ข่าวที่น่าสนใจ

ข่มขืน : ละครหนึ่งฉากที่ถูกถ่ายทอดโดยสื่อไทยในปัจจุบัน

ละครฉากหนึ่งเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับชีวิตของเด็กหญิงที่ดับวูบลงทั้งๆ ที่ยังคงหายใจอยู่  เรากำลังพูดถึงคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งดูทีท่าว่าจะไม่ลดลงเสียด้วย เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ไม่ครอบคลุม รวมถึงการนำเสนอของสื่อหลายสำนัก มักปล่อยให้มีการเสนอข่าวอย่างไร้ขีดจำกัด จนเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ข่าวออนไลน์  ยิ่งไปกว่านั้นละครฉากนี้จะยังคงบันทึกอยู่ในโลกออนไลน์ชั่วชีวิตของเด็กคนนั้น

เปิดแฟ้มคดีเก่า

คดีกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายน ปี 2560 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งคดีที่น่าสนใจและเป็นกระแสอยู่ชั่วครู่ โดยมีผู้กระทำความผิดร่วม 40 คน แต่ก็มีเสียงโต้แย้งจากคนในชุมชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่กระทำชำเราเด็กหญิงวัยดังกล่าว บ้างก็ว่าผู้กระทำผิดจริงๆ มีไม่ถึงจำนวนที่เด็กอ้าง บ้างก็ว่าตนเป็นแพะในคดีนี้ บ้างก็ว่าแม่เด็กกุเรื่องเพื่อต้องการเงินไปใช้หนี้ จนในที่สุดตอนนี้ก็ยังไม่มีสื่อใดรายงานถึงความคืบหน้าของคดีต่อว่าเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วคดีนี้มีบทสรุปอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ เหตุใดจึงจบลงอย่างปริศนา แม้ผู้สื่อข่าวจะพยายามค้นหาข้อมูลการนำเสนอข่าวของทั้งสื่อเล็กและสื่อใหญ่ แต่ก็ไม่พบบทสรุปที่แน่นอน ซึ่งการรายงานข่าวล่าสุดจากเว็บไซต์ข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2560 ตำรวจจับ 11 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนของกระบวนการในชั้นศาลต่อไป และนั่นก็เป็นการรายงานความคืบหน้าครั้งสุดท้ายของคดีนี้ ก่อนที่จะมีคดีอื่นเข้ามาแทนที่ และเรื่องนี้ก็เงียบลงอย่างไร้ร่องรอย กลายเป็นข่าวเก่าที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขเช่นเดียวกับข่าวก่อนหน้านี้

กระแสการให้ความสนใจในประเด็น “ข่มขืน” ของคนในสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะได้ขบคิดว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่เสพดราม่าที่สื่อพยายามนำเสนอเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรปัญหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องใช้ระยะเวลาในการสืบสาวราวเรื่องและทำความเข้าใจกับปัญหาก่อนที่จะปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลกับเรื่องราวดังกล่าว

ดาบสองคม

ในอดีตเราเสพข่าวจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ต่างๆ บ้างประปราย แต่ปัจจุบันสื่อออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารับรู้ข่าวสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ข่าวบางข่าวอาจจะไม่ได้เกิดจากสื่อหลักเสมอไป เฟซบุ๊กจึงเป็นช่องทางที่หลายคนเลือกใช้ในการร้องเรียนหรือแม้กระทั่งบอกเล่าในสิ่งที่ตนได้ประสบมา จนอาจเกิดเป็นกระแสสังคมที่สื่อหลักรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ต้องเข้ามาช่วยเหลือ

เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งในประเด็นการนำเสนอข่าวข่มขืนของสื่อในปัจจุบัน เธอชื่อว่าอุ้มอุ๊ย หรือนางสาวภทรกมล นันตะนะ นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอมีความเห็นว่า ข่าวเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศมีให้เห็นทั้งสื่อหลักและบนสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ต่างๆ การนำเสนอของสื่อทำให้ตระหนักถึงอันตรายในสังคม พยายามไม่ให้ตัวเองไม่อยู่ในที่เสี่ยงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่ควรมีอันดับแรก คือ สติ ไหวพริบ และส่วนตัวก็มีวิชาป้องกันตัวอยู่ในระดับหนึ่ง

อีกด้านของข้อมูลในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่เราพยายามเสาะหา และก็ได้พี่สา หรือนางสาวนริษา พินโย นักสังคมสงเคราะห์ บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.มหาสารคาม เป็นผู้ที่ให้ข้อมูลในอีกมุมเธอ กล่าวถึงการทำงานของสื่อในมุมมองของนักสังคมสงเคราะห์ว่า สื่ออาจทำให้การทำงานของเรายากขึ้น เพราะสื่อมีข้อมูลที่นำเสนอ ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ประชาชนเขาตีความได้หลายแง่มุม ร้อยคนอ่านก็อาจจะไม่เข้าใจเนื้อหาตรงกัน ทำให้เกิดนักเลงคีย์บอร์ดที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ราวกับว่าล้อกันอย่างสนุกปากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สื่อเหล่านั้นก็กลายเป็นมีดแทงใจเหยื่อมาไม่น้อย ไม่ว่าจะการนำเด็กไปออกสื่อ โดยให้ใส่หมวก ใส่แว่น ใส่ผ้าปิดปาก รายละเอียดในการนำเสนอข่าวต่างๆ ที่มากเกินไปอย่างเช่นการเสนอว่าเหยื่อถูกกระทำมากี่ครั้ง หากเมื่อวันหนึ่งวันใดที่โลกของเขากลับมาสดใสอีกครั้ง แต่เหตุการณ์ฝันร้ายก็ได้บันทึกไว้บนโลกออนไลน์ หรือไม่คนในสังคมเองที่เป็นคนซ้ำเติมด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ถึงต้นเหตุแรงจูงใจ ย้อนกลับไปดูที่การแต่งตัว สถานที่ที่เหยื่อถูกกระทำ ตอกย้ำอย่างนั้นซ้ำๆ และตั้งคำถามว่าตัวเหยื่อเองหรือไม่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

กฎหมายตัดสินโทษ

จากสถิติการคุ้มครองเด็กในคดีอาญาอายุไม่เกิน 18 ปี ของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.มหาสารคาม ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2560 – 23 มีนาคม พ.ศ.2661 มีคดีเกี่ยวกับเพศกระทำชำเรา และอนาจาร จำนวน 22 ราย ด้วยกัน กฎหมายทวงคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อได้อย่างไร

ฉันมีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในประเด็นข่มขืน ซึ่งอาจารย์ให้ความเห็นในมุมมองว่า กฎหมายคือตัวปัญหา อย่างเช่นการให้ความสำคัญกับคำว่า ข่มขืน แม้ว่าจะไม่ได้กระทำถึงขั้นข่มขืน แต่ก็ต้องคุ้มครองคนที่ถูกกระทำได้ เพราะทุกวันนี้มันกลายเป็นว่าถ้าไม่ได้กระทำถึงขั้นนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการข่มขืน เป็นเรื่องขืนใจไป ซึ่งโทษก็เบาลง คนที่เขาทำผิดเขาไม่ได้คิดถึงโทษทางกฎหมายว่าจะลงโทษรุนแรงแค่ไหน คิดแต่จะกระทำกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนั้น เขาไม่ได้มองว่าคนเป็นคนแต่เขามองว่าคนเป็นวัตถุ ซึ่งคนที่กระทำก็ไม่ใช่คนอื่นไกลส่วนใหญ่ก็เป็นคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว พวกเขามีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงมากที่สุด

ในทางเดียวกันจริยธรรมก็เป็นสิ่งที่ควบคุมการทำงานของสื่อให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม แม้จะไม่ใช่กฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจน แต่เป็นความรับผิดชอบที่สื่อควรทำในฐานะเป็นผู้ส่งสารไปยังคนหมู่มาก

เมื่อการช่วยเหลือกลายเป็นการซ้ำเติม

หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในปัจจุบันมีอยู่มาก ทั้งช่วยในเรื่องการดำเนินการทางกฎหมาย ช่วยหาที่พักพิงและฟื้นฟูสภาพร่างกาย รวมถึงจิตใจของเด็กด้วย

ในส่วนของ ดร.ไชยณรงค์ ให้ความเห็นกับปัญหาการถูกล่วงละเมิดในเด็กและเยาวชนว่า ในปัจจุบันมีหน่วยงานที่จะช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยื่อมากมาย ซึ่งรัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ให้ประชาชนอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เราพบบ่อยมากคือ เหยื่อถูกกระทำซ้ำจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง ในด้านจิตใจ เพราะบางทีทำให้เขาไม่รู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี ไม่คุ้มครองสิทธิ์ของเขา ทำให้เกิดความทุกข์เชิงสังคม บางกรณีจึงต้องไปร้องเรียนต่อมูลนิธิต่างๆ องค์กรเหล่านั้นจึงไปเรียกร้องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจมากกว่า เพื่อทำให้หน่วยงานทางปฏิบัติต้องเร่งมือและจริงจังมากกว่านี้ หรือในบางกรณีผู้ที่กระทำเป็นคนมีอำนาจ ลูกหลานเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ช่วยกันปกปิดความผิด

“หน่วยงานรัฐควรมีแนวปฏิบัติที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เช่น ต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้หญิง เพราะถ้าเหยื่อเป็นผู้หญิงจะได้สบายใจที่จะเล่า เขาถูกกระทำจากผู้ชายมาแล้ว จะให้เขาต้องถูกตำรวจผู้ชายสอบปากคำอีก มันเหมือนเป็นการซ้ำเติมเขา” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

ที่ผ่านมาสื่อก็พยายามที่จะนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่บ่อยครั้ง แต่สื่ออาจจะหลงลืมไปว่า ควรจะนำเสนอถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา การป้องกัน หรือการเยียวยาจิตใจเด็ก

แก้อย่างไรให้ถูกจุด

สำหรับทางออกของปัญหานั้น ดร.ไชยณรงค์ มองว่า สังคมต้องมีการรณรงค์อย่างจริงจัง ให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก สิทธิสตรี รวมถึงสิทธิเพศที่ 3 ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันสำคัญเท่านั้น และไม่ใช่แค่มีคดีตัวอย่างให้เห็นแล้วก็เรียกร้องกัน เมื่อเรื่องเงียบทุกอย่างก็จบลง แต่ต้องปลูกฝังให้ถึงรากถึงโคน ต้องทำให้สังคมตั้งคำถามและร่วมกันหาทางออกให้ได้ว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ส่วนในด้านนักสังคมสงเคราะห์ มองว่า ปลายทางการช่วยเหลือ คือ เด็กจะต้องสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจะเตรียมความพร้อมด้านครอบครัวให้กับเด็ก เพราะบางครอบครัวไม่พร้อมที่จะรับเด็กมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ บางคนอายที่ลูกถูกข่มขืน มันมีครอบครัวหลายรูปแบบในสังคม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบทชุมชนด้วยว่าเอื้อให้เด็กกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิมหรือไม่ ถ้าชุมชนเข้มแข็งพอจะสามารถช่วยฟื้นฟูครอบครัวและตัวเด็กได้ดีเลยทีเดียว แต่เมื่อไหร่ที่ชุมชนรู้สึกว่าเด็กทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง การรับเด็กกลับบ้านจะยากมาก บางครอบครัวที่เขาเข้มแข็งมากๆ ก็มี ไม่ว่าเสียงรอบข้างจะว่าอย่างไร เขาจะคิดว่าไม่นานชาวบ้านก็ลืมไปเอง

“ความคิดของคนในครอบครัวส่งผลกับเด็กมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดว่ารังเกียจ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องการ สุดท้ายแล้วเด็กจะรับรู้ได้เองว่าเขาไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนในครอบครัว และเด็กกลุ่มนี้จะดีดตัวเองออกมาจากสังคมปกติ กลายเป็นสังคมของผู้ประสบปัญหาของเราในอนาคต” นริษา นักสังคมสงเคราะห์กล่าว

ในกรณีที่เด็กไม่มีที่ไปทางบ้านพักเด็กและครอบครัว จะทำการส่งเด็กสู่สถานสงเคราะห์ ซึ่งกระบวนการนี้พี่สาบอกเราว่า จะค่อนข้างยื้อเวลาในการส่งตัวเด็ก เพราะต้องการทำให้ทางครอบครัวเรียนรู้ว่าถ้าเด็กไปจริงๆ นั้น จะส่งผลดีกับเขาและครอบครัวจริงหรือไม่ หลายครอบครัวส่งเด็กไป แต่พอระยะเวลาผ่านไปก็มาขอรับกลับ หรือบางครอบครัวไม่สามารถดูแลเด็กได้จริงๆ ทางเราก็ต้องรับผิดชอบดูแล และอาจจะต้องบำบัดที่ครอบครัวด้วย เพราะเขาคือสังคมที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด

และหากถามถึงแนวทางป้องกัน ต้องเริ่มที่สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะช่วยฟื้นฟูเด็กได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ความอบอุ่นและเวลาจากคนในครอบครัวเป็นอีกสิ่งที่สำคัญยิ่ง อย่างเช่น พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ลูกต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนร้ายลงมือกับเหยื่อ และเด็กบางคนก็ถูกกระทำโดยพ่อแม่แท้ๆแต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวบาป แต่ไม่ใช่พ่อแม่ไม่รักลูก แต่เขาคิดว่าลูกเป็นสมบัติของเขา ดังนั้น จะทำอย่างไรกับตัวเด็กก็ได้ และอาจทำรุนแรงเกินที่พ่อแม่คนหนึ่งจะทำกับลูกตัวเอง ปัจจัยอาจมาจากการดื่มสุรา ความเครียด สภาพเศรษฐกิจประกอบกัน

ท้ายที่สุดแล้วแม้จะมีการนำเสนอข่าวคดีข่มขืน เพื่อเป็นคดีตัวอย่างให้กับสังคม และหวังว่าจะเป็นบทเรียนที่นำไปสู่การหาแนวทางป้องกัน แต่เราก็มักจะได้ยินคำพูดนี้อยู่บ่อยครั้งว่า “เป็นคดีตัวอย่างให้กับคนในสังคม” แล้วอย่างไรเล่า เราทำได้เพียงแค่กล่าวว่าคดีที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมจะเป็นคดีตัวอย่างให้กับอีกหลายๆ คดีหลังจากนี้อย่างนั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียจริงหากมันจะเป็นเพียงเรื่องราวดราม่าในสังคมเฉกเช่นละครหลังข่าวที่เราเลือกเสพกันตามความชอบ  และที่สำคัญยังขาดแง่มุมของทางออกหรือการแก้ไขที่สื่อควรจะนำเสนอกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่นั้น  เป็นเรื่องที่น่าจับตามองในอนาคตอันไกลโพ้น

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: