ข่าวที่น่าสนใจ

ใบปริญญา : เครื่องยืนยันความสำเร็จจริงหรือ

ประเทศไทยเดินหน้ารูปแบบเป็น 4.0 ซึ่งเปิดกว้างทางความคิด ทำให้ผู้คนมีเสรีภาพในการตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง เช่น ทางเลือกของการศึกษาที่เราต้องกลับมาคิดใหม่ว่า ใบปริญญานั้นยังสำคัญอยู่หรือไม่ เนื่องจากการทำธุรกิจบางครั้ง ก็ไม่ได้อาศัยใบปริญญาแต่อาศัยประสบการณ์ชีวิต

นายชัยวัฒน์ บุญสม อดีตนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน เล่าว่า “เริ่มหางานทำไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ หากรอครอบครัวส่งเสียค่าเล่าเรียน ก็จะไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อเริ่มทำงานแล้วจึงรู้ว่าเมื่อก่อนผู้คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนก่อนเสมอ และให้คิดเรื่องเงินทีหลัง ซึ่งจริงๆ แล้วชีวิตคนส่วนใหญ่จะเห็นค่าของเงินสำคัญที่สุด พอได้ลองทำงานมันตอบโจทย์ให้กับตัวเอง คือสามารถดูแล พัฒนา และสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้ การที่เลิกเรียนแล้วหันมาทำงานเป็นเหมือนทางลัด เพราะหากเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่นก็จะมีเวลาล้มเหลวมากกว่าคนอื่น แต่ถ้าจบมหาวิทยาลัยแล้ว จะไม่สามารถมีคำว่าล้มเหลวได้ เพราะว่าคนที่เรียนจบจนได้ใบปริญญาจะกลัวคำว่าล้มเหลวที่สุด

นายชัยวัฒน์ ย้ำว่า ใบปริญญาเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดว่า คุณต้องสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นมีหลายระดับ ดังนั้นคนที่เขาเรียกตัวเองว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้น อาจจะได้เงินเดือนแค่ 15,000 บาทก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว ประจวบเหมาะกับการที่ตนได้งานที่ทำรายได้ดี จึงไม่เดือดร้อน แต่ก่อนที่ตนจะลาออกนั้นก็ได้ทำงานพิเศษหลายงานที่สร้างรายได้ และหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพราะรูปแบบของงานไม่ตายตัว ซึ่งปัจจุบันตนทำงานเกี่ยวกับการลงทุน

ด้าน อ.ดร.คมกริช วงศ์แข หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มองว่า “ปัจจุบันสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป มีทางเลือกเยอะขึ้น คนรุ่นใหม่เป็นคนที่ใฝ่รู้ และมีเวทีที่ให้ลองฝึกปฏิบัติเยอะ สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจบสาขาอะไร ถ้าเกิดเป็นสาขาที่เกี่ยวกับวิชาชีพ เช่น บัญชี แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ จะมีงานในสายอาชีพนี้รองรับ งานก็ค่อนข้างจะชัดเจน โอกาสของคนเหล่านี้จะเปลี่ยนงานหรือจบแล้วออกไปทำงานอื่นค่อนข้างน้อย หากเป็น กลุ่มสายอาชีพ เช่น การตลาด เศรษฐศาสตร์ กลุ่มนี้มีโอกาสที่จบมาแล้ว จะไม่ได้ทำงานที่ตรงสาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”

อ.ดร.คมกริช ยังยกตัวอย่างไว้ว่า “สมมติว่าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียน 15 ปี และเราจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เราก็ไปทำงาน แต่ถ้าเรียนต่อ 4 ปีในระดับปริญญาตรี จะมีต้นทุนที่เราอาจจะมองว่าเป็นแค่ค่าเทอม ค่าใช้จ่าย แต่ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันมีเยอะขึ้น คือมีแนวโน้มคนที่จะออกไปทำงานมากกว่าเรียนต่อ กรณีที่เรียนจบและออกไปทำงาน ก็จะมองต้นทุนเป็นค่าเสียโอกาส ขาดโอกาสในการสร้างรายได้ แต่หากจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วออกไปทำงาน หลายๆ อย่างไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ในระดับปริญญาตรี ดังนั้นเราจะไม่เสียต้นทุนค่าเสียโอกาสตรงนั้น และสามารถนำต้นทุนตรงนั้นมาแปลงเป็นกำไร ที่สามารถสร้างได้จากการประกอบธุรกิจ”

“แต่คงจะฟันธงไม่ได้ว่าทางไหนจะให้ผลตอบแทนได้มากกว่า เพราะทุกอย่างมี 2 ด้าน แล้วแต่ตัวบุคคล ถ้าเกิดว่าเราไปทำงานและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง แน่นอนว่าความเชี่ยวชาญในตัวเองก็จะมีมากขึ้น หลังจากนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับตนเองได้ แต่อย่าลืมว่าทุกคนไม่ได้มีโอกาสเหมือนกันทั้งหมด” อ.ดร.คมกริช กล่าว

“การเรียนเปรียบเสมือนการลงทุนอย่างหนึ่ง เป็นการลงทุนสะสม เรียกว่าทุนมนุษย์ การเรียนเป็นการเพิ่มทุนให้แก่ตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราลงทุนไปเท่าไรและจะคืนทุนที่เสียไปในระยะเวลากี่ปี ซึ่งตนนั้นสนับสนุนให้ศึกษาต่อ อย่างน้อยก็เป็นการสะสมทุนมนุษย์ในตัวเรา” อ.ดร.คมกริช กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: