ข่าวที่น่าสนใจ

เตือนภัยผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ลงชื่อออกจากระบบทุกครั้ง ระวังแฮกเกอร์หลอกโอนเงิน

เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ข้อดีของการใช้เฟซบุ๊กคือเราสามารถโพสต์ข้อความ รูปภาพ คลิปวิดีโอ และสามารถถ่ายทอดสดได้ ซึ่งทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกที่ใช้เฟซบุ๊กเหมือนกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย ทั้งนี้ สำหรับคนที่กรอกข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างลงไปในเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ประวัติส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้แต่รหัสบัตรเครดิต เมื่อแฮกเกอร์ทำการแฮกข้อมูลเหล่านั้น เขาก็จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ในทางทุจริตและทำให้เราเสียหายได้

นักศึกษาจากวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.อุบลราชธานีรายหนึ่ง เล่าว่า ตนได้ถูกแฮกเฟซบุ๊กโดยที่ไม่รู้ตัวและผู้ที่แฮกเฟซบุ๊กนั้นได้นำเฟซบุ๊กของตนทักไปขอยืมเงินเพื่อนเป็นจำนวนหลายคน ซึ่งก็มีบางคนหลงเชื่อโอนเงินจำนวนหนึ่งไปให้ และพบว่าชื่อบัญชีนั้นไม่ได้ตรงกับชื่อเจ้าของเฟซบุ๊ก จึงได้โทรไปถามตนถึงรู้ว่าโดนแฮกเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนี้เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กนี้ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เพื่อเอาผิดกับคนที่ทำต่อไป

นางสาวจีรประภา หนูบุญ นิสิตคณะวิทยากรสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า ตนก็เคยโดนแฮกเฟซบุ๊ก แต่ตนนั้นรู้ทันจึงได้เปลี่ยนรหัสก่อนคนที่ทำนั้นจะแฮกได้สำเร็จ

“ไม่รู้เหมือนกันว่าแฮกได้อย่างไร ไม่เคยล็อกอินที่ไหนทิ้งไว้ เปิดเข้ามาอีกทีก็ขึ้นแจ้งเตือนว่ามีคนกำลังพยายามจะเข้าเฟซบุ๊กของเราอยู่ เลยเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ก่อน” นางสาวจีรประภา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการโดนแฮกเฟซบุ๊กที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งผู้ที่ถูกแฮกเฟซบุ๊กส่งข้อความให้เพื่อนโอนเงินให้ แต่ชื่อบัญชีกลับเป็นของคนอื่น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ใช้โทรศัพท์ จึงได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้พบกับผู้เสียหายอีกรายที่ประสบเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ซึ่งคาดว่าคนที่แฮกเฟซบุ๊กน่าจะเป็นคนเดียวกันเพราะบัญชีปลายทางที่โอนเข้าเป็นชื่อเดียวกัน

รวมถึงกรณีการโดนแฮกเฟซบุ๊กที่ จ.พังงา ได้มีการแฮกเฟซบุ๊กของผู้ใหญ่บ้านนาใน ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง ก่อนจะใช้เฟซบุ๊กแมสเซ็นเจอร์ ส่งข้อความหาลูกบ้านว่าพอจะมีเงินหรือไม่ จากนั้นขอให้โอนเงินไปยังบุคคลที่ 3 จนมีลูกบ้านสงสัยเลยได้โทรไปสอบถาม จึงได้ตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้ เนื่องจากแฮกเกอร์ได้เปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวแล้ว หลังจากนั้นก็ได้ทราบชื่อเจ้าของบัญชีว่าเป็นชาวชลบุรี จึงได้เดินทางไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาแฮกเกอร์ตัวจริง

จากกรณีตัวอย่างจะทำให้เห็นว่ามีการกระทำผิดเช่นนี้จำนวนมากและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ เนื่องจากผู้เสียหายอาจจะคิดว่ากระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องยุ่งยากและการได้คืนนั้นค่อนข้างที่จะยากจึงปล่อยไป จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจารย์ธนันชัย คำเกตุ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า แนวทางป้องกันไม่ให้โดนแฮกเฟซบุ๊กนั้น อยู่ที่ตัวของผู้ใช้งานเองว่าจะระมัดระวังเพียงใดในการเข้าใช้ ทั้งเรื่องของการลงชื่อเข้าใช้ในที่สาธารณะ เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ให้ลงชื่อออกจากระบบทุกครั้ง  อีกทั้งยังควรระวังในการเข้าเว็บไซต์หรือเพจที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัย และในปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลก็ง่ายมากแค่คลิกลิงค์ยังไม่ได้เข้าหน้าเว็บไซต์ก็สามารถรู้ข้อมูลของเราได้แล้ว

“เมื่อเราโดนแฮกเฟซบุ๊ก ถ้ารู้ตัวช้าว่าโดนแฮก การแก้ปัญหาจะค่อนข้างยากหรืออาจจะถึงขั้นแก้ปัญหาไม่ได้เลย แต่ถ้าเรารู้ตัวเร็วเราต้องรีบลงชื่อออกจากระบบ หรือเปลี่ยนรหัสผ่านโดยเร็วที่สุด ซึ่งการแฮกข้อมูลนั้นเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 5 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท” อาจารย์ธนันชัย กล่าว

ถ้าลองค้นคำว่า “แฮกเฟซบุ๊ก” ในกูเกิลแล้ว จะพบการค้นหากว่า 17,500,000 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2561) ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลการป้องกันหรือวิธีการแฮกนั้น ถือว่าทำได้ง่ายมากเลยทีเดียว ซึ่งจุดประสงค์ก็คือเตือนให้ระมัดระวังการใช้เฟซบุ๊ก แต่จะดูเป็นการชี้โพรงให้กระรอก ให้มีการทำผิดแบบนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าเราจะรักษาข้อมูลของตนและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีได้อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้อีก

อาจารย์ธนันชัย ยังฝากถึงคนที่ใช้เฟซบุ๊กหรือสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ทิ้งท้ายอีกว่า สื่อโซเชียลเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้เราได้ดีมาก เราสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้หมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อมูลที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ หากข้อมูลเหล่านี้ไปสู่มือคนที่ไม่หวังดีก็จะทำให้เราเสียหายได้ ฉะนั้น จะต้องระมัดระวังในการใช้สื่อโซเชียล และใช้งานอย่างมีวิจารณญาณ อย่าให้สื่อโซเชียลหรือคนที่ใช้มาหลอกได้ เราต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบในการใช้สื่อจึงจะช่วยให้รอดพ้นจะผู้ไม่หวังดีหรือแฮกเกอร์ต่างๆ ได้

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: