ข่าวที่น่าสนใจ

พลังบวก และรอยยิ้มของอาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน

การสูญเสียมีหลายรูปแบบ สูญเสียคนรัก สูญเสียครอบครัว สูญเสียเงินทอง หากเกิดวันหนึ่งคุณต้องเสียขาไปหนึ่งข้างคุณจะรู้สึกอย่างไร เสียใจมากขนาดไหนกัน..

แต่สำหรับอาจารย์ชาคริต สุดสายเนตร ที่นักศึกษาคณะวิทยาการสารสนเทศมหาวิทยาลัยมหาสารคามต่างเรียกว่า ‘อาจารย์โต้ง’ กลับไม่ได้มีความรู้สึกสูญเสียอะไรไปจนต้องร้องไห้ฟูมฟาย เพราะถือคติว่า ต้องอยู่กับปัจจุบัน

การไปบ้านอาจารย์โต้งถือเป็นมิชชั่นแรกที่ทีมสัมภาษณ์อย่างเราได้รับการทดสอบ เพราะเส้นทางที่รุ่นพี่บอกมา หากจะให้พูดตามตรงพวกเราเองก็ไม่ได้เข้าใจเสียหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่ฝนพึ่งจะตกเสร็จหมาด ๆ การขับรถเข้าตรอกซอยเล็ก ๆ จึงถือเป็นอีกมิชชั่นที่ต้องเผชิญ พอขับเข้าไปสักพักยอมรับว่ากังวลเหลือเกิน เหตุเกรงว่าจะไม่เจออาจารย์แล้วคว้าน้ำเหลวกลับไปเสียอย่างนั้น แต่ผิดคาด ทันทีที่ขับผ่านบ้านหนึ่งชั้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณก็เห็นอาจารย์นอนเล่นอยู่บนแคร่หน้าบ้านอย่างสบายใจเฉิบ ราวกับว่าตนนั้นไม่ได้เจ็บป่วยอะไร

“สวัสดีค่ะอาจารย์โต้ง พวกหนูเป็นนิสิตปีสาม จากเอกวารสารศาสตร์ค่ะ”เราแนะนำตัวทันทีที่เดินเข้าไปในบ้าน สิ่งที่ได้รับคือรอยยิ้มแสนอบอุ่น อาจารย์ดูสดใสและพร้อมจะต้อนรับทุกคนที่เข้ามาหาด้วยความเป็นมิตร สิ่งที่เราคิดในตอนนั้น แค่เห็นรอยยิ้มของอาจารย์ก็รู้สึกได้รับพลังบวกอย่างล้นเหลือแล้ว

เริ่มต้นชีวิตครู

เราเริ่มบทสนทนาด้วยการพูดคุยเรื่องราวความเป็นมาของอาจารย์ คนที่เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อน ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงผันตัวเองมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ อาจารย์ยิ้มให้พร้อมกับเล่าว่า

“เราเรียนจบครุศาสตร์ จุฬาฯ และเคยอยู่ชมรมละครเร่มาก่อน จากนั้นก็ไปเป็นครูสอนโรงเรียนมัธยม สอนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะเราจบมาด้านนี้ ทำงานอยู่ได้หนึ่งปีก็ลาออกเลยไปทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่ช่วงหนึ่ง เห็นคนตายมาเยอะเพราะตอนนั้นเชื้อ HIV กำลังมาแรง ทำให้ปลงกับการเจ็บป่วยการตาย บางคนเพิ่งมาปรึกษาเรื่องการรักษาตัว มาให้เห็นทุกอาทิตย์พอเข้าอาทิตย์ที่สี่ที่ห้าก็ไม่เห็นแล้วเลยคิดว่าเขาน่าจะเสียแล้วนั้นแหละ ไม่นานเลยแอบไปสอบเรียนต่อปริญญาโท เรียนวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ไม่ค่อยได้ไปทำงานเลยลาออก จนเรียนจบโท เงินจะหมดแล้ว ช่วงนั้น ช่อง itv กำลังประกาศรับสมัครพนักงานอยู่ ก็เลยไปสมัครดู และได้เป็นโปรดิวเซอร์ข่าว ประมาณสามปีถึงสี่ปีมั้ง จำได้เลยกำลังนั่งตัดต่องานอยู่ก็รู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรง เลยไปหาหมอ ได้เจาะเลือดแล้วตรวจพบว่า ‘เป็นเบาหวาน’ เราตกใจมาก เพราะพ่อก็เป็นจนเสียชีวิต พี่สาวคนโตก็เป็นจนเสียชีวิต น้องสาวคนเล็กก็เป็นอีกจนเสียชีวิต สุดท้ายเราก็มาเป็นอีก ตอนนั้นคิดว่าคงถึงเวลาของเราแล้วสินะ เราจะต้องเป็นแบบเขาหรือนี่ สุดท้ายเลยลาออก ประจวบเหมาะกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามรับสมัครอาจารย์สื่อสารมวลชนพอดี เราเลยไปสมัคร แล้วก็ได้มาเป็นอาจารย์อย่างทุกวันนี้นี่แหละ”

 

เมื่อฟังที่อาจารย์เล่ามาเราค่อนข้างจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้คิดได้ว่าตลอดช่วงชีวิตหนึ่งคนเรานั้นจะผ่านอะไรมาบ้าง จะอดทนต่อสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมาได้ขนาดไหน แล้วเราจะสู้กับมันอย่างไร ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำถามอีกข้อ ไม่รอช้าจึงเรียบเรียงคำพูดแล้วถามอาจารย์ออกไปอย่างใจเย็น อาจารย์ใช้ชีวิตยังไงกับโรคเบาหวานที่แน่นอนว่าเป็นอุปสรรค์ในการสอนนิสิต แล้วอาจารย์ดูแลตัวเองยังไง

“ช่วงแรกก็ยังสอนได้ปกตินั่นแหละ ยังพานิสิตทำโครงการละครเร่ไปยื่นขอทุนจาก สสส. อยู่เลย พอทำไปสักพักนิสิตก็ชอบไม่อยากให้เลิกเลยทำมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอีกวิชาในนิเทศศาสตร์ สักพัก ปี2 รุ่น1 อยากทำละครก็ให้ทำเปิดม่านการละคร ละครใหญ่ ให้เขาได้แสดงความสามารถของตัวเอง แล้วก็จัดค่ายด้วย(ค่ายหัดบิน) แต่ทำได้ไม่กี่ปีอาการก็แย่ลง ก็มีกินยาบ้าง บางครั้งก็โยนทิ้ง”

พออาจารย์เล่าถึงตรงนี้เราถึงกับต้องถามออกไปทันทีว่าอะไรคือ ‘กินยาบ้าง บางครั้งก็โยนทิ้ง’ อาจารย์นิ่งไปสักพักก็ยิ้มเขินอายแบบที่พวกเราเห็นแล้วยังต้องยิ้มตาม มือไม้ที่เคยวางไว้บนแคร่ก็เริ่มปัดป่ายกลางอากาศอย่างแก้เขิน “ก็เราไม่อยากกินยา มันไม่อร่อย ไม่ชอบเลยโยนทิ้งไป บางทีก็กินบ้างบางครั้ง” เราพยักหน้ารับว่าเข้าใจ ยิ้มให้บาง ๆ เพราะไม่อยากแซวไปมากกว่านี้แล้ว กลัวว่าอาจารย์จะเขินจนพูดไม่จบเสียจึงเริ่มถามคำถามอีกรอบ

55

จุดเริ่มต้นของการเสียสิ่งสำคัญ

ไม่ได้กินยา แล้วเป็นยังไงคะ -เราถามด้วยความสงสัย

“มีวันนึงอาบน้ำอยู่ อยู่ดี ๆ ก็น็อคไปเลย เหมือนเรากำลังอาบน้ำปกตินี่แหละ แล้วก็หลับไปแบบไม่รู้เรื่อง หลับในห้องน้ำ พอเข้าโรงพยาบาลก็อยู่นานเลยหยุดงานรักษาตัวที่โคราชไปหนึ่งเทอม ระหว่างนั้นก็เห็นเตียงโน้นเตียงนี้ตายไปทีละเตียง ทีละเตียง จนเตียงข้าง ๆ หมอเขาต้องปั๊มหัวใจ เราก็นอนดูเขาจนพยาบาลบอกว่าให้หลับไปเลยนะ ไม่ต้องดู ไม่ให้ดู แต่เราก็ยังแอบลืมตาดูอยู่ดี เหตุการณ์ที่เจอมันทำให้เราปลงกับชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา มันคือสัจธรรมที่เราเลี่ยงไม่ได้ พอกลับมาก็น็อคอีกเพราะพาเด็กไปลงพื้นที่ น็อคแล้วน็อคอีก แต่ก็ไม่เข็ด จนทุกวันนี้ก็พยายามมีสติกับการนอนนะ ไม่คิดอะไร อยู่กับปัจจุบัน เช่น ตอนนี้เรากำลังนอนนะ อย่าไปคิดเรื่องอื่น พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ช่างมัน ตอนนี้กำลังทำอะไรให้อยู่กับมัน อยู่กับปัจจุบัน”

 

ระหว่างที่พูดคุยกับอาจารย์ก็เหมือนได้ทบทวนตัวเอง ว่าทุกวันนี้เราอยู่กับปัจจุบัน พอใจกับปัจจุบัน หรือกำลังคาดหวังกับอนาคตมากเกินไป เพราะถ้ามันไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง แน่นอนว่าคงจะเจ็บหนักจนถึงขั้นสาหัสเชียวละ คงไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง

จำได้ว่ารุ่นพี่เคยพามารับอาจารย์ไปสอนนิสิตถึงบ้านพัก ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าอาจารย์ป่วยอยู่ถ้าหากรุ่นพี่ไม่ได้บอกมา อาจารย์เล่าให้ฟังว่าก่อนจะรู้ว่าตนเองต้องตัดขา ทุก ๆ อย่างมันเริ่มมาจากแผลเล็ก ๆ ที่นิ้วหัวแม่เท้าข้างขวา

“วันนั้นเรารดน้ำต้นไม้อย่างปกติ ทุกครั้งเราจะชอบถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่ารดน้ำต้นไม้ที่หน้าบ้าน พอนิสิตมาหาแล้วเห็นว่าที่นิ้วเท้ามีแผลเกิดขึ้น ที่แรกเราก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าเดี๋ยวมันก็หาย แต่เด็กมันขู่ว่า ‘ถ้าอาจารย์ไม่รักษาจะถูกตัดขานะ’ ตอนนั้นตกใจมากเพราะเราคิดว่า แผลแค่นี้ถึงขั้นต้องตัดขากันเชียวหรือ เลยรีบไปโรงพยาบาลสุธาเวชทันที หมอก็ควานเนื้อ ตัดเนื้อที่ตายออกไป ต้องไปหาหมอทุกสัปดาห์ ไปล้างแผลที่อนามัย จนหมอเขาบอกว่ามันไม่หายหรอก เพราะมันมีกลิ่นแล้ว เลยได้แอดมิดโรงพยาบาลมหาสารคาม หมอบอกว่าต้องตัดขา ตอนนั้นยอมรับว่าตกใจมาก เพราะมันคือการตัดขา มันคือการเสียขาไปหนึ่งข้าง เราเลยถามหมอพยายามยื้อทุกทางว่ามีทางแก้ไขอะไรได้ไหม ผลคือไม่ได้ ต้องตัดอย่างเดียว เพราะมันเจ็บมากปวดแสบปวดร้อนอยู่ข้างในแผล เราเลยทำใจได้แล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามสัจธรรม เราคิดแค่ว่า ชาติที่แล้วคงทำกรรมไว้เยอะ ชาตินี้เลยเกิดมาเป็นแบบนี้ ต้องเจออะไรแบบนี้ เราเลยปลงแล้วก็ช่างมัน พยายามอยู่ให้ได้ แต่ดีนะตอนนั้นมีลูกศิษย์เอาของมาให้ มาเยี่ยม มาดูแล ตาเราก็มองไม่ชัด เพราะกว่าเราจะเข้าบ้านได้ก็ทุลักทุเลมากเหมือนกัน แต่ก็ได้นิสิตนี่แหละมาคอยช่วยเหลือหลาย ๆ อย่าง”

ความสุขที่ค้นพบ

เมื่อนึกถึงอาจารย์โต้งใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าโรคเบาหวานนั้นได้พรากขาขวาไปจากอาจารย์ แต่ถ้าหากไม่ได้ใส่ใจจะมองส่วนล่าง เชื่อว่าคนที่ไม่ได้รู้จักจะไม่รู้เลยว่าอาจารย์ขาดอะไรไป เพราะรอยยิ้ม และการพูดของอาจารย์ดูปกติจนบางครั้งก็กลายเป็นพลังบวกให้กับใครหลาย ๆ คนได้เหมือนกัน

อาจารย์ยังเล่าต่ออีกว่าวิธีคิดที่ทำให้ทุกวันนี้มีความสุข และไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป “คือการที่ต้องอยู่กับปัจจุบัน อดีตผ่านมาแล้วไม่ต้องไปคิดเยอะ ทำชีวิตให้มีความสุข ถ้าใครมาด่า มาพูดมานินทาก็ไม่ต้องไปตอบโต้ เรานี่นะแต่ก่อนเป็นคนแรงมาก ใครด่ามาก็จะด่ากลับตลอด จนตอนนี้คิดได้แล้ว รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ปล่อยไปดีกว่า อีกสามปีจะเกษียณแล้ว ยังไม่คิดจะทำอะไร อยู่กับปัจจุบันไปก่อน”

 

พูดจบอาจารย์ก็ยิ้ม เราเองก็ยิ้มตามสิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือความปลงกับทุก ๆ สิ่ง มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน และท้ายที่สุด อะไรคือความสุขที่อาจารย์ค้นพบเราถามออกไป แววตาของอาจารย์คลอไปด้วยน้ำตาราวกับว่าความสุขที่เราถามถึงนั้นยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

“การที่เด็กเรียนจบไปแล้วประสบความสำเร็จ การที่ได้คิดถึงได้รับรู้ว่าพวกเขาทำอะไรอยู่ เรียนเป็นยังไงบ้าง ได้ทำงานที่ไหนบ้าง พวกที่จบไปได้ไปทำงานเยอะแยะมากมาย เราเคยสอน เคยให้ลองทำโน้นนี้ ทุกคนได้เอามันไปใช้ เป็นความทรงจำที่ดี นี่แหละความสุข”

 

พูดจบอาจารย์โต้งก็น้ำตาคลอ เราก็อดกลั้นความตื้นตันใจนี้ไว้ไม่ไหว พวกเรายังไม่เคยได้เรียนกับอาจารย์เลยสักครั้ง แต่สัมผัสได้ว่าอาจารย์คือ คุณครูอีกหนึ่งคนที่ลูกศิษย์จะเฝ้าคิดถึง เป็นห่วง และพร้อมจะมาหามาดูแลเสมอ

เราบอกลาอาจารย์ด้วยความรู้สึกรัก และตื้นตันขอบคุณอาจารย์ที่ยังคงสอนต่อแม้ว่าตนนั้นจะเจ็บป่วย ขอบคุณที่ให้ความรู้แก่พวกเราชาวนิเทศศาสตร์ เราเชื่อว่าทุกคนรักอาจารย์โต้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นพลังบวกให้ทุกคนที่กำลังท้อถอยในชะตาชีวิต ได้ลุกขึ้นสู้กับมัน และอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุข

 

ความสุขที่ค้นพบคือ การที่เด็กเรียนจบไปแล้วประสบความสำเร็จ

อาจารย์โต้ง

เรื่องและภาพ : นางสาวเฟื่องลดา แก้วนาง , นางสาวเจนจิรา ผ่องใส , นางสาวอภิญญา ปติเต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: