ข่าวที่น่าสนใจ

ภัยเงียบใกล้ตัว จากโลกดิจิทัลของเด็กไทย 4.0

“ในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียเข้ามาครอบคลุมพื้นที่การสื่อสารในโลกออนไลน์มากขึ้น จากสถิติของ ThailandSocial Awards 2018 พบว่าประเทศไทยเป็นผู้ใช้ดิจิทัลมากที่สุดในโลกและยังมียอดเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี นับได้ว่าโลกโซเชียลเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจําวันของคนไทยจํานวนมาก รวมไปถึงเด็กไทยในปัจจุบันเช่นกัน อีกทั้งข้อมูลจากสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระบุว่า เด็กไทยอายุระหว่าง 8-12 ปี มีการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทําให้มีโอกาสเสี่ยงภัยอันตรายจากออนไลน์ถึง 60 เปอร์เซ็นต์”

สมาร์ทโฟนกับเด็กไทยเป็นเหมือนของคู่กันสังเกตได้จากคนรอบตัวที่เวลาจะเดินทางไปไหนจะต้องมีเด็กอย่างน้อย 5 – 6 คน กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างสนุกสนาน พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจากครอบครัวที่เป็นส่วนหนึ่งของการซื้อให้เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน จนเริ่มละเลยชีวิตจริงของเด็กลง นับเป็นภัยเงียบที่ผู้ปกครองเป็นคนมอบให้ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเด็กในหลายๆ ด้านและค่อยๆ สะสมไปทีละนิดจนถึงวันที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้น และอาจส่งผลในเรื่องพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายทำให้เด็กไม่เกิดการเรียนรูและขาดการพัฒนา ส่งผลต่อระบบประสาท เนื่องจากคลื่นมือถือหากรับในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์(โรคความจำเสื่อม)ยิ่งเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบ ไม่ควรใช้มือถือ เพราะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมที่แปลกๆ เช่น พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจและพฤติกรรมลอกเลียนแบบที่ผิดๆ

พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ เป็นพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่หรือใครหลายๆ คนเห็นแล้วต้องส่ายหน้า พฤติกรรมเช่นนี้พบได้บ่อยจากในเว็บไซต์ที่มีคนเข้าถึงมาก เราจะเห็นเด็กบางกลุ่มที่เรียกร้องความสนใจผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยการทำร้ายตัวเองแล้วถ่ายรูปลงในโซเชียลมีเดียหรือเป็นการเปิดรับสมัครแฟนคลับของเด็กๆ และแจกที่อยู่เพื่อให้แฟนคลับส่งของมาให้จนชาวยูทูปตั้งฉายาให้ว่า ขอทานออนไลน์ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของเด็กๆ ในสมัยนี้และมีการทำต่อๆ กันจนเกิดเป็นไวรัลขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยต้องการเป็นที่สนใจและอยากเป็นที่ยอมรับในคนหมู่มาก

พฤติกรรมการเลียนแบบที่มีสาเหตุมาจากการอยากเป็นที่ยอมรับ อยากเป็นเหมือนคนดังในโลกอินเทอร์เน็ตจนขาดความเป็นตัวเอง ซึ่งพฤติกรรมนี้นับว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ร้ายแรงเช่นกัน เพราะการเลียนแบบของเด็กที่ยังไมมีวุฒิภาวะมากพอ อาจส่งผลกระทบต่อระบบความคิดจนไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิดได้คนส่วนใหญ่จะมองว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นปัญหาต่อสังคมที่ควรได้รับการเยียวยาและแก้ไข

ดังนั้น อาจมองได้ว่าความต้องการเป็นที่ยอมรับคือหนึ่งในผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด เพราะมันคือสาเหตุแรกๆ ที่ทำให้เด็กมีสภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงหรืออ่อนไหวและโรคซึมเศร้าในเด็กส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เด็กอาจไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างที่มากพอจนส่งผลให้เป็นโรคเครียดลามไปถึงการเป็นโรคซึมเศร้าทำให้มีความคิดที่อยากจะทำร้ายตัวเอง หรืออาจรุนแรงถึงความคิดในการตัดสินใจฆ่าตัวตาย ซึ่งนี่ถือเป็นผลกระทบที่น่ากลัวในการใช้โทรศัพท์มือถือที่มากเกินไปของเด็กและวัยรุ่นเลยก็ว่าได้

กรณีการรายงานข่าวของสื่อมวลชนในช่วงที่ผ่านมา อย่างข่าวเด็กนักเรียน ม.5 กระโดดตึกฆ่าตัวตายสาเหตุเนื่องจากถูกชาวโซเชียลมีเดียซ้ำเติม เพราะจับได้ว่าไปขโมยเงินเพื่อน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นได้ว่า โลกโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมาก การที่เด็กจะคิดฆ่าตัวตายได้นั้นอาจเกิดจากวุฒิภาวะที่ยังมีไม่ มากพอ

ซึ่งสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เนื่องจากเด็กในวัยนี้ต้องการถูกเป็นที่ยอมรับแต่
เมื่อไม่ได้ถูกยอมรับและยังถูกซ้ำเติมจากความผิดในอดีต ความเครียดจึงเริ่มก่อตัวขึ้นและตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย แสดงให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกับเด็กคือภัยเงียบที่อันตรายอีกอย่างหนึ่ง เพราะการฆ่าตัวตายเกิดจากสภาวะทางด้านจิตใจและอารมณ์ที่อ่อนไหว ส่งผลต่อภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต ตรวจพบว่า เด็กไทยป่วยเป็นโรคไฮเปอร์กว่า 400,000 คน ทำให้เห็นว่าการให้เด็กเล่นโทรศัพท์มือถืออาจไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป ทางที่ดีควรหากิจกรรมเพิ่มความรู้และทักษะต่างๆ แก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ขึ้นมา (ข้อมูลจาก http://www.amarinbabyankids.com)

ปัจจุบันนี้เด็กต้องอยู่คนเดียวบ่อย เพราะพ่อแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน โทรศัพท์มือถือจึงเป็นเพื่อนยามเหงาของพวกเขา พ่อแม่ไม่สามารถไปบังคับลูกให้เลิกเล่นได้เพราะสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องคอยพึ่งมันตลอดเวลาก็คือพ่อแม่เอง ดังนั้น ควรเปลี่ยนการใช้ชีวิตและดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ให้มากขึ้น พาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านให้เด็กได้สัมผัสกับธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กๆ

อย่าให้ลูกของคุณก้าวเข้าไปในโลกหน้าจออย่างเต็มตัว ถึงอนุภาพของมันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่จงอย่าให้ภาพในจอมาแทนภาพในชีวิตจริง อย่าให้สมาร์ทโฟนมาเป็นของเล่นแทนลูกบอลหรือตุ๊กตา และอย่าให้มันเลี้ยงลูกของคุณแทนคุณ ใช้ชีวิตกับลูกคุณให้มีความสุขแล้วมันจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรลูกของคุณได้อีกต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: