ข่าวที่น่าสนใจ

โครงการชลประทานมหาสารคามเชื่อมีน้ำเพียงพอสำหรับหน้าแล้งนี้

โครงการชลประทานมหาสารคามเผยเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวาย จ.ขอนเก่น คาดช่วยทำเกษตรกรรมได้ 1 แสนไร่ ด้านเกษตรกรยันต้องการน้ำเพื่อทำนาปลูกข้าวต่อไป

นายสมเกียรติ กิติวุฒิชูศิลป์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานมหาสารคาม เปิดเผยว่า ชลประทานได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น โดยทางชลประทานได้รับการสนับสนุนจากเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวาย จังหวัดขอนเก่น ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คาดว่าจากเขื่อนทั้งสองแห่งจะช่วยทำเกษตรกรรมได้ประมาณ 100,000 ไร่ และทางชลประทานยังมีเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำชี ซึ่งเป็นแม่น้ำหลักอีกหนึ่งสายกว่า 91 สถานี โดยส่วนใหญ่ก็จะช่วยในการทำเกษตร พืชไร่ พืชสวน อีกทั้งยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 16 แห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วจังหวัดมหาสารคาม

“โดยช่วงฤดูฝนทางชลประทานก็จะทำการกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยปริมาณในช่วงปี 2559-2560 มีปริมาณที่มากกว่าปี 2557-2558 ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างมีมากพอต่อการทำการเกษตรในปี 2561 ที่จะมาถึงนี้ สำหรับด้านอุปโภคบริโภค ทางชลประทานก็มีรถสูบน้ำ พร้อมเครื่องสูบน้ำขนาด 8-12 นิ้ว อีก 25 เครื่อง ไว้ให้บริการสำหรับชาวบ้านที่ต้องการเติมน้ำเข้าแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก ส่วนในบริเวณพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำ ก็สามารถร้องขอมายังทางชลประทานได้เลย” นายสมเกียรติ กล่าว

ชลประทาน

นางนภากรณ์ พืชสิงห์ เกษตรกรบ้านท่าประทาบ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เผยว่า ในช่วงปี 2557-2558 ทางชาวบ้านได้ประสบภัยแล้งเป็นอย่างมาก ทางชลประทานจึงมีนโยบายให้หันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวกันหมดทุกคนจะมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน และถ้าชาวบ้านยังยืนยันที่จะปลูกข้าว ทางชลประทานก็จะมีการจัดสรรน้ำให้แก่ทุกคน โดยการแบ่งเวลาในการปล่อยน้ำให้กับชาวบ้าน เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ 2 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านบางรายก็ได้รับน้ำที่ไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม อย่างเช่นการทำนาที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก

นางสาวพรรณี สุจันทร์ เกษตรกรบ้านติ้ว ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม เล่าว่า เมื่อปี 2557 ทางชลประทานมีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำนา จึงมีนโยบายไม่ให้ปลูกข้าวเลย เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว แต่ด้วยการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของครอบครัว จึงต้องปลูกข้าวโดยที่มีปริมาณน้ำที่จำกัด ทำให้ในปีนั้นขาดทุนเป็นอย่างมาก ต่อมาในปี 2558 ก็ไม่มีการประกาศภัยแล้งอีก จึงได้หันมาปลูกถั่ว แตงกวา ตะไคร่ ข่า ซึ่งพอได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ทำให้ขายผลผลิตไม่ได้ เนื่องจากชาวนาไม่ได้ปลูกข้าวจึงหันมาปลูกพืชผักกันหมด ทำให้ผักล้นตลาด บ้างก็เน่าเสียทิ้งไปจำนวนมาก จึงหันมาปลูกข้าวเหมือนเดิม

“ถ้าปริมาณน้ำจากชลประทานไม่เพียงพอ ก็จะนำเครื่องสูบน้ำที่มีไปสูบน้ำจากแม่น้ำชีซึ่งระยะทางกว่า 200 เมตรจากที่นา ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นไปอีก แต่ก็ยืนยันว่ายังอยากปลูกข้าว เพราะดินในที่นาเป็นดินเหนียว จะปลูกพืชชนิดอื่นก็ยากลำบาก เพราะดินเหนียวเป็นดินที่ปลูกพืชได้ไม่หลากหลายชนิด ถ้าในปีนี้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการปลูกข้าวก็อยากจะปลูกข้าวต่อไป” นางสาวพรรณี กล่าว

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: