เภสัชฯหวั่นใช้ยาคุมผิดชีวิตเปลี่ยน

dbf0d0e0-d26c-4975-9bc4-3eafa901b482กรณีการถกเถียงในโลกโซเชียลของคุณแม่วัยใสที่โพสต์ภาพลูกๆ ที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วป้องกันไม่ถูกวิธีแม้ว่าใช้ยาคุมกำเนิดก็ตาม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นนิสิตพบว่า  นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้ยาคุมกำเนิดถูกต้องและถูกตามประเภทของยาคุมกำเนิดหรือไม่

จากการลงสำรวจพบว่า นิสิตหญิงส่วนใหญ่จะใช้วิธีการป้องกันการคุมกำเนิดด้วยวิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่สะดวกในการซื้อ พกพา และวิธีการรับประทานไม่ยุ่งยาก การใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์จะแตกต่างกันและหลากหลายวิธีออกไป ซึ่งวิธีเหล่านี้อาจจะป้องกันการคุมกำเนิดได้ ขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งานและวิธีการใช้ที่ถูกต้อง

นางสาว นก (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินมาประมาณ 6-7 ครั้ง ทานแบบ 2 เม็ดเท่านั้น เพราะเชื่อว่าป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่าแบบ 1 เม็ด เม็ดแรกทานภายใน 24 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ส่วนเม็ดที่ 2 ทานถัดจากเม็ดแรกมา 12 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้เธอได้ทำตามฉลากที่อยู่ภายในกล่อง

ส่วน นางสาว ฝน (นามสมมุติ) นิสิตหญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบรายเดือน เปิดเผยว่า เธอได้ใช้ยาคุมกำเนิดติดต่อกันมาเกือบ 2 ปี โดยใช้ทั้งแบบ 28 เม็ดและ 21 เม็ด ซึ่งแบบ 28 เม็ดจะทานต่อเนื่องกันจนหมด ส่วนแบบ 21 เม็ด เมื่อทานครบ 21 เม็ดแล้วจะหยุด 7 วันให้ประจำเดือนมา ครบวันที่ 7 ก็เริ่มทานแผงต่อไป ซึ่งตนได้รับคำแนะนำและปรึกษาถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากเภสัชกรอย่างละเอียด โดยตลอดระยะเวลาการใช้ยายังไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อร่างกาย และรู้สึกว่าในขณะที่ใช้ยาเกิดผลดีคือ ไม่มีสิวเกิดขึ้นเลย

ทางด้าน ภก.ณภัทร นวลสกุลกฤป เภสัชกรเจ้าของร้านเภสัชอิ่ม (ร้านยาบริเวณใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ให้ข้อมูลการใช้ยาคุมกำเนิดแต่ละประเภทว่า ยาคุมฉุกเฉิน จะใช้หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีมีเพศสัมพันธ์โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ วิธีใช้ส่วนมากจะไม่เกิน 72 ชั่วโมง แต่แนะนำว่าทานให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมงได้ยิ่งดี เพราะถ้าเลยจาก 24 ชั่วโมงไปแล้วประสิทธิภาพจะลดลง มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ และโอกาสในการคุมกำเนิดน้อยกว่าแบบรายเดือน จำนวนการใช้ไม่แน่นอนแต่อาจส่งผลถึงความปลอดภัยในระยะยาวได้ อาจจะไม่ใช่เรื่องของมะเร็งแต่อาจส่งเสริมทำให้เกิดการท้องนอกมดลูก ซึ่งควรจะใช้ให้น้อยที่สุดและโอกาสสำเร็จในการใช้คุมกำเนิดอยู่ที่ 50-70 เปอร์เซ็น ถ้าจะต้องใช้บ่อยถึงเดือนละ 2-3 ครั้ง ควรจะใช้รายเดือน

ส่วนยาคุมกำเนิดแบบรายเดือน เภสัชกรคนเดิมแนะนำว่า เป็นการป้องกันล่วงหน้าก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นอาจมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ตัวยาคุมรายเดือนมีข้อเสียตรงที่ต้องมานั่งกินทุกวันและต้องกินต่อเนื่องมาสักระยะหนึ่งก่อนถึงจะคาดหวังในเรื่องของยาคุมกำเนิดได้ แต่ความแน่นอนของการคุมกำเนิดจะใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็น และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย

นอกจากนี้ ภก. ณภัทร กล่าวว่า ยาคุมแบบฝังหรือแบบฉีด ต้องทำในสถานพยาบาลเท่านั้น ข้อดีคือฉีดทีเดียว 1 เดือน 3 เดือน แล้วแต่ระยะเวลาที่เราเลือก แต่ปัญหาที่คนมักพบบ่อยคือฉีดแล้วประจำเดือนหาย บางคนหลังจากหยุดฉีดแล้วประจำเดือนยังหายอยู่เป็นปี และมีปัญหาในเรื่องผิวคล้ำเป็นฝ้า แต่ผลคือคุมกำเนิดใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็น

“ทั้งนี้การใช้ยาคุมในกลุ่มวัยรุ่นไทย ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามกรณีเพื่อป้องกันการการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนอกจากการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยเรียนแล้วอยากให้ทุกคนคำนึงถึงผลกระทบและผลข้างเคียงที่จะเกิดตามมา เพราะยาคุมทุกประเภทอาจจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้จริงแต่ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดต่อและโรคเอดส์ได้” ภก.ณภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: