อาจารย์ระดับ 3 โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาไทยไว้ว่า การศึกษาไทยเป็นระบบที่ส่งมาจากทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่ได้ลงมาสู่ผู้ปฏิบัติ เนื่องจากนโยบายที่ตั้งไว้นั้นเป็นเรื่องยากในการก้าวไปสู่เป้าหมายของกระทรวง เช่น การทำงานระบบกลุ่ม ทุกวันนี้เด็กนักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ไม่ค่อยสนใจการเรียน ทำกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่า และในโรงเรียนเด็กมักจะติดโทรศัพท์ และจะเกิดปัญหาที่ว่าเด็กไม่กระตือรือร้นที่จะรวมกลุ่มทำงานเป็นทีม แต่ถ้าเป็นงานเดี่ยว เด็กจะมุ่งพัฒนาทักษะการเรียนมากกว่า จึงทำให้ระบบการศึกษาของไทยยังไม่ก้าวไปถึงนโยบาย หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้เป็นครูนั้นต้องปรับแผนการสอนเป็นแบบสำเร็จรูปให้เข้ากับเทคโนโลยี เพื่อง่ายต่อการเรียนการสอน

สถาบันกวดวิชาในปัจจุบันกลายเป็นระบบธุรกิจเกือบ 100% เพราะเด็กเริ่มเรียนกวดวิชาตั้งแต่ระดับอนุบาล กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้ปกครองที่มุ่งมั่นให้ลูกไปเรียน หากแต่ในฐานะที่ตนเป็นครูมองว่า ถ้าครูทุกคนทุ่มเทให้กับการสอนในบทเรียนและนักเรียนที่สนใจให้ความสนใจมากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพราะสิ้นเปลือง

การศึกษาของไทยจะไปในทิศทางไหนนั้นคงไม่ขึ้นอยู่เฉพาะกับกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครอง ที่จะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาและมีวิธีการปรับตัวให้เข้ากับหลักสูตรที่ถูกกำหนดมา ที่นอกเหนือจากการสอบวัดประสิทธิผลในการเรียนแล้ว อาจจะมีกิจกรรมนอกห้องเรียนที่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อศักยภาพของนักเรียนและให้เป็นไปตามการพัฒนาการศึกษาในนโยบายที่กำหนดไว้

 

เรื่องโดย : สุธาสินีวรรณ จันทร์เพ็ญ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: