ข่าวที่น่าสนใจ

ช้างน้อยในกำมือนาย

“ช้างกูอยู่ไหน…” วลีเด็ดจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่ปลุกกระแสการลักลอบค้าช้างข้ามชาติ และภาพยนตร์คนเลี้ยงช้างอย่างเรื่อง ช้างเพื่อนแก้ว ที่ถ่ายทอดความผูกพันของคนกับช้าง และการนำช้างเข้าสู่วงการของธุรกิจใช้แรงงานต่างๆ ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับช้างในสมัยนั้นยังไม่ได้คุ้มครองและปกป้องช้างเท่าที่ควร แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้เห็นทีจะยังคงมีปัญหาที่เกี่ยวกับช้างอยู่ไม่จบสิ้น แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่คุ้มครองสัตว์ป่าในบ้านเรานั้นมีความล้าหลังอยู่มาก

ช้างเร่ร่อน ช้างเลี้ยงคน คนเลี้ยงช้าง กับบริบททางสังคมที่เขาไม่สามารถอยู่ในป่าได้อย่างผาสุกอีกต่อไป สาเหตุสำคัญมาจากมนุษย์เราบุกรุกพื้นที่ป่า อันเป็นที่อาศัยของช้าง นำไปสู่ปัญหาที่ช้างป่าบุกรุกพื้นที่ทำกินของเกษตรกร และการฆ่าช้างเอางาของกลุ่มนายทุนที่หากินกับอวัยวะของสัตว์ป่า ปัญหาต่างๆ นี้จึงนำไปสู่การแก้ไขที่เกิดขึ้นในรูปแบบของมูลนิธิ และโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ถิ่นกำเนิดช้าง

โครงการนำช้างคืนถิ่น รับช้างเร่ร่อนและควาญช้างให้กลับคืนสู่บ้านเกิด อย่างที่หมู่บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นับเป็นหนึ่งในโครงการที่ทางหน่วยงานรัฐให้ความช่วยเหลือ

นายปัญญา ศาลางาม ผู้ควบคุมการแสดงช้างของศูนย์คชศึกษาหรือหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง เล่าถึงโครงการดังกล่าวว่า เป็นโครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด ซึ่งการนำช้างมาอยู่ในโครงการนี้ทั้งควาญช้างและช้างจะมีรายได้มีเงินเดือน เมื่อก่อนประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน โดยในเขตสุรินทร์มีช้างประมาณ 50-60 เชือกได้ ซึ่งช้างทุกตัวจะมีการจดทะเบียนช้างเป็นช้างเลี้ยง มีบัตรประชาชนเช่นเดียวกับคน และในส่วนของการดูแลช้างนั้น ทางเรามีหมอเข้ามาทุกๆ วันจันทร์ พุธ และศุกร์ แต่ถ้าไม่ได้อาการหนัก ควาญช้างก็จะรักษาเบื้องต้นเอง

นายปัญญา ยังเล่าต่อถึงปัญหาช้างเร่ร่อนในปัจจุบันว่า ช้างเร่ร่อนในสุรินทร์ไม่มีแล้ว จะมีก็จากที่อื่น จากทาง อ.ชุมพลบุรีบ้าง จากบุรีรัมย์บ้าง เพราะถ้าเป็นช้างที่บ้านตากลาง หากช้างไม่อยู่ที่นี่ก็จะไปอยู่ตามปางช้างที่อื่นหรือไม่ก็ไปอยู่แถวกาญจนบุรีหรือพัทยา และที่สำคัญช้างเร่ร่อนในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เรียกว่า ช้างเช่า เช่ามาจากนายทุน ซึ่งนายทุนก็ซื้อมาจากควาญช้างอีกที สังเกตได้จากขนาดตัวของช้างที่เล็ก อายุ 5 ปีขึ้นไป เพราะขึ้นลงรถบรรทุกสะดวก และเดินเร็วไม่เหนื่อยง่ายเหมือนช้างที่ตัวใหญ่

คนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคน

ในอดีตปัญหาช้างเร่ร่อนนั้นเกิดจากควาญช้างพาช้างมาเดินขายสร้อย แหวน เครื่องรางของขลัง เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายห้าม และพลิกผันมาเป็นอาหารช้างอย่างในปัจจุบัน เพราะความจำเป็นเรื่องปากท้องของควาญช้างกับช้าง แต่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจที่ใช้ช้างสร้างรายได้ ซึ่งช้างที่นำมาเร่ร่อนส่วนใหญ่จะเป็นช้างเช่าไม่ใช่เจ้าของตัวจริงพามาหาเงิน ทำให้มีปัญหาตามมา เช่น ความสกปรกที่เกิดจากอุจจาระของช้าง ช้างถูกรถชน ช้างตกมันอาละวาดทำร้ายคน ช้างเดินตกท่อ ทั้งนี้ ไม่มีหน่วยงานใดสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องช้างโดยตรง

นายสมพงษ์ ยามดี ชาวบ้านหมู่บ้านตากลาง หนึ่งในควาญช้างที่อยู่ในโครงการของศูนย์คชศึกษา จ.สุรินทร์ เล่าว่า ช้างที่เลี้ยงเป็นช้างมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ช้างก็เป็นเหมือนคนในครอบครัว เมื่อก่อนที่ต้องออกไปเร่ร่อน เพราะมันอยู่ไม่ได้เงินเดือนเราไม่มี ไม่มีสถานที่เลี้ยง ทั้งค่าครองชีพและค่าอาหารช้างด้วย แล้วครอบครัวจะอยู่อย่างไร เราเลี้ยงช้างอยู่ที่บ้าน ปัจจุบันเขามีเงินเดือนให้ก็ไม่มีใครอยากจะไปแล้ว

นายสมพงษ์ เล่าต่ออีกว่า แม้จะให้เงินเดือน 12,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายทั้งของคนและช้าง ควาญช้างก็ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดี ซื้อยา ซื้อหญ้า ซื้ออ้อยก็หมดแล้ว เพราะทุกวันนี้ปลูกไม่ทันช้างกิน และยังถูกหักเชือกละ 200 บาท เป็นค่าสัญญาอีกด้วย ส่วนหมอรักษาฟรีก็จริง แต่อยากได้โรงพยาบาลมาอยู่ที่นี่ เพราะโรงพยาบาลสัตว์ไกลมาก การขนย้ายช้างเป็นไปอย่างลำบาก บางตัวหนักมากไม่สามารถเอาขึ้นรถได้ ซึ่งมีหมออยู่ประจำ แต่ถ้าช้างไม่สบายในวันที่หมอไม่มาก็แย่

นายสมพงษ์ ยังเล่าต่อว่า หมู่บ้านตากลางของเราไม่มีช้างเร่ร่อน แต่มีคนชอบแอบอ้างว่าช้างที่นำไปเร่ร่อนมาจากบ้านตากลาง ซึ่งจริงๆ แล้วมาจาก อ.ชุมพลบุรี และ อ.สตึก โดยซื้อมาจากภาคเหนืออีกที ซึ่งเมื่อก่อนบ้านเรามี 100 เชือก จะมีสัก 30% ที่เร่ร่อนไปตามปางช้าง

“การซื้อขายช้างเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย แค่ช้างมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องก็สามารถซื้อขายได้แล้ว และขายได้เร็วมาก ส่วนใหญ่จะเอาช้างไปแสดงที่ปางช้าง ช้างที่ขายจะเป็นช้างตัวเล็กที่หย่านมแม่แล้ว ราคา 2,700,000 บาท” นายสมพงษ์กล่าว

สินค้าพรีเมียมซื้อง่ายขายคล่อง

เมื่อการซื้อขายช้างภายในประเทศยังเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายอยู่นั้น ทำให้เกิดช่องโหว่ที่กลุ่มนายทุน นักธุรกิจทั้งหลาย จะใช้ช้างที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่ดี และอาจเกิดการลักลอบค้าช้างออกนอกประเทศก็ล้วนเป็นได้ทั้งสิ้น

ผศ.ชาคริต ขันนาโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายเอกชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อธิบายถึงกฎหมายใช้คุ้มครองช้างว่า มีด้วยกัน 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับช้าง คือ พ.ร.บ.สำหรับรักษาช้างป่า ปี 2464, พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2545 และ พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก ล้าหลัง รวมไปถึงเปิดโอกาสให้กับนายทุนที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ในส่วนนี้ อย่างการจดทะเบียนช้างตาม พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ และต้องฝังไมโครชิพในช้างที่มีอายุ 2 ปี ทำให้มีการลักลอบนำช้างป่าที่จับได้มาฝึกให้เชื่อง จากนั้นนำไปจดทะเบียนเป็นสัตว์พาหนะโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย แม้จะมีการฝังไมโครชิพ แต่ผู้กระทำผิดก็สามารถสร้างไมโครชิพฝังเองได้เช่นกัน

“ช้างเร่ร่อน ควรแก้ไขปัญหาโดย ออกกฎหมายห้ามเด็ดขาด ว่าห้ามนำเข้ามาในเมือง โดยบรรจุลงใน พ.ร.บ.ว่าด้วยทารุณกรรมและคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์” ผศ.ชาคริต กล่าว

ช้างน้อย

ช้างควรอยู่ในป่าหรืออยู่ในปาง

แม้ปัจจุบันปัญหาช้างเร่ร่อนจะเบาบางลงจนในบางพื้นที่ที่เคยมีกลับไม่มีอีกแล้ว แต่เมื่อ 3-4 ปีก่อน ตามถนนในร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ กลับพบช้างเร่ร่อนบ่อยครั้ง

ชุติมา เสลามาตย์ นิสิตชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าถึงการพบช้างเดินเร่ร่อนตามถนนว่า เมื่อ3-4 ปีก่อน เจอบ่อยมากตามถนนในร้อยเอ็ด เป็นช้างที่ตัวไม่ใหญ่มาก จะมีคนขี่หลังคนหนึ่ง และอีก 2 คนถือพวกถุงอ้อย ถุงกล้วย คอยเดินตาม และเดินเข้าหาตรงที่มีคนเยอะ เพื่อที่จะให้คนซื้อของป้อนช้าง ราคาน่าจะถุง 20 บาทได้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเห็น ส่วนตัวไม่เคยสนับสนุนเลย เพราะคิดว่าการที่เขาเอาช้างมาทำแบบนี้มันไม่เหมาะสม

“บางคนอาจจะคิดว่าซื้อๆ ไป เพื่อให้จบๆ ให้เขารีบไป แต่เราว่าคุณยิ่งซื้อ ยิ่งทำให้เขาได้ใจและทำอีกหรือเปล่า ซึ่งการนำช้างมาเดินเร่ร่อนแบบนี้เป็นการกระทำที่ผิด เพราะช้างถือว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย ควรปล่อยให้เขาได้อยู่ตามธรรมชาติตามป่าตามเขา จะดีกว่าการที่เอาช้างมาทรมานแบบนี้” ชุติมา กล่าว

ส่วนนายสมพงษ์ กุณโฮง ชาวบ้าน ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เล่าว่า ยังเห็นมีการนำช้างมาเร่รอนอยู่ ล่าสุดคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตนไม่เคยซื้ออาหารที่นำมาขาย เพราะไม่สนับสนุนให้มีการนำช้างมาหากินแบบนี้ และเมื่อก่อนเคยเห็นมีการนำพระ นางกวัก และเครื่องรางของขลังมาขาย

“การนำช้างมาเดินเร่ร่อน ถ้าเป็นในทางกฎหมายก็น่าจะผิด แต่เพื่อความอยู่รอด เขาก็ต้องทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว” นายสมพงษ์ กล่าว

เมื่อสภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยนจากช้างเคยอาศัยอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรกลับต้องมาอยู่ในป่าปูนที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องและมลพิษ ฝุ่นควัน ในเมืองใหญ่ ซึ่งช้างประสบกับปัญหานี้มาอย่างยาวนานกว่าสิบๆ ปี หลายหน่วยงานยืนมือเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร เห็นได้จากพบช้างเร่ร่อนที่ยังมีอยู่ตามเมืองเล็กๆ และอาจจะยังมีการทารุณกรรมที่มากกว่าการเร่ร่อนซึ่งเรายังไม่รู้และไม่เคยเปิดเผย นอกจากการแก้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายควรจะทำอย่างจริงจังไม่มีการละเว้นโทษไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม นี่คือสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่าตัวกฎหมายหรือไม่

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: