บทความ

รสนิยมที่แตกต่างจึงเกิดการเหยียดและล้อเลียนกัน

       “ความแตกต่างมาพร้อมกับการเหยียด” คำพูดหนึ่งคำพูดของทุกคนมีความหมายได้ไม่เท่ากัน เพราะทุกคนแตกต่างกันสังคมเลยไม่มีความเท่าเทียมแล้วเกิดเป็นปัญหาการเหยียดล้อเลียนกัน  ซึ่งปัญหาของการเหยียดกันนั้นมันอาจจะเป็นเพราะ ความชอบ  และ รสนิยม ของมนุษย์  ที่หากเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีความชอบ  และรสนิยม ที่มันต่างกัน ความแตกต่างพวกนี้จะมาซึ่งการเกิดการเหยียดกันในสังคม 

.

เพราะสังคมมีความแตกต่างจึงทำให้เกิดการเหยียด

1.ความต่างเรื่องสีผิว

       ในยุคที่ผู้คนมากมายลุกขึ้นมาทวงคืนความเป็นตัวเอง นางแบบผิวสีเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นคนผิวสีไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป เพราะรสนิยมของสีผิวไม่ได้มีแค่เฉดสีเดียวอย่างผิวขาวอีกต่อไป แต่เฉดสีผิวเหลืองเฉดสีผิวดำก็เริ่มเป็นที่ถูกพูดถึง เริ่มมีความเปิดกว้างไม่ว่าจะในสายประกวดที่ได้รับความนิยมที่ไม่ต้องอายที่จะประกาศว่าความสวยที่พวกเธอมี คือความสวยในรูปแบบใด รสนิยมเรื่องความขาวถูกลดค่าลง ตามค่านิยมในปัจจุบัน 

อย่างเมญา นนธวรรณ ทองเหล็ง มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 ที่เป็นตัวแทนประกวดและเป็นนางงามผิวสีคนแรกของประเทศที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ดังเช่นว่า ความงามขึ้นอยู่กับการกำหนดค่านิยมในสังคมหรือวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนดว่า ต้องผิวขาว หุ่นดี ถึงจะเรียกว่าสวย หรือเวลาผ่านไปต้องสีผิวเบสหรือแทน แบบนั้นถึงจะสวย และท้ายที่สุดมาตรฐานความสวย เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและขึ้นอยู่กับรสนิยมความชอบของคนในช่วงนั้น ซึ่งหากใครโดดเด่นและมีความต่างขึ้นมาก็จะมีการล้อเลียนกันเกิดขึ้น

“ในช่วงที่ไปเก็บตัวประกวดมิสเวิลด์ที่ลอนดอน เพื่อนๆ จากประเทศอื่นชอบสีผิวเรามาก มิหนำซ้ำผู้เข้าประกวดจากชาติอื่นๆ ยังทาผิวให้มีสีแทน เพราะในมุมมองของชาติตะวันตก การที่ผู้หญิงมีผิวสีแทน จะดูเป็นสาวสุขภาพดี เพราะถ้าเป็นเวทีบ้านเราก็คงจะทาผิวให้ดูขาวขึ้น ตอนที่เมญ่าได้ตำแหน่งชนะเลิศ ซึ่งเป็นนางงามผิวสีคนแรกของประเทศ แต่ก็มีกระแสโจมตีจากสังคมถึงความไม่เหมาะสมต่อสีผิวของเมญ่าทันที” บทความสัมภาษณ์เมญ่าจาก  https://www.thairath.co.th/content/491106

หากเรามองดูว่าในปัจจุบันนี้ปัญหาเรื่องการเหยียดมีผู้คนเริ่มตื่นตัวมากขึ้นมองว่าทุกวันนี้มีความเท่าเทียมเสมอภาคกันหมดแล้ว ในวงการเริ่มมีคนผิวสีเป็นนางแบบออกมามากมาย ซึ่งตรงข้ามกันกับสื่อโฆษณาที่ยังพยายามนำเสนอ ภาพลักษณ์ของความขาวคือคำตอบ อย่างคำพูดที่ว่า ‘แค่ขาวก็ชนะ’ หรือ ไม่ว่าจะการปลูกฝั่งในรสนิยมต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ และการนำเสนอลักษณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นเรื่องราวปกติในสังคม แม้สังคมจะออกมากวิพากษ์วิจารณ์มากเท่าไหร่  แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีอยู่

2.ความต่างเรื่องรสนิยม

       รสนิยมเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เราไม่สามารถบอกได้ว่ารสนิยมแบบไหนดีหรือไม่ดี เพราะรสนิยมความชอบมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และหากจะมองได้ว่า รสนิยม นั้นมาจากค่านิยม ซึ่งค่านิยมเกิดจากสังคมที่เราอยู่ เพราะความชอบที่ต่างกันของคน  ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่า ใครดีกว่าใคร  จากสิ่งที่บุคคลนั้นๆชอบการดูถูกความชอบของคนอื่น มักเกิดจากการที่เราชอบต่างจากเขา

การเหยียดความชอบของคนอื่น เพราะที่ว่าในสังคมเป็นสังคมที่ชอบเหยียดผู้อื่นที่มีความชอบแตกต่างไปจากคนทั่วไป เช่น ไอดอล แฟชั่น หรือเกมส์ โดยที่คนไม่ชอบ มักจะเหยียดคนที่ที่มีความชอบเหล่านี้ อย่างความชอบศิลปินเกาหลี ที่มีการเหยียดว่า “ไร้สาระ” “บ้าผู้ชาย” “ไม่รักประเทศ” คำเหล่านี้เป็นคำกล่าวหาที่มักพบพร้อมกับคำว่าติ่งเกาหลี รสนิยมความชอบที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีแต่ก็ยังมีกระแสที่ค่อยเหยียดอยู่เสมอ ถ้อยคำหรือข้อความแห่งความเกลียดชังที่มีต่อติ่งเกาหลี ความไม่สมเหตุสมผลของสังคมที่ใช้ดูถูกคนชอบของคนกลุ่มหนึ่ง

การที่อยากจะให้คนอื่นเคารพในความชอบของเราและเลิกดูถูกกัน ซึ่งเราควรเริ่มการยอมรับในสิ่งเหล่านั้นและเราควรมองกันที่ความเป็นคน ไม่ใช่มองจากการว่าเป็นเพศไหน ศาสนาอะไร มีความชอบแบบไหน รสนิยมอย่างไหร่ หรือเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราก็ต่างเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีความแตกต่าง เหมือนๆ กัน มีความชอบและรสนิยมที่ไม่เหมือนกัน

3.ความต่างเรื่องเพศ

       ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น แต่เมื่อมองในโลกของสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ยิ่งทำให้เห็นถึงสังคมที่มีการเหยียดเพศอยู่เรื่อย ๆ ผ่านการแสดงความคิดเห็นในสื่อต่าง ๆ แต่สังคมก็เปิดกว้างมากพอกับเรื่องเพศ ทั้งมีคนดังหรือดาราเป็นเพศที่สามมากขึ้น นั่นจึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเปิดรับเรื่องเพศมีมากขึ้นในสังคม 

หากพูดถึงสามประเภทสองในสื่อที่ถูกนำเสนอ เราคงคิดถึงความสนุกมากกว่าการได้รับบทบาทการเป็นนางเอก ซึ่งปอย ตรีชฎาที่มีโอกาสแคสต์งานที่ฮ่องกง และได้รับโอกาสที่มากมาย สิ่งนี้อาจทำให้เห็นว่าสาวประเภทสองไม่จำเป็นต้องเป็นคนตลก

 “ในอดีต อุตสาหกรรมบันเทิงไทยชอบผลิตความบันเทิงที่ให้กลุ่ม LGBT เป็นตัวตลกเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กๆ ที่เป็น LGBT เข้าใจผิดว่าการถูกยอมรับได้จะต้องตลก พอเป็นแบบนี้ เขาก็พลาดโอกาสในการทำสิ่งที่ดี พลาดโอกาสในการวางตัวที่ดี เพราะเมื่อไรที่วางตัวดี เขาจะถูกสังคมตีตราว่าไม่จริง ซึ่งปอยก็เคยโดนมาก่อน แค่เพราะแตกต่าง แค่เป็นคนไม่ตลก ปอยก็โดนหาว่าแอ๊บ และปอยรู้สึกว่าถึงคนจะมองว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ของ LGBT แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าเป็นตัวตลกหรือเป็นคนนอก วิธีการแก้ปัญหาอาจจะไม่ใช่อยู่ที่การไปบอกว่า “ได้โปรดยอมรับเราเถอะ” แต่เราต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเพื่อให้ใครมายอมรับ เราต้องยอมรับตัวเองก่อน”
บทสัมภาษณ์ของปอย ตรีชฎา จากเว็บhttp://lgbtthai.com/entertainment-

       หากวงการสื่อนั้นไม่ได้มีแค่ปอย ตรีชฎาที่ประสบความสำเร็จยังมีอีกหลายคนมากมากที่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเพศที่สามก็สามารถมีคุณค่าในตัวเองได้ การเห็นคุณค่าของความเป็นตัวเองนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนให้เรามองเห็นถึงความแตกต่างในตัวเราเองเป็นสิ่งที่สวยงาน เพราะในเมื่อค่านิยมยังมีอิทธิพลกับคนเราอยู่มาก ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะให้เลิกคิดและเลิกเหยียดกัน ซึ่งในเรื่องความความแตกต่าง ทั้งด้านความชอบ รสนิยม ไม่ว่าจะเรื่องเพศเองก็ตาม คงเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้คนเห็นต่างกันไป ดังนั้นอีกสิ่งที่เราต้องมองกลับไปเลยคงการเป็นตัวของตัวเองนั้นดีที่สุด ไม่ต้องยึดติดกับความสวยงามที่ถูกตีค่าจากคนอื่น เพราะโลกนี้ต้องขับเคลื่อนด้วยความหลากหลาย ทั้งคนสวย คนไม่สวย คนดี คนไม่ดี  และในปัจจุบันก็เริ่มมีความคิดเห็นที่เปิดกว้างกันมากขึ้นทำให้ค่านิยมเหล่านี้เริ่มลดลงไป 

หมวดหมู่:บทความ, สังคม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.