ข่าวที่น่าสนใจ

ออกใบรับรองแพทย์โดยไม่ตรวจร่างกาย ผิดจริยธรรมและกฎหมายอาญา ม.269

นักกฎหมายเผยออกใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ไม่มีการตรวจร่างกายถือว่าปลอมแปลงเอกสาร ขณะที่นิสิต มมส ชี้เคยไปขอใบรับรองแพทย์นอกเวลาราชการแต่ไม่มีการตรวจร่างกาย ด้านเลขาธิการแพทยสภาแจงผู้ประกอบวิชาเวชกรรมต้องไม่เจตนาทุจริตในการออกใบรับรองแพทย์ และต้องไม่ให้ความเห็นโดยไม่สุจริตอันเกี่ยวกับวิชาชีพเวชกรรม

 

ออกใบรับรองแพทย์ไม่สุจริตมีโทษตามกฎหมาย

ผศ.อมรรัตน์ อริยะชัยประดิษฐ์ นิ่มหนู อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การออกใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ไม่มีการตรวจร่างกายจะถือว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสาร มีความผิดมาตรา 264 ที่ว่าผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร ที่ทำให้เกิดความเสียหาย และมีการหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารจะต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผศ.อมรรัตน์ ให้ข้อมูลต่อว่า ถ้าหากผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพที่รับทำใบรับรองแพทย์ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อนั้นจะมีความผิดมาตรา 265 ที่ว่าด้วยหากมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท ส่วนผู้ที่มีใบประกอบอาชีพในงานวิชาชีพแพทย์ จะผิดกฎหมาย มาตรา 269 ที่ว่าด้วยการทำเอกสารรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จโดยคาดว่า จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับข้อมูลที่นางสาวเอ (นามสมมติ) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนได้ไปขอใบรับรองแพทย์เพื่อนำไปทำใบอนุญาตขับขี่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัด มหาสารคาม พบว่าได้มีการออกใบรับรองแพทย์นอกเวลาราชการให้กับตน เพื่อไปทำใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งไม่มีการตรวจร่างกายแต่อย่างใด เพียงแค่สอบถามเกี่ยวกับโรคประจำตัวเท่านั้น ก็มีการเซ็นเอกสารรับรองสุขภาพ หรือใบรับรองแพทย์ให้กับนิสิต โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 150 บาท

อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนี้ถือว่าเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายอาญา มาตรา 269 และมีความผิดเกี่ยวกับข้อบังคับแพทยสภาที่ว่าด้วยการรักษามารยาทแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวดที่ 3 ข้อที่ 9 ซึ่งระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องไม่ออกใบรับรองอันเป็นเท็จ โดยตั้งใจหรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาชีพ ซึ่งอาจจะถูกลงโทษถึงขั้นพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

คลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ได้มีการติดป้ายอย่างชัดเจนว่า มีการออกใบรับรองแพทย์ให้กับผู้ที่ต้องการ โดยมีค่าใช้จ่าย 100 บาท ซึ่งใบรับรองแพทย์ที่ได้จากคลินิกจะมีความคล้ายกับใบรับรองแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลออกให้ คือจะมีหมายเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม และข้อความที่เกี่ยวกับโรคต่างๆ มีข้อความสั้นๆ ที่เกี่ยวกับร่างกายของผู้ที่มาขอใบรับรองว่าสุขภาพแข็งแรงปกติทุกอย่าง

ด้านนางสาวบี (นามสมมติ) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนได้ไปขอใบรับรองแพทย์ ที่คลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม เพื่อนำมาทำใบอนุญาตขับขี่ พบว่าไม่มีการตรวจร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งให้ผู้ช่วยแพทย์เป็นผู้ซักประวัติและกรอกข้อมูลแล้วนำไปให้แพทย์เซ็นรับรอง จากนั้นตน ก็ชำระค่าใช้จ่าย 100 บาท ส่วนใบรับรองแพทย์ที่ได้จะแตกต่างจากแบบฟอร์มที่แพทยสภากำหนดไว้ โดยใบรับรองที่ได้มามีเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผู้ที่มาขอใบรับรองแพทย์เท่านั้น

 

ขนส่งยันตรวจใบรับรองแพทย์ตามหลักฐานที่มี

ทั้งนี้ การใช้ใบรับรองแพทย์ประกอบการยื่นทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ ทางสำนักงานขนส่งไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ลึก แต่จะตรวจตามหลักฐานที่แพทย์ยืนยันว่าได้ทำการตรวจมาแล้ว เมื่อแพทย์ลงนามรับรองแล้วว่ามีการตรวจจริงก็จะถือว่าเอกสารใบรับรองแพทย์นั้นเป็นใบจริง ดังนั้น สำนักงานขนส่งก็จะตรวจสอบตามเอกสารเท่านั้น และหากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับรถไปแล้วเกิดอาการของโรคกำเริบขณะขับรถจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนรวม และป้องกันอุบัติเหตุ

ด้านนางนิธิยาภักค์ ชัยธนาหิรัญชูโชค เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงาน สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตามระเบียบของกรมขนส่งทางบกในการขอรับใบอนุญาตขับขี่ใหม่หรือการเปลี่ยนประเภทหรือใบอนุญาตขับรถ ฉบับเดิมที่ขาดอายุเกินถึง 3 ปี กำหนดไว้ว่าจะต้องใช้หลักฐานคือบัตรประจำตัวประชาชน แล้วก็ใบรับรองแพทย์ ซึ่งปัจจุบันนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2561 เป็นต้นไป กรมขนส่งกำหนดให้ใช้ใบรับรองแพทย์ตามแบบฟอร์มที่แพทยสภากำหนด ซึ่งเราเพิ่งบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2561 นี้ เป็นระเบียบที่จะต้องแนบเอกสารเพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นมีสภาพร่างกายหรือสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เป็นโรคต้องห้ามในการขับขี่รถ

“ในส่วนของใบรับรองแพทย์จะขึ้นอยู่กับทางแพทยสภาเป็นผู้ดูแล ทางขนส่งฯ ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ว่า แพทย์คนนั้นได้มีการตรวจร่างกายจริงหรือไม่ แต่ใบรับรองแพทย์แบบใหม่จะมีการยืนยันให้ทั้งสองฝ่าย คือตัวคนที่เข้ารับการตรวจต้องยืนยันว่าตนมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ แล้วแพทย์ก็จะลงความเห็นว่า แพทย์ได้ทำการตรวจบุคคลนี้แล้วว่ามีหรือไม่มีโรคต้องห้ามหรือโรคอื่นๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในการขับรถ แต่เมื่อมีการยืนยันมาในเอกสาร เราก็จะตรวจสอบตามหลักฐานที่มี ซึ่งช่วงนี้ประชาชนก็จะใช้ใบรับรองแบบใหม่ ส่วนแบบเดิมที่มีท่อนเดียวจะมีหลงมาบ้าง แต่ก็ยังอนุโลมให้ และพยายามประชาสัมพันธ์ว่าให้ใช้ใบรับรองแพทย์แบบใหม่” นางนิธิยาภักค์ กล่าว

 

มาตรฐานจากแพทยสภา

ทั้งนี้ ทางแพทยสภาได้มีการออกแบบใบรับรองแพทย์ให้เป็นแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง (ตามมติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุม ครั้งที่ 8/2551 วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2551) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้การตรวจสอบลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับรถและใบอนุญาตเจ้าของรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางเว็บไซต์ของทางแพทยสภาได้มีการนำใบรับรองแพทย์ออกมาแสดงในหน้าเว็บไซต์ ทำให้ประชาชนได้เห็นถึงรูปแบบที่ถูกต้อง และดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ได้เลย แต่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเอกสารยืนยันด้านสุขภาพได้

แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เผยว่า ส่วนมากคนที่มาซื้อใบรับรองแพทย์จะแกล้งป่วยประมาณ 80% และทางโรงพยาบาลก็ออกให้ นอกจากนี้ยังมีแพทย์ตามคลินิกต่างๆ ที่แอบขายให้ โดยใช้ตำแหน่งทางการแพทย์ ในการเซ็นรับรองเพื่อออกใบรับรองแพทย์ ส่วนการกำหนดราคาก็จะต่างกันออกไป ซึ่งจะอยู่ที่ 30-100 บาท

ด้านนพ.สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ใบรับรองแพทย์มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเป็นส่วนของสุขภาพและส่วนที่สอง คือส่วนของการรักษา ซึ่งอาจจะมีแบบฟอร์มอีกแบบหนึ่งแต่หลักๆ ก็จะเหมือนกันตรงที่มีการตรวจผู้ป่วยแล้วแพทย์ก็ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรักษา ใบรับรองแพทย์ไม่มีแบบที่เป็นไปตามกฎหมาย แต่ใบรับรองแพทย์จะมีแบบฟอร์มที่ทางแพทยสภากำหนด เรียกว่า แบบฟอร์มกลาง คือ กฎหมายไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใช้แบบไหน เพียงแค่กำหนดว่าจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ดังนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ก็จะใช้แบบฟอร์มกลางตามที่แพทยสภากำหนด ซึ่งจะมีข้อมูลครบถ้วน ในส่วนของการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่มาตรวจหรือผู้ป่วย จากการตรวจร่างกายก็จะมีความคิดเห็นของแพทย์ที่ตรวจ

กรณีที่มีแพทย์กระทำผิดว่าด้วยการประกอบวิชาชีพเวชกรรมก็คือ การให้ความเห็นโดยไม่สุจริต ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผลการตรวจนั้นก็จะทำให้มีช่องทางในการหาผลประโยชน์ได้ ส่วนการที่แพทย์ออกใบรับรองโดยไม่มีการตรวจร่ายกายและการให้ความเห็นที่ไม่เป็นความจริงจะมีความผิดตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2549 หมวด 4 การประกอบวิชาชีพเวชกรรม ข้อที่ 25 ว่าด้วยเรื่องผู้ประกอบวิชาเวชกรรมต้องไม่เจตนาทุจริตในการออกใบรับรองแพทย์ และข้อที่ 26 ว่าด้วยเรื่องผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ให้ความเห็นโดยไม่สุจริตอันเกี่ยวกับวิชาชีพเวชกรรม

นพ.สุกิจ กล่าวต่อว่า บทลงโทษแพทย์ที่ให้ความเห็นในใบรับรองแพทย์ที่ไม่สุจริตตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมวิชาชีพเวชกรรมก็จะมีโทษตั้งแต่ การว่ากล่าวตักเตือน ถ้ารุนแรงขึ้นมาก็จะมีการ ลงภาคทัณฑ์ แต่หากมีผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นอีกก็จะมีการพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่ 1 เดือนจนถึงไม่เกิน 2 ปี อีกขั้นที่รุนแรงมากก็คือการเพิกถอนใบอนุญาต ฉะนั้นความหนักเบาของโทษขึ้นอยู่กับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อบุคคล ต่อส่วนรวม ต่อสังคมว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด เช่น การให้ความเห็นโดยไม่สุจริต มีผลประโยชน์ร่วมกับผู้ที่นำใบรับรองแพทย์ไปใช้ในคดีหรืออื่นๆ เรียกได้ว่าเป็นผลกระทบที่ร้ายแรง ดังนั้นการลงโทษก็จะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของผลกระทบ แต่ถ้าทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เนื่องจากใบรับรองแพทย์ไม่มีตราประทับหรือสัญลักษณ์ เพราะใบรับรองต้องออกโดยแพทย์ตามสถานพยาบาลต่างๆ ทางโรงพยาบาลจะมีการปรับใช้มีการประทับตราของแพทย์หรือของสถานพยาบาลนั้นๆ ซึ่งแพทยสภาได้วางเกณฑ์มาตรฐานกลางที่กำหนดไว้ว่าแต่ละสถานพยาบาลที่นำไปปรับใช้ จะต้องให้ความสำคัญที่ข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลของผู้ที่มาขอตรวจกับทางแพทย์หรือสถานพยาบาลนั้นๆ

“หากมีข้อมูลที่เป็นจริงในกรณีการขอใบรับรองแพทย์โดยไม่มีการตรวจร่างกายถือว่าผิด เพราะได้มีการกำหนดไว้แล้วว่า ในการให้ความเห็นของแพทย์จะต้องมี การตรวจผู้ป่วย แต่จะมีกรณีหนึ่งคือ ถ้าเป็นคนไข้ที่คุณหมอเคยดูแลอยู่แล้ว และเป็นผู้ป่วยที่ติดตามอยู่ต่อเนื่อง แพทย์สามารถให้ความเห็นในส่วนที่เคยได้ตรวจมาก่อนแล้ว ส่วนนี้อาจจะเป็นการออกใบรับรองแพทย์ของการตรวจร่างกายการรักษาในระหว่างวันที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว ก็จะเป็นในลักษณะอีกรูปแบบหนึ่ง ในวันที่มาขอใบรับรองแพทย์อาจจะไม่ใช่ผู้ป่วยคนนั้นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจะต้องเคยได้รับการตรวจ ในโรงพยาบาลดังกล่าวมาก่อน เท่ากับว่าก็ต้องมีการตรวจจริงแต่ความเห็นของแพทย์อาจจะมาให้ภายหลังได้” นพ.สุกิจ กล่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: