ปัญหาความเหลื่อมล้ำนำมาซึ่งการเหยียดอย่างไม่มีสิ้นสุด

“ความเหลื่อมล้ำก่อให้เกิดการเหยียด หรือ การเหยียดก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ” คำถามที่ชวนสงสัยนี้คำตอบของมันคืออะไรผู้เขียนได้แต่สงสัย ในโลกที่มีผู้คนหลากหลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกโดนเหยียดหรือโดนดูถูกจากกลุ่มคนที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่า ซึ่งนี่เป็นปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ ทั้งจากข้อมูล CS Global Wealth Report 2018 ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ รายงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงจนติดอันดับหนึ่งของโลก ทำให้ในสังคมความเหลื่อมล้ำ การโดนเหยียดจึงเป็นสิ่งที่ยังวนเวียนอยู่ในชีวิต

ในยุคที่วัตถุนิยมเข้ามาแทรกซึม การถูกแบ่งชนชั้นจึงเกิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อมีการแบ่งแยกความไม่เท่าเทียมจึงปรากฏออกมา “เด็กหลังห้อง”  หลายคนคงเคยได้ยิน คำพูดที่แฝงไปด้วยความดูถูกและแบ่งแยกชนชั้นนี้ สร้างทัศนคติที่จดจำให้ใครหลายคน เด็กบางส่วนอาจคิดว่าการเป็นเด็กหลังห้องนั้นโก้เก๋ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อมาอยู่ในสังคมที่โตขึ้น ความโก้เก๋ที่เคยคิดนั้นจะกลายเป็นเด็กเกเรที่ไม่สนใจการเรียนในสายตาของคนส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากเด็กหน้าห้องที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ตั้งใจเรียน จนเกิดเป็นภาพจำของใครหลายคน และยังมักได้รับอภิสิทธิ์พิเศษที่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นในความสามารถ ทั้งยังได้โอกาสถูกเลือกทำกิจกรรมที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียนเป็นอันดับแรกๆ เสมอ เด็กที่อยู่หลังห้องจึงถูกมองข้ามเป็นประจำ ทำให้เห็นว่าเด็กทั้งสองแบบถูกตั้งสถานะภายในโรงเรียนต่างกัน 

สถานะที่ต่างกันมักมาพร้อมกับการเหยียดที่ไม่มีสิ้นสุด เหมือนนิยามของคำว่าตลาดล่างที่ชาวเน็ตให้ความหมายไว้ว่าเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญและเดือดร้อนให้ผู้อื่น ตลาดล่างจึงเสมือนเป็นคำดูถูกที่รุนแรงเลยก็ว่าได้ หลายคนอาจไม่ชอบใจเมื่อมีคนมาตราหน้าว่าตัวเองเป็นตลาดล่าง แต่เคยคิดบ้างไหมว่ากลุ่มคนที่ตนเองเคยตราหน้านั้นอาจจะไม่ชอบใจเช่นเดียวกัน และไม่ว่าจะอยู่ตลาดไหนก็ควรได้รับคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน อีกทั้งตลาดล่างยังมีความหมายถึงคนที่มีฐานะยากจน ไร้การศึกษา และประเทศไทยก็จัดเป็นประเทศที่มีคนรวยเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด ตามรายงานของข้อมูล Global Wealth Report 2018 ทำให้ความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นช่องว่างทางฐานะขนาดใหญ่ของคนสองกลุ่ม 

จากกรณีเหตุการณ์งานบวชวัดสิงค์บุกพังห้องสอบ GAT/PAT ในโรงเรียนมัธยมวัดสิงค์ ได้สร้างความหดหู่แก่นักเรียนและชาวเน็ตในประเทศเป็นอย่างมาก ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้แสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของคนไทยออกมาระหว่างกลุ่มคนสองฝั่ง เพราะการศึกษาเป็นส่วนช่วยให้เรามีตรรกะความคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งจากบทความปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย ในเว็บไซต์ THAIPUBLICA ทำให้เห็นว่าเด็กไทยยังมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อยู่เป็นจำนวนมาก เด็กต้องออกเรียนกลางคันหรือครอบครัวไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายได้ ส่งผลให้ขาดการศึกษาจนต้องใช้อารมณ์แทนสติในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ  และกลายมาเป็นตัวอันตรายที่สังคมมองว่าเป็นปัญหาที่มาจากผู้ไม่มีการศึกษา ดังเช่นเหตุการณ์วัดสิงค์นี้เอง

สังคมมองว่าผู้ไม่มีการศึกษาเป็นคนด้อยค่า ความคิดนี้ผู้เขียนมองว่าไม่เป็นความจริงเพราะในโลกนี้ไม่มีคนด้อยค่ามีแต่คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของตนเองมากกว่า และการที่ยอมรับว่าตนเป็นคนด้อยค่าจากคำพูดของคนอื่น นั่นแสดงให้เห็นว่าเราก็ดูถูกคนที่ไม่มีการศึกษาเหมือนกัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีเหตุและผลในการไตร่ตรองสิ่งต่างๆ ในชีวิต คนที่เรียนไม่จบก็อาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถเรียนต่อไปได้ ผู้เขียนจึงอยากจะสื่อว่า “เราไม่ควรตัดสินคนอื่นด้วยการมองเพียงอย่างเดียว ควรคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่เขาต้องเผชิญ เหมือนอย่างที่การศึกษาได้สอนมา” 

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจึงถูกมองเป็นปัญหาที่อยู่บนจุดสูงสุดของประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และยังก่อให้เกิดปัญหาย่อยๆ ตามมาอีกด้วย เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นแต่ละคนก็จะมีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน แน่นอนว่าชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน การโดนเหยียดจากคนที่คิดว่าตนเองมีระบบการใช้ชีวิตสูงกว่าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดและเลิกเหยียดในเหยียดหรือเลิกรู้สึกแย่กับเรื่องที่โดนเหยียด ชีวิตและสุขภาพ ความเป็นอยู่อาจสดใสขึ้นมาก็เป็นได้

“ความเหลื่อมล้ำที่นำมาซึ่งการเหยียด แม้แต่ในโลกโซเชียล เกมออนไลน์ หรือแม้แต่สังคมกลุ่มเด็กๆ ก็ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่มองว่าการเหยียดเป็นเรื่องตลกธรรมดา ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ยังเจอ เพียงแค่เราไม่มีเงินเข้าร้านหรูๆ อย่างคนอื่น ไม่มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมใส่ ไม่มีเงินซื้อของแพงๆ ไม่ได้เรียนในโรงเรียนดัง หรือแม้แต่หน้าตาไม่ดีเท่าคนรอบข้าง ก็อาจถูกมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม โลกที่ถูกกลืนกินด้วยความเหลื่อมล้ำนี้ ถ้าทุกคนมองคนอื่นอย่างเท่าเทียมกับตัวเองไม่ไปเปรียบเทียบคนอื่นกับใคร ไม่ไปล้อเลียนให้ใครเสียความมั่นใจ ถึงแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ถ้าลองทำโลกใบนี้ก็อาจจะน่าอยู่ขึ้นอีกนิดก็ได้”


ที่มาข้อมูล
CS Global Wealth Report 2018 : https://www.the101.world/inequality-in-the-21st-century/?fbclid=IwAR2J62brkY71DoE_qjHyku91W6D43RQ3PubhzFNLDxTje3xr1YeTvLOq1ws

ที่มาบทความปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย : https://thaipublica.org/2016/05/pier-4/?fbclid=IwAR3q7RyXTgE9NdHNr-dmv-A_Oab5hYlNDnkV-bqJx7gBaH2OGmTXHO5fp-k

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: