ข่าวที่น่าสนใจ

มอส เกียรติก้อง : เด็กนิเทศผู้รักในการทดลอง เพื่อหาคำตอบของความฝันให้ตัวเอง

มนุษย์ทุกคนมีความฝัน ยิ่งใหญ่เมื่อเรายังเด็ก และเล็กลงเมื่อเราโตขึ้น หลายครั้งเราโทษความเป็นจริงของชีวิตที่คอยฉุดรั้งความฝันของเราอยู่ แต่เราไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเราเองว่าได้พยายามมากพอหรือยัง ความจริงของการเติบโตทำให้ความฝันของเราสะดุดจริงหรือ

มอส–เกียรติก้อง เทียมธรรม นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ a team junior 15 ของนิตยสาร a day magazine เด็กนิเทศผู้รักในการเรียนรู้ มองหาสิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเองได้ทดลองทำอยู่เสมอ แม้ชีวิตของการเป็นนักศึกษาปีสี่จะเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและวุ่นวาย แต่เพราะถือคติต้องเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว หากเป็นน้ำเต็มแก้วเมื่อไหร่ ตัวเองคง ‘หยุด’ พัฒนาแค่นั้น
มอส

อยากพัฒนาตัวเอง ต้องเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

‘เราเคยได้ยินคนบอกกับเราว่า มันมีแต่คนที่บอกว่าพูดไม่คิด แต่ไม่ค่อยมีใครที่บอกว่าเขียนไม่คิด เหมือนการเขียนมันต้องมีการคิดก่อนที่จะเขียน’

นั่นเป็นคำพูดของมอสที่บอกกับเรา ประโยคนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาอยากพัฒนาตัวเอง ในวัยมัธยม มอสเป็นคนชอบพูด ชอบงานพิธีกร นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าเรียนสาขานิเทศศาสตร์ และตั้งใจว่าจะเลือกเรียนเอกวิทยุและโทรทัศน์เพราะตัวเองถนัดด้านการพูด ทว่าความคิดนั้นต้องสั่นคลอนเมื่อได้เข้าไปเรียนจริงๆ

“เราเป็นคนพูดเก่ง แต่เราเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง เราเคยได้ยินคนบอกว่าพูดไม่คิด แต่เราไม่เคยได้ยินใครบอกว่าเขียนไม่คิด เพราะการเขียนมันต้องมีการคิดก่อน แต่การพูดมันสามารถพูดได้เลย งั้นทางที่ดี เราควรไปเรียนการเขียนให้ดีก่อน แต่เราก็เป็นคนหนึ่งที่จะไม่ค่อยชอบการเขียน ไม่ชอบเขียนรายงาน เราก็เลยจะมีความกลัวว่ามาเรียนวารสารต้องเขียนเยอะ มันต้องยากแน่ ๆ แต่ด้วยความที่เราอยากพัฒนาเรื่องการสื่อสารจริง ๆ เลยต้องเลือกวารสารศาสตร์”

ความคิดที่อยากจะพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ทำให้ค้นพบความชอบที่แท้จริง และตกหลุมรักการเรียนรู้นอกห้องเรียน

“ค่ายแรกที่เราไปก็คือค่ายสารคดี 14 ตอนนั้นจำได้ว่าเรานั่งเล่นเฟซบุ๊กแล้วมีโปสเตอร์ค่ายหนึ่งขึ้นมาว่า ค่ายนักเขียน กับค่ายช่างภาพ ด้วยความที่เราเป็นคนถ่ายภาพไม่ค่อยเก่ง ถ่ายภาพไม่ค่อยสวย ก็เลยคิดว่าลองงานเขียนดูละกัน เลยลองยื่นสมัครค่ายนี้ดู พอยื่นก็ติดสัมภาษณ์ 50 คน เราก็นั่งรถไปสัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ ไปเองนะ ด้วยความที่เราเป็นคนพูดเก่งอยู่แล้ว ก็ปรากฏว่าสัมภาษณ์ติดเป็น 1 ใน 25 คนของค่ายนักเขียน”

“แต่ละอาทิตย์เขาก็จะให้คิดประเด็น ให้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ แล้วก็ให้เขียนงานมาส่ง ซึ่งแต่ละอาทิตย์เขาจะคัดเลือก งานเขียนดีเด่นหนึ่งงาน ภาพถ่ายดีเด่นหนึ่งงาน ซึ่งเรากับตากล้องไม่เคยได้เป็นงานดีเด่นเลยสักอาทิตย์ และงานสุดท้ายที่ค่ายบอกว่าเป็นงานไฟนอล เขาจะคัดเลือกกลุ่มละ 1 คนเท่านั้นเพื่อเอาไปลงเล่มและได้ตีพิมพ์ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเราคงไม่ได้ เพราะว่าเราไม่เคยได้รางวัลเลย”

แววตาของมอสไม่เจือความผิดหวังเมื่อเล่าให้ฟังถึงผลงานของเขาที่ไม่เคยได้รับคัดเลือก นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขายังไม่ได้พ่ายแพ้ แม้จะถอดใจไปในตอนแรกว่าจบค่ายนี้คงไม่ได้รางวัลอะไรกลับมา แต่ความพยายามที่ยังไม่ลดละได้ตอบแทนเขาในวันสุดท้าย

“งานสุดท้ายมันเป็นอาหารสุขภาพ เราก็คิดว่าถ้าอาหารสุขภาพคนก็จะนึกถึงผักใช่มั้ย ช่างภาพเราก็เสนอว่า เราเอาเป็นหมูออร์แกนิกมั้ย เพราะเนื้อมันไม่ค่อยมีคนนึกถึงว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ เราก็เลยเลือกเป็นหมูออร์แกนิกขอนแก่น เพราะเราเป็นคนอีสานด้วย เราเป็นคนสารคามส่วนช่างภาพเราก็มาจากมข. พอได้ประเด็นนี้เราก็ลงพื้นที่สัมภาษณ์ ปรากฏว่างานเราถูกหยิบเป็นงานเขียนดีเด่น ได้ตีพิมพ์ลงเล่ม ช่างภาพเราก็ได้รางวัลภาพถ่ายอันดับหนึ่งด้วย ซึ่งเราอึ้งมากเพราะเราสองคนไม่เคยได้รางวัลอะไรเลยในค่ายนี้ แต่งานสุดท้ายคือได้ลงเล่มเลย แล้วมันเป็นงานใหญ่สุดของค่ายแล้ว เราโคตรดีใจเลย”

มอสได้ส่งความรู้สึกนั้นมาถึงเราผ่านน้ำเสียงและแววตา บทความของเขาที่ได้รับรางวัลเป็นการตีพิมพ์ลงในนิตยสารถือเป็นก้าวแรกที่สวยงาม ถึงแม้เส้นทางก่อนที่จะได้มันมาไม่ง่ายนัก แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย กลับเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับมัน

“ค่ายนี้มันจัด 6 อาทิตย์ อาทิตย์ละงาน ระยะเวลา 3 เดือน เราก็เดินทางวันเสาร์ วันอาทิตย์ตอนกลางคืนก็กลับ ถึงสารคามตอนเช้าวันจันทร์ เราใช้วิธีการนั่งรถอย่างเดียวเลย เราจำได้ว่าเราแทบไม่ได้นอน  คือเราเลิกเรียนตอนหกโมงเย็นวันศุกร์ เราก็ต้องรีบวิ่งไปจองตั๋วที่รุ่งประเสริฐละ ขึ้นรถตอนสามทุ่ม ถึงกรุงเทพฯ ตอนตีห้า นั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปค่าย แล้วก็ยาวจนถึงอีกวันหนึ่ง ตอนกลางคืนค่อยกลับมาสารคามเพราะวันจันทร์ต้องเรียนต่อ ชีวิตเราเป็นแบบนั้นเลยแทบไม่มีวันหยุดเราต้องวิ่งยาวตลอด”

“แต่ถามว่าเราเหนื่อยมั้ย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราไม่เหนื่อย เรารู้สึกสนุกมากกับการได้ลงพื้นที่ กับการได้ไปหาเพื่อนที่กรุงเทพฯ เพราะเรารู้สึกว่าเพื่อนพวกนั้นเป็นเพื่อนที่น่ารัก เฟรนลี่ เราคุยภาษาเดียวกันเอาง่าย ๆ เราก็เลยชอบ แล้วเขาเก่ง เวลาเราคุยกับเขาเรารู้สึกว่าตัวเราได้พัฒนา”

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่ายคือความประทับใจ และกลายเป็นแรงผลักดันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้มอสไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

“แค่ค่ายแรกมันทำให้เรารู้สึกว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ใช่แค่เราได้งานส่งอาจารย์แค่นั้นนะ แต่เราได้ประสบการณ์ เราได้ทั้งมิตรภาพ เราได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งคอนเนคชั่น เราได้ทั้งรูปแบบการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร เราเหมือนเราได้วิ่ง ได้ออกกำลังกาย และร่างกายเราก็จะพร้อมรับกับสิ่งต่าง ๆ พอจบค่ายนี้เราก็รู้สึกว่า ถ้ามีค่ายอะไรที่เกี่ยวกับนิเทศศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนเราจะไปทุกค่ายเลย”

หากการเรียนเปรียบเสมือนลู่วิ่งที่มีนักวิ่งกำลังแข่งขันกัน การออกไปหาความรู้นอกห้องเรียนก็คงเหมือนกับการวิ่งนำหน้าคนอื่น ๆ เพราะไม่หยุดพัก และมองหาเส้นทางใหม่ ๆ เพื่อก้าวเข้าไปใกล้เส้นชัยมากกว่าเดิม

23

เมื่อชีวิตต้องพบทางแยก

ประสบการณ์ในการเข้าค่ายทำให้ได้พัฒนาในหลาย ๆ ด้าน แต่ไม่ใช่ทุกค่ายที่จะทำให้เกิดความแน่วแน่ในการเลือกทางเดินของชีวิต

“ค่ายต่อไปที่เราเข้าคือค่ายพิราบน้อย เราไปเป็นรุ่นที่ 21 ค่ายนี้เป็นค่ายที่เกี่ยวกับนักข่าวเลย ทำหนังสือพิมพ์ เขียนข่าว ซึ่งรุ่นเราเขาปรับให้ทันสื่อมากขึ้น เริ่มเขียนข่าวลงเพจ ลงเว็บ ซึ่งมันดีมาก เราได้เป็นบก. กลุ่มด้วย มันเป็นค่าย 3 วันแต่เป็น 3 วันที่ไม่ได้พักเลย เราเหนื่อยมากเพราะเราต้องเขียนข่าว ต้องลงพื้นที่ ต้องคิดประเด็น คือมันหนัก แต่เราก็ต้องสู้”

“แล้วเราก็มารู้ตัวเองเลยว่าเราไม่ชอบข่าว แต่เขาชอบเขียนบทความสารคดีมากกว่า  และประจวบว่าเทอมนั้นมันเป็นเทอมที่ต้องทำนิตยสารของรุ่นพอดี  คือป้ายรถเมล์เล่มที่17 แล้วเพื่อนก็เลือกเราเป็นบรรณาธิการบริหารด้วย เพื่อนคงเห็นว่าเราเฟรนลี่มั้ง เราดูเข้ากับทุกคนได้ เขาก็เลยเลือกเรา มันเลยทำให้เราอินไปกับนิตยสารไปอีก เราเลยอยากที่จะทำงานทางด้านการเขียนบทความมากขึ้น”

ยังมีอีกหลายค่ายที่มอสเลือกที่จะเข้าร่วม แม้ว่าระยะเวลาของการจัดค่ายจะอยู่ในช่วงเปิดเรียน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเอง และเชื่อเสมอว่าการเรียนของคนเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ เขาจึงมีวิธีจัดการแบ่งเวลาได้อย่างชัดเจน

แต่เส้นทางของเขาไม่ได้ราบเรียบเสมอไป แม้จะแบ่งเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ไว้ชัดเจนจนมั่นใจแล้วว่าเขาจะสามารถทำมันได้ทั้งหมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกัน ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นจนได้ ค่ายนักข่าวแห่งอนาคตทรูที่เขาสอบติดขณะนั้นตรงกับวันสัมภาษณ์ของโครงการ a team junior 15 ของนิตยสาร a day magazine พอดี

“ตอนแรกเราก็คิดว่าเราคงไม่ติดหรอกเพราะค่ายนี้การแข่งขันมันสูงมาก เพราะคนสมัครเกือบพันคน แล้วเขาคัดเหลือแค่ 13 คน ปรากฏว่าเราติดรอบ 70 คน เขาก็ให้ไปเวิร์คชอป เวิร์คชอปเสร็จเขาก็ให้เราไปสัมภาษณ์ แล้วมันพอดีที่ค่ายนักข่าวแห่งอนาคตทรูมันจัดตรงกับวันสัมภาษณ์พอดี คือวันที่ 21-23 แล้ววันสัมภาษณ์เขาก็ให้ลงเวลา ค่ายอนาคตทรูก็บอกว่าถ้าจะสัมภาษณ์ของ a day ก็ต้องสละสิทธิ์ ส่วนโครงการของ a day ก็บอกว่าถ้าจะเข้าของอนาคตทรูก็ต้องสละสิทธิ์เหมือนกัน”

เมื่อชีวิตต้องมีตัวเลือก และการตัดสินใจเลือกของเขาในครั้งนี้นำมาซึ่งจุดสูงสุดของความฝันในการเป็นนักเขียนบทความ

“ด้วยความที่เราอยากไปทั้งสองค่าย เราเลยโทรไปขอร้องพี่ที่ a day ว่าวันที่ 23 เราจะขอมาสัมภาษณ์ตอนประมาณทุ่มนึงได้มั้ยเพราะเราเลิกค่ายตอนทุ่มนึง เรามีเวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราจำได้ว่าพอปิดค่ายคนอื่นเขาถ่ายรูปกัน เราก็ตะโกนเรียก ทุกคน! ทุกคนหันมาให้ยิ้มให้กล้อง เราก็บอกว่าเราต้องรีบไปสัมภาษณ์ เพื่อนทุกคนรู้ว่าเราตั้งใจมากเค้าก็บอกว่าขอให้ติดนะ เราก็นั่งรถแท็กซี่ไปลง BTS แล้วก็ต่อ BTS ไปลง MRT ก็ต่อวินไปอีก ปรากฏว่ามันเลทมาก เราก็ร้องไห้ น้ำตาไหล คิดว่าไม่ทันแล้ว พี่เขาก็ไม่รับสายเรา คงจะเทเราแล้วล่ะ”

เด็กนิเทศผู้แบกกระเป๋าซึ่งเต็มไปด้วยความฝัน ใช้เวลาเดินทางเพียงสามสิบนาทีในเมืองที่การจราจรไม่เอื้ออำนวยต่อความเร่งรีบ เพื่อมาให้ทันเวลาและพบว่า ตึกมืดสนิท ไม่มีใครอยู่แล้ว

24

“พอถึงหน้าตึก ตึกมืด ไม่มีใครอยู่ เราก็แบบจะทำยังไงดีวะ แล้วตอนนั้นยามก็บอกให้เราขึ้นไปดูชั้นห้า เราก็กดลิฟต์ชั้นห้า พอประตูลิฟต์เปิดเราก็เห็นห้องหนึ่งเปิดอยู่ เราก็ชะโงกหน้าเข้าไปดู มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งกับพี่เป็นหนึ่งรุ่นพี่เรานั่งพิมพ์งานอยู่ เราก็ดีใจละเพราะมีพี่เป็นหนึ่งอยู่ พี่เค้าก็ถามว่ามาสัมภาษณ์ใช่มั้ย กำลังรออยู่พอดีเลย  แล้วพี่เขาก็สัมภาษณ์เรา เขาก็ชวนคุย แล้วก็พาเดินทัวร์แต่ละโต๊ะเลย คือตอนนั้นเรามีความสุขมากจนเราน้ำตาคลอเลย เราก็บอกพี่เขาว่า ถ้าผมไม่ติดก็ไม่เป็นไรนะ”

“แล้วตอนนั้นสองทุ่มแล้ว เราจองรถที่หมอชิตไว้สามทุ่ม เรามีเวลาเดินทางไปหมอชิตครึ่งชั่วโมง เราก็เลยเรียกแกรบไปถึงหมอชิตพอดี ถึงสารคามตอนตีห้า พอถึงหอเราก็กำลังจะนอน สักพักโทรศัพท์ดัง เราก็รับโทรศัพท์ ปลายสายบอกว่า ‘ดีใจด้วยนะครับน้องมอสเป็นหนึ่งใน 13 คนของ a team junior’ ”

“คือตอนนั้นเรานอนร้องไห้ รู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็เห็นความพยายามของเรา เออ เด็กคนนึงที่แบกกระเป๋าวิ่งอยู่บนบีทีเอสอ่ะยังติดได้ เราก็เลยมีความหวังว่าเราต้องสู้ไปกับมัน”

“แล้ว a team junior ก็ใช้เวลาสามเดือนไปฝึกงาน ไปอยู่กรุงเทพฯ เราได้ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เราได้รู้เลยว่ากรุงเทพฯ มันเป็นยังไง เราชอบมั้ย ซึ่งเรามีความสุขมากเลยในกรุงเทพฯ เรารู้สึกว่าเราปรับตัวได้ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดเสมอว่าถ้าเรามีรุ่นน้อง หนึ่งข้อที่เราอยากจะบอกก็คือ มึงควรปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ แล้วมึงจะอยู่รอดได้”

การได้มีส่วนร่วมในการทำนิตยสารที่ตัวเองติดตามมาหลายปีถือเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งของเขา แต่หากลองมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น มอสให้คำตอบว่าในบรรดาค่ายทั้งหมดเขารู้สึกขอบคุณค่ายสารคดีมากที่สุด ค่ายที่ทำให้เขาได้เป็นเขาในทุกวันนี้

“ถ้าถามว่าค่ายไหนได้ประสบการณ์มากที่สุดก็ a day นี่แหละ เพราะมันได้ทำงานจริง มันเหมือนว่าเราได้ฝึกงานเลย แต่ค่ายที่เราชอบที่สุดก็คงเป็น ค่ายสารคดี 14 เพราะเรารู้สึกว่าถ้าไม่มีค่ายนี้ก็คงไม่เราในวันนี้อ่ะ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากล้าออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก มันทำให้เรากล้านั่งรถเมล์สายแปดที่เขาบอกกันว่าโหดร้ายที่สุด มันเป็นจุดที่ทำให้เรากล้าที่จะพัฒนาตัวเอง เลยคิดว่าค่ายสารคดีนี่แหละเป็นที่สุดสำหรับเรา”

22

ทุกคนมี ‘ความเก่ง’ ในแบบของตัวเอง

การได้ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมอสก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน เขามองว่าแต่ละคนมีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน อยู่ที่ใครจะเลือกเรียนรู้และพัฒนาด้านนั้น ๆ ของตัวเอง

“ความเก่งของแต่ละคนมันไม่สามาถวัดได้ว่ากูเก่งกว่ามึง ถึงเราจะเคยไปเข้าค่ายอะไรมาก่อนเราก็ไม่ถือว่าเราเก่งกว่าเพื่อน เรารู้สึกว่าเราแค่ไปหาประสบการณ์เฉย ๆ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถต่อยอดประเด็นได้ พอกลับมามหา’ลัยเราก็เอาสิ่งที่เราได้มาปรับใช้กับทุกอย่างอะไรอย่างนี้ มันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งกว่าคนอื่นนะ เพราะว่าคนอื่นเค้าก็เก่งกันในแบบของเค้า อย่างคนใน JR ก็จะมีความเก่งที่ต่างกันออกไป บางคนเก่งเขียนข่าวกีฬาอย่างนี้ ให้เราไปเขียนเราก็เขียนไม่เก่งเท่าเค้า บางคนเก่งเอนเตอร์เทน ให้เราไปเอนเตอร์เทนแบบเค้าเราก็คงทำไม่ได้ เราก็เลยไม่อยากบอกว่าเราเก่งแล้ว”

“เรารู้สึกว่าถ้าเกิดเราทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราคงจะหยุดการไปค่าย คงจะนอนอยู่ห้องเฉย ๆ มันจะทำให้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเองต่อได้”

เพราะฉะนั้นจึงยังสนุกกับการแบกกระเป๋าออกไปทำสิ่งต่าง ๆ เพราะยังอยากเป็นน้ำ ที่ไม่เต็มแก้ว

มม

ในความขี้เกียจ ก็ยังมีความรับผิดชอบอยู่

อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาระการเรียนในชั้นปีสุดท้ายนั้นสาหัสมากแค่ไหน หลายคนแทบจมหายไปในกองงานมากมายที่ได้รับ ลำพังแค่เรียนยังเอาชีวิตรอดลำบาก จะให้ออกไปหาความรู้นอกห้องเรียนเพิ่มเติมนั้นตัดทิ้งไปได้เลย แต่สำหรับมอส เขามองว่าเมื่อมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบ ความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งสำคัญ

“เราว่าอาจารย์เอกเราน่ารัก อย่างตอนที่เราจะไป a day เราบอกอาจารย์ว่า ‘มอสขอไม่เข้าสักสองอาทิตย์นะ’ อาจารย์เราก็บอก ‘โอเคมอส’ อาจารย์น่ารักมาก เราก็รู้สึกว่าอาจารย์เห็นถึงความต้องการของเราที่อยากจะเรียนรู้นอกห้องเรียน มีแต่สนับสนุนเราให้เราไปข้างนอกต่อ เราก็รู้สึกว่ามันไม่กระทบการเรียนเลย เราอยากจะบอกว่า ถ้าเราแบ่งเวลาเป็น เราก็สามารถเรียนได้”

“เชื่อไหมว่าเราเรียนเสร็จ เราต้องกลับห้องไปนั่งเขียนงานส่งให้ a day ต่อ ไม่มีเวลาไปกับเพื่อนเลย แต่เราก็ต้องทำ เพราะอะไร เพราะมันเป็นหน้าที่ เพราะเขาเลือกเราแล้ว จาก 500 กว่าคน เหลือ 5 คนในกองบรรณาธิการ ทำไมเราจะต้องทำให้เขาผิดหวัง เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำ เราเป็นคนขี้เกียจนะเอาตรง ๆ คือเราเป็นคนขี้เกียจเริ่มทำ แต่ความขี้เกียจมันยังมีความรับผิดชอบอยู่ ก็คือต้องทำ ถ้าไม่ทำก็คือไม่ใช่เรา”

อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป

แม้จะได้ทำในสิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของความฝันอย่างการได้เข้าไปทำงานกับนิตยสาร a day แล้ว มอสยังไม่เคยหยุดคิดที่จะมองหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เขาเชื่อว่าหากได้รับโอกาสแล้วไม่ควรจะปล่อยมันไป ควรคว้ามันไว้และลงมือทำให้ดีที่สุด

“เราลิสต์ไว้ตั้งแต่ปี 1 ว่าอยากไปเข้าค่ายที่ไหนบ้าง ค่ายสารคดีก็ไปแล้ว ค่ายพิราบน้อยก็ไปแล้ว อะไรก็ไปแล้ว คือเราวางแผนไว้แล้วว่าเราอยากไปที่ไหนบ้าง แล้วซึ่ง a day แม็กกาซีน เป็นจุดวงสุดท้าย เนี่ยอันนี้ที่ใหญ่สุดสำหรับเราแล้ว”

“แต่ถามว่าเราจะหยุดแค่นี้ไหม เราก็บอกว่าไม่หรอก ถ้าเกิดมีอะไรเข้ามาโดยที่เรามีโอกาสที่จะทำมัน เราก็จะไม่ปล่อยไว้หรอก อย่างเช่นอาจารย์ชวนไปจัดค่ายให้น้อง ๆ ที่สตูล เราก็เลือกที่จะไป เรารู้สึกว่าเขาหยิบยื่นโอกาสอะไรมาให้เรา เราก็จะทำมันให้ดีที่สุด”

ื

โลกจะเหวี่ยงสิ่งที่ใช่มาหาเราเอง

มอสพิสูจน์ทฤษฎีนี้ด้วยตัวเขาเอง เพราะเหตุนี้เขาจึงเป็นคนไม่ชอบวางแผนชีวิตตัวเองล่วงหน้า หลายครั้งที่ความเป็นจริงไม่ตรงกับความคาดหวัง เขาจึงคิดว่าเลิกหวังดีกว่า ถ้าอะไรที่มันใช่ เดี๋ยวโลกมันก็เหวี่ยงมาเอง

“เข้ามาปี 1 เราก็คิดไว้แล้วว่าจะเรียนวิทยุโทรทัศน์ แล้วเป็นไงเราก็ต้องมาเรียนวารสาร เห็นไหมว่าสิ่งที่ฝันสิ่งที่คาดหวังมันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเสมอไป เรานึกถึงทฤษฏีนี้ตลอดว่า โลกมันจะเหวี่ยงสิ่งที่ใช่มาหาเราเอง เหมือนในอนาคตการทำงาน เราชอบเขียนใช่ไหม ไม่แน่เราอาจจะไปทำละครเวที เขียนบท ถ่ายภาพยนตร์เลย สายข่าวเลยก็ได้ เราไม่อยากกำหนดเป้าตัวเองไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ว่าเราต้องเป็นอะไรเท่านั้นนะ เราอยากเป็นอิสระ เราอยากจะไปไหนก็ได้ เพื่อเราจะได้หาลู่ทางของเราไปเอง เราไม่สามารถกำหนดอนาคตล่วงหน้าของเราได้  เราทำได้อย่างเดียวก็คือ วันนี้และวันพรุ่งนี้เราต้องทำมันให้ดีที่สุด”

มอสพูดถึงคติประจำใจง่าย ๆ ที่ใครหลายคนอาจมองข้ามไป หลายครั้งที่เราต้องละทิ้งสิ่งที่อยากทำเพราะกังวลกับผลที่จะตามมา แต่มอสไม่เคยกลัวอนาคต เขาลงมือทำมันเดี๋ยวนั้น จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ปล่อยให้มันเป็นไป ถ้าถามว่าเคยวาดฝันตัวเองในอีกหลายปีข้างหน้าบ้างไหม มอสก็บอกกับเราด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่า ไม่

“เพราะเราใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่เพื่ออีก 10 ปีหรืออีก 100 ปีข้างหน้า เราใช้ชีวิตเพื่อว่าวันพรุ่งนี้จะมีความสุข วันนี้เราเลยต้องทำให้มีความสุขแค่นั้นเอง”

 

ภาพและเรื่อง นางสาวชัชฎาภรณ์ สุขเป็ง,นางสาวจินดารัตน์ เง็กนิกร,นางสาวดรุณี เพียงเกษ,นางสาวภัทราวดี ศรีจำปา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: