ข่าวที่น่าสนใจ

หนอน ณัฐวุฒิ พันธุ์ควณิชย์ นักดนตรีอาชีพที่หนีจากความฝันของพ่อจนเจอตัวเอง

ในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์วันหนึ่ง แสงแดดจ้าบวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้ฉันได้มานั่งดื่มนมปั่นเย็นชื่นใจ  ณ ร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง กับบทสนทนาของรุ่นพี่ ชายคนหนึ่งที่ค่อนข้างมักหน้าคุ้นตากัน

“สมัยก่อนพ่อเราเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ แต่เพราะพ่อมีเราก่อนที่จะต้องไปคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติ ทำให้ความฝันของพ่อต้องหยุดลง พ่อเลยอยากให้เราเล่นกีฬาเหมือนท่าน แต่เราก็มาเล่นดนตรีเพราะหนี หนีจากความฝันของพ่อเราเอง…” ชายคนดังกล่าวมักถูกเรียกในนามว่าพี่หนอน ซึ่งชื่อเล่นจริงๆ ที่พ่อกับแม่เรียกคือ ‘นัท’ พี่หนอนได้เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการมาเป็นนักดนตรีอาชีพ

พี่หนอนเรียนจบวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เอกกีตาร์คลาสสิค มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัจจุบันพี่หนอนเป็นมือเบส ในวงนารีรำพึง ซึ่งเล่นประจำอยู่ที่ร้านเซ้งพาณิชย์ อินดี้ แก้วกานต์ และเล่นในงานอีเว้นท์อย่าง งานแต่งงานด้วย ทำ YouTuber ชื่อช่อง ฉันขื่อหนอนนะ bass cover

พี่หนอนได้เล่าให้ฟังอีกว่าแม่ก็อยากให้ทำอาหาร ก็เลยทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และตอนนั้นทั้งสองอย่างมันอยู่ในความซีเรียสมาก ระหว่างทำอาหารและเล่นกีฬา ก็เลยหนีมาเล่นดนตรี เพื่อที่จะโชว์สาวสมัยมัธยม แต่เอาไปเอามาก็ชอบมันขึ้นมาจริงๆ  ช่วงมาเรียนต่ออุดมศึกษาแต่ก็หลอกพ่อว่าจะมาเรียนครูพละ สมัครครูนะ แต่ก็มาลงเรียนสมัครดนตรีแทน ตอนแรกที่บ้านก็ไม่โอเคหรอก แต่ไหนๆ เรียนแล้วก็…ได้ !

“ตอนแรกเราเลือกเรียนดนตรีเพราะคิดว่ามันง่าย ง่ายมากๆ แต่พอเอาเข้าจริงการเรียนดุริยางค์มันแตกต่างจากคณะอื่นนะ เพราะคณะอื่นสามารถมั่วข้อสอบเดาข้อสอบได้ แต่ดุริยางค์ไม่ ต้องซ้อม มีการซ้อม 2-3 เดือน เพื่อที่จะสอบ ถ้าเล่นไม่ดีอาจารย์ก็จะไล่ลงเวที การโดนไล่ลงเวทีวันนั้นเราก็จะติด F ไปเลย ซึ่งมันยากมาก” พี่หนอนเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พลาดอย่างหนึ่งของพี่หนอน จริงๆ แล้ว พี่หนอนอยากจะเรียนเอกเบสตรง ๆ เพราะตอนมัธยมพี่หนอนเล่นเบสมาโดยตลอด พี่หนอนได้นำเอาเบสมาสอบ แต่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส. มันไม่มีเอกเบส และด้วยมหาวิทยาลัยที่เปิดเอกเบส มันอยู่ไกล ค่าใช้จ่ายก็เยอะ จึงได้จำใจที่จะเลือกเรียนเอกกีตาร์คลาสสิค ถึงไม่ได้ชอบอะไรมากมาย แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากเรียนดนตรี บวกกับยังไม่ได้วางแผนอนาคตเลยว่าอยากทำอะไร แค่อยากเรียนดนตรีเฉยๆ 

ระหว่างนั้นพี่หนอนก็หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มแล้วเล่าชีวิตของการเรียนดนตรีของพี่หนอนให้ฟังว่า… “เชื่อไหม เข้ามาปีหนึ่ง เทอมแรก พี่เกรด 1.88 ท้อมากเลย กว่าจะจับจุดเรียนได้ก็ 1 ปี ซ้อมแบบไม่ได้ออกไปไหน มาเรียนมหาวิทยาลัย คิดว่าจะได้เล่นดนตรีกลางคืน ก็ไม่มีเวลาได้เล่นเลย เพราะมัวแต่ซ้อมเพื่อเรียนให้มันจบก่อนเวลาเราซ้อมเรามักจะเล่นอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมโง่ๆ มันให้ความรู้สึกอึดอัด กลายเป็นความเคร่งเครียด จนมันอยู่ในจุดที่ดนตรีมันไม่ใช่สุนทรียะ มันไม่สนุกไม่เอ็นจอยกับมันแล้ว แต่ที่ไม่เอ็นจอยไม่ใช่เพราะเราไม่ชอบมัน แต่เพราะว่ามันอยู่บนพื้นฐานของความซีเรียสความกดดัน เราจะเล่นได้ไหม เราจะสอบได้ไหม พี่ก็เลยเปลี่ยน Mood ทุกอย่าง คิดว่ามันต้องเปลี่ยนที่บ้าง บางทีก็ไปซ้อมที่สวนสุขภาพ ดุริยางค์เขาให้เพลงสอบ มีเพลงสอบ พี่ก็เลือกที่จะซ้อมตั้งแต่เปิดภาคเรียนเลย 3-4 เดือน แล้วคะแนนพี่ก็จะเป็นท็อป หรือรอบท็อปตลอด อย่างเอกของพี่เข้ามาปีหนึ่ง 40 คน จบปีสี่ 14 คนเอง” 

2

คิดยังไงกับคนที่มองว่าอาชีพนักดนตรีเป็นอาชีพที่ไม่มีอนาคต

“เราไม่มองอาชีพนักดนตรีเป็นอาชีพไม่มีอนาคตนะ มันไม่เกี่ยวว่าอาชีพไหน ตอนนี้พี่อยู่สบาย ไม่ต้องซีเรียสอะไร หนี้พี่เป็น 0 บาท มีเงินส่งให้พ่อให้แม่ไม่ต้องกังวลอะไร กลับกันคนที่ทำงานประจำเงินเดือน 15,000 ผ่อนรถเดือนละ 6,000 – 7,000 หักค่านั้นค่านี้หมดแล้ว ขอเงินพ่อแม่ใช้อีก เราว่ามันไม่เกี่ยวหรอกว่ามั่นคง ไม่มีความมั่นคง มันเกี่ยวที่ว่าเราทำอะไรแล้วมันมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน มีอนาคตไม่มีอนาคตมันอยู่ที่คนมองจริงๆ พี่คิดว่าทุกคนมีเวลาเท่ากัน ในการทำอะไรทุกอย่าง อยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้เวลาไร้สาระ วันหนึ่งกี่ชั่วโมง พี่เคยมานับเวลาเล่นเฟสบุ๊คในแต่ละวันของพี่นะ เวลาในโทรศัพท์ พี่เล่นวันหนึ่งประมาณ 7 ชั่วโมง เห้ย 7 ชั่วโมง มันเสียเปล่านะ มันกลืนกินชีวิตเรามาก เราต้องไม่มองข้ามเวลาชีวิตเราว่างๆ อะ ทุกคนบอกว่าเวลาชีวิตเราไม่พอ 24 ชั่วโมงมันไม่พอ มันพอนะ แค่เราบาลานซ์มันไม่ถูก เราปล่อยเวลาไปกับเรื่องไร้สาระมากเกินไป”

แล้วพี่เล่นดนตรีอาชีพตั้งแต่เมื่อไหร่ เล่นร้านไหนบ้าง

“เริ่มเล่นตั้งแต่เรียนจบเลย ปี 55 เล่นอยู่ Indy, แก้วกานต์, Root168, เซ้งพาณิชย์, เพลินจิต และมหานิยม ซึ่งแต่ละร้านก็ไม่ได้เล่นวงตัวเอง เล่นหลายวง หลายแนวเพลง ซึ่งมันก็มีความยาก เพราะวงตัวเองที่เล่นหลัก จะเป็นวงวาไรตี้ เวลาไปมหานิยมจะเป็นแนวเพลงนอกกระแส ส่วนเพลินจิตจะเป็นเพลงเก่าๆ ที่เป็นเพลงสตริงในยุค 2000 เลยทำให้งานมันหนักกว่าคนทั่วไป เพราะเราต้องมีความกว้างในการเล่นเยอะขึ้น วันๆ ฟังเพลงก็ครึ่งชีวิต ในแต่ะละวันก็ฟังเพลง ฟังเพื่อให้มันซึมซาบเข้าสู่สมอง แต่ว่ามันก็ยังเหนื่อย ยังมีความผิดพลาด เพราะคนเรามันก็ต้องชอบแนวใดแนวหนึ่ง แต่เมื่อต้องมาเล่นเพราะหน้าที่ มันกลายเป็นหน้าที่ บางร้านเรามีความสุข บางร้านกลายเป็นหน้าที่ ซึ่งมันยากในการประคับประคองสติตัวเอง บางร้านรู้สึกว่าทำไมยาวนานจังเลยวะ เล่น 1 ชั่วโมง กลับกันบางร้านเล่นชั่วโมงครึ่ง เห้ยทำไมมันแป๊บเดียววะ”

พอได้ฟังอย่างนั้นก็ทำให้เราได้ฉุดคิดกับตัวเองขึ้นมาว่า แม้ว่าสิ่งที่เราจะชอบมันมากแค่ไหน แต่ถ้ามันต้องทำในสภาวะกดดัน หรือเกิดความเครียด ก็ทำให้รู้สึกสนุกกับมันจริงๆ แล้วกลับมาสะดุดที่สีหน้าของพี่หนอน อยู่ๆ พี่หนอนก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมานิดหน่อย “จริงๆ พ่อคือไอดอลในการใช้ชีวิตของเรานะ อย่างที่เล่าไปตอนแรก พ่อแกมีพี่ตอนเรียนปริญญาตรี ปีที่ 3 แต่ก็ไม่เอาพี่ออก แล้วแกก็เลี้ยงพี่จนแกจบ ตอนแกรับปริญญา พี่อายุ 2 ขวบ แกยอมทิ้งการคัดตัวเพื่อเป็นนักกีฬาทีมชาติ แกยอมทิ้งความฝันแกเพื่อจะสร้างครอบครัวให้ดี แล้วพอพี่โตมาจนถึงตอนนี้ แกไม่เคยมองความฝันพี่เป็นเรื่องล้อเล่นเลย แกบอกความฝันก็คือความฝัน แกบอกกูไปไม่ได้ มึงต้องไปได้ ถ้าตอนนี้มึงสามารถทำให้หน้าที่และความฝันไปด้วยกันได้ กูก็จะไม่ห้ามอะไรมึงเลย”

ฉันพะยักหน้าตามเป็นระยะจนพี่หนอนพูดจบ “แล้วตอนนี้ความฝันของพี่เป็นยังไงบ้าง…?”

พี่หนอนนั่งยืดตัวพลางบิดขี้เกียจ “ความฝันตอนนี้นะเหรอ ตอนนี้ความฝันและสิ่งที่พี่ทำอยู่มันไปในทางเดียวกันเลย พี่สามารถมีเวลาทำสิ่งที่พี่ชอบ แล้วมีอิสระ พี่อยากเปิด home studio เป็น cover bass : YouTuber สอนเกี่ยวกับเบส ซึ่งก็ได้ลงมือทำมันอยู่ ก่อนหน้านี้พี่เคยสอนอยู่โรงเรียนดนตรี Yamaha ที่ Sermthai Complex พี่รู้สึกว่าการสอนของพี่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะเด็กที่มาเรียนคือเด็กที่พ่อแม่มาปล่อยทิ้งไว้ พี่ก็เลยอยากจะสอนใน YouTube สำหรับคนที่สนใจ เพราะคนที่สนใจเขาจะเข้ามาดูเราเอง มันรู้สึกดีกว่า แล้วก็อยากจะเล่นดนตรีให้มันเป็นความสุข เพราะตอนนี้ดนตรีมันไม่ใช่ความสุข มันกลายเป็นการเล่นเพราะต้องใช้ชีวิตเพื่อจะได้เงิน แล้วเงินมันไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เป็นความซีเรียส พี่เลยต้องหาอย่างอื่นเข้ามาทำด้วย เพื่อให้ดนตรียังเป็นความสุขของเราอยู่ และตอนนี้พี่ทำร้านกาแฟ แล้วก็วางแพลนจะเปิดร้านอาหาร ซึ่งมันอาจจะเดินไปช้าหน่อย แต่มันไปด้วยกันหมดเลย”

“ชีวิตเรามันไม่ว้าว ไม่แย่ ถึงจะแย่ เราก็ดึงมันมาตรงกลางตลอด มันเท่าเดิม มันอาจจะไม่ดีหรอก ในสายตาคนอื่นมันอาจจะไม่ดี แต่ในสายตาเรามันดีที่สุดแล้ว” ซึ่งประโยคที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงความพอดีของการใช้ชีวิตมากๆ

เมื่อพี่หนอนพูดถึงร้านกาแฟ ฉันก็สะดุดใจขึ้นมา “เอ้าพี่หนอน ทำร้านกาแฟด้วยเหรอ ร้านไหนอะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย ยังไงๆ ขายของหน่อย”

พี่หนอนทำหน้าเลิ่กลั่ก “ก็ร้านก็เอ็งมานั่งอยู่นี่ไง ฮ่าๆๆๆ เรามาทำร้านกาแฟได้สักพักแล้ว เพราะเราชอบดื่มกาแฟ แล้วที่มาทำตรงนี้ก็เพราะเห็นว่ามีคนมารอรถ น่าจะขายได้ ก็เลยชื่อร้านร.รถ ความพิเศษของร้าน พี่คิดว่าถ้าเราชอบอะไรเป็นพิเศษเราจะทำมันได้ดีนะ ความพิเศษก็อยู่ในความไม่พิเศษของมันนั่นแหละ ในที่ๆ คนมารอรถธรรมดา ซึ่งถ้าเรารักษามาตรฐานของเราให้มันดีอยู่เสมอ ไม่ต้องอะไรมากมาย แค่ให้มันไม่แย่

กาแฟร้านเราเป็นกาแฟคั่วเข้ม ออกขม เมนูแนะนำคือ โกโก้บราวนี่ ร้าน ร.รถ คาเฟ่ เปิด 08:00 – 19:00 น. ตั้งอยู่ที่จุดรอรถใต้สะพาน ถนนใหญ่หน้าป้าย มมส. ครับผมมมมม ม”

3

แล้วเมื่อจบบทสนทนา พี่หนอนก็ได้ลองทำกาแฟให้ฉันชิม ขอบคุณมากๆ เลยนะพี่หนอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: