ข่าวที่น่าสนใจ

สิทธิความเท่าเทียมของเด็กที่เกิดในเรือนจำ

เด็กด้อยโอกาสเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาในหลายด้าน ในสังคมไทยมีเด็กด้อยโอกาสอยู่หลายกลุ่ม เด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่สังคมยังไม่ค่อยให้ความสำคัญและรับรู้ถึงเรื่องราว คือ เด็กที่เกิดในเรือนจำ ในที่นี้หมายถึงเด็กที่ติดครรภ์มารดาและมาคลอดในเรือนจำหรือทัณฑสถานระหว่างที่มารดาต้องโทษอยู่ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า บุตรที่แยกจากมารดาตั้งแต่แรกคลอดทำให้ขาดโอกาสในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างมารดากับทารก ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมต่อไปในอนาคตได้ (อ้างอิงจาก : ปิยะลักษณ์ ทัฬหิกรณ์. การปฏิบัติต่อหญิงมีครรภ์ในระหว่างการดำเนินคดีอาญา.วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต, 2554กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.)

สำหรับการดูแลเด็กที่เกิดในเรือนจำมีการพัฒนาขึ้นจากเดิม จากการที่เรือนจำนั้นได้เข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดี ที่ได้มองเห็นถึงความสำคัญและได้พยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาสกลุ่มนี้ ซึ่งได้มีข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิงหรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพเด็กที่เกิดในเรือนจำหลายประเด็นอย่างเช่น ผู้ต้องขังหญิงซึ่งมีบุตรอยู่ร่วมในเรือนจำด้วยจะต้องได้รับโอกาสในการใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับบุตรให้มากที่สุด หรือ ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรต้องได้รับคำแนะนำทางด้านสุขภาพและโภชนาการภายใต้โครงการที่ ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยผู้ให้คำแนะนำทางด้านสุขภาพที่ได้รับการรับรอง เป็นต้น
(อ้างอิงจาก:http://www.correct.go.th/fdcphit/images/stories/pdf/bangkokrules.pdf)

การถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งของผู้กระทำความผิดตามกฎหมายซึ่งจะกระทำโดยไม่เกินความจำเป็น ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังที่ปรากฎในข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น สิทธิของผู้เป็นมารดาและเด็ก เป็นต้น สิทธิผู้ต้องขังนั้นถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่ปรากฏตามปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of HumanRight 1948) 3 ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rule) โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ที่ถูกส่งเข้ามาในเรือนจำนั้นมี กฎหมายและระเบียบที่แตกต่างจากผู้ต้องขังทั่วไป รวมไปถึงสิทธิของเด็กที่คลอดจากแม่ที่เป็นผู้ต้องขังด้วย

โดยมีนางไก่ (นามสมมติ) ซึ่งผู้ต้องขังที่ถูกจำคุกระหว่างตั้งครรภ์ เปิดเผยว่า “ในตอนเป็นผู้ต้องขังที่ท้องอยู่เราก็จะได้อภิสิทธิ์มากกว่าผู้ต้องขังคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ การกิน การนอน ก็แยกจากผู้ต้องขังคนอื่น ไม่ต้องไปอยู่แออัดในห้องขัง จะมีห้องส่วนตัวให้ เป็นห้องแม่และเด็กเรื่องการทำงาน เราก็จะได้ทำงานบ้าง เป็นงานที่เบาๆ ไม่หนัก หลังจากคลอด การดูแลเรื่องอาหาร เรือนจำก็จะเป็นคนดูแลให้ มีการดูแลเรื่องอาหารให้ครบตามโภชนาการ 6เดือนแรก หลังจากนั้นเด็กจะต้องได้รับสารอาหารเพิ่ม เขาก็จะเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ ทั้งดูแลและให้ความสะดวกสบายด้วย (กรณีที่ไม่มีญาติมารับ)”

ตามข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ข้อที่ 48 กล่าวไว้ว่า “ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ต้องได้รับคำแนะนำทางด้านสุขภาพและโภชนาการภายใต้โครงการที่ ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยผู้ให้คำแนะนำทางด้านสุขภาพที่ได้รับการรับรอง ต้องจัดอาหารที่เพียงพอและใน เวลาที่เหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่หญิงตั้งครรภ์ ทารก เด็กและมารดาที่ให้นมบุตร” ซึ่งการดูแลผู้ต้องหาที่ตั้งครรภ์จะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารเรือนจำที่จะจัดผู้คุมให้มาดูแลให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด

ทั้งนี้นางไพรินทร์ อาจอัน นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพชำนาญการภายในเรือนจำกล่าวว่า “ถ้ากรณี
ไม่มีญาติรับไปเลี้ยง ยังไม่พ้นโทษ สามารถให้อยู่ได้ไม่เกิน3 ปี จากนั้นเรือนจำก็จะทำเรื่องให้ประชาสงเคราะห์มารับไป ก็เอาไปฝากไว้ที่ประชาสงเคราะห์เวลาแม่พ้นโทษก็จะไปรับต่อ กำหนดให้เพียงแค่นั้น เพราะว่าสามปี เด็กก็พอจะรู้เรื่องแล้ว เขาอาจจะรับในสิ่งที่ไม่ดีไป แต่ส่วนมากไม่เกินปีสองปีก็มีญาติมารับไปแล้ว บางคนคลอดมาญาติก็รับไปเลย เช่น กรณีของนางไก่ (นามสมมติ) ก็คลอดแล้วญาติก็รับไปเลย ลูกก็ไม่ได้กินนมแม่ กรณีที่ผู้ต้องขังคลอดที่โรงพยาบาลแล้วแจ้งว่าจะมีญาติมารับไปเขาก็จะไม่ให้เห็นแม่เลย” ตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok rules) ข้อที่ 52 ว่าด้วย

1. การตัดสินใจว่าเมื่อใดเด็กจะถูกแยกออกจากมารดาต้องขึ้นอยู่กับผลการประเมินของเด็กแต่ละคน
และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. การย้ายเด็กออกจากเรือนจำต้องกระทำด้วยความละเอียดอ่อนและกระทำเมื่อมีการจัดเตรียมการดูแลทางเลือกอื่นๆ ไว้แล้วเท่านั้น และโดยปรึกษากับเจ้าหน้าที่กงสุลในกรณีที่เป็นผู้ต้องขังชาวต่างชาติ
3. หลังจากเด็กถูกแยกออกจากมารดาและให้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ หรือการดูแลทางเลือก ผู้
ต้องขังหญิงต้องได้รับโอกาสและการอำนวยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อพบกับบุตรเมื่อเป็นประโยชน์สูงสุดของเด็กและไม่ลดซึ่งความปลอดภัยสาธารณะ

นางไก่ (นามสมมติ) เล่าให้ฟังต่อว่า “ตอนคลอดก็จะพาไปคลอดที่โรงพยาบาล การฝากครรภ์ก็จะทำตามที่โรงพยาบาลปกติเลย โดยจะมีผู้คุมที่พาไปโรงพยาบาล ซึ่งในที่นี้ประชาสงเคราะห์เป็นผู้สนับสนุน เขาก็จะมีมาให้ฟรีหมด มีให้ทุกอย่าง ของใช้เขาก็จะมีมาให้ มีทุกอย่าง ฟรีทุกอย่าง หรืออย่างเช่นครบกำหนดที่เด็กต้องไปฉีดวัคซีนก็จะมีผู้คุมนำเด็กไปหาหมอ แต่แม่ไม่สามารถตามไปด้วยได้ เพราะว่าลูกไม่ใช่ผู้ต้องขัง เวลาลูกป่วยก็ให้นอนโรงพยาบาล ถ้ามีญาติก็ให้ญาติดูแล แต่ถ้าไม่มีก็จะเป็นผู้คุมหรือพยาบาลเป็นคนดูแล” สำหรับสวัสดิการทั้งหมดนี้จะให้เพียงแค่ตัวเด็กเท่านั้น เพราะถือว่าเด็กไม่ได้มีความผิดตามมารดา และทั้งหมดนี้เป็นสิทธิที่เด็กควรได้รับ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อที่เด็กจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป ดังนั้น เด็กที่เกิดในเรือนจำจะได้รับสวัสดิการต่างๆ ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ภายใต้สิทธิเด็กที่ควรจะได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

เด็กในเรือนจำ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: