เหยียดหยาม กลั่นแกล้ง ด่าทอ แรงกระตุ้นภาวะซึมเศร้า

ข้อความหรือคำพูดเพียงไม่กี่คำสามารถฆ่าคนได้ไม่ใช่คำที่กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย บางครั้งเราอาจจะไม่ทันได้ตระหนักหรือให้ความสำคัญกับถ้อยคำหรือข้อความที่สื่อออกไปจนลืมไปว่าคำพูดที่กล่าวออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับมาได้ ผู้พูดเมื่อกล่าวไปแล้วสามารถลืมเลือนได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้ฟังกลับจำได้อย่างฝังใจ

ปัจจุบันแม้ว่าสังคมจะให้ความสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่ายังคงมีคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และในยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงกันได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอสมาร์ทโฟน การแสดงความคิดเห็นหรือการส่งข้อความจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและขาดการไตร่ตรองมากเท่าที่ควร เมื่อไม่นานมานี้มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นในลักษณะการเหยียดหยาม ด่าทอและใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในสื่อออนไลน์หรือเรียกอีกอย่างว่า Cyberbullying เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้ที่โดนกระทำดังกล่าวเลือกที่จะปลิดชีพตัวเอง

เรามักจะเห็นข่าวศิลปิน ดาราหรือบุคคลสาธารณะหลายคนที่เลือกจะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายและส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นมักมีอาการที่เรียกว่า โรคซึมเศร้าหรือบางคนมีอาการคิดมากวิตกกังวลเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้พวกเขาเหล่านั้นฆ่าตัวตาย สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้านั้น ทางกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (Department of Mental Health) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า อิทธิพลจากครอบครัวและคนรอบข้าง หรือมีลักษณะนิสัยเป็นคนอ่อนไหวง่าย คิดมาก มองโลกในแง่ลบ มีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล โรคซึมเศร้าอาจเกิดจากการมีปัจจัยมากระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียดขึ้นมาก่อน หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยมากระตุ้น แต่กรณีนี้เกิดขึ้นได้น้อย

แม้ว่าการโดนข้อความด่าทอ หรือเหยียดหยามจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดการเป็นโรคซึมเศร้าแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ไปกระตุ้นให้อาการของโรคซึมเศร้าให้รุนแรงขึ้น ในประเทศไทย มีข้อมูลการสำรวจความชุกของโรคซึมเศร้า พ.ศ.2551 พบว่า มีคนไทยป่วยซึมเศร้า 1.5 ล้านคน หากพิจารณาตามเพศและอายุของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า พบว่า ผู้หญิงเสี่ยงป่วยมากกว่าผู้ชาย 1.7 เท่าโดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 25-59 ปี ร้อยละ 62 รองลงมาเป็นวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 26.5 และเป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี ร้อยละ 11.5 ทั้งนี้ แม้ในกลุ่มเยาวชนจะมีสัดส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน้อยกว่าในกลุ่มวัยทำงานและวัยผู้สูงอายุ แต่นับเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญและต้องเร่งแก้ไขเนื่องจากวัยรุ่นเป็นทรัพยากรที่มีค่าในการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น โดยมีข้อมูลพบว่า ในปี 2560 กลุ่มเยาวชนอายุ 20-24 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายที่ 4.94 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 5.33 ต่อประชากรแสนคน

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่พบว่า กลุ่มเยาวชนโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2561 จากการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ทั้งสิ้น 70,534 ครั้ง เป็นกลุ่มเด็กอายุ 11-19 ปี 10,298 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 14.6 และเป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 20-25 ปี 14,173 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 20.1 สาเหตุหลัก ๆ คือปัญหาความเครียดหรือวิตกกังวล ปัญหาทางจิตเวช ปัญหาความรัก ปัญหาซึมเศร้า และปัญหาครอบครัว สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 มีผู้โทรเข้ามาใช้บริการทั้งสิ้น 40,635 ครั้ง เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 11-25 ปี จำนวน 13,658 ครั้ง เมื่อจำแนกตามประเภทของปัญหาพบว่า สัดส่วนของเด็กและเยาวชน ที่มีปัญหาความเครียดหรือวิตกกังวล ปัญหาความรัก ซึมเศร้า และมีความคิดหรือความพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

กรณีตัวอย่างของการพูดเหยียดหยามและด่าทอ เมื่อไม่นานมานี้มีข่าว #หนุ่มแว่นหัวร้อน กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก จากคลิปซึ่งถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยเนื้อหาภายในคลิปเป็นเรื่องของชายหนุ่มใส่แว่นวัย 20 กว่าปี ขับรถป้ายแดงเฉี่ยวชนกับรถกระบะส่งของ และมีการกล่าวถ้อยคำในทำนองดูถูกคนไทยและอวดตนว่าร่ำรวยกว่า ซึ่งเมื่อผู้คนได้รับชมคลิปดังกล่าวก็เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ ถึงหนุ่มแว่นและมีการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลของหญิงสาวที่อยู่ในรถกับชายหนุ่มรวมถึงครอบครัวของเขา เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ จนกระทั่งถึงขั้นมีกลุ่มคนไปชุมนุมด่าทอชายหนุ่มและครอบครัวที่หน้าสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ ขณะที่กำลังมีการสอบสวน แม้ว่าจะมีการออกมาขอโทษและบอกกล่าวว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้าแต่ก็ยังคงมีผู้คนโพสต์ข้อความด่าทอ เหยียดหยามและบานปลายไปจนถึงขั้นด่าทอพ่อแม่ คนรอบข้างของชายหนุ่มด้วยถ้อยคำที่รุนแรง แม้ว่าถ้อยคำหรือคำพูดของชายหนุ่มใส่แว่นจะเป็นการดูถูกหรือเหยียดหยาม แต่สิ่งที่เราควรตระหนักและให้ความสำคัญมากกว่าคือการยับยั้งตนเองไม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ใช้ถ้อยคำรุนแรง เหยียดหยามโต้ตอบกลับ มีหลากหลายวิธีในการแสดงความคิด อย่าเพียงแค่สร้างค่านิยม รณรงค์ แต่เราควรที่จะตระหนักและให้ความสำคัญกับการใช้ถ้อยคำหรือข้อความที่ไม่เหยียดหยามหรือทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนนั้นไม่มีค่า อย่าให้ต้องมีใครจากไปเพียงแค่คำพูดหรือข้อความที่ไม่ไตร่ตรองอีกเลย

 

อ้างอิง : http://www.prdmh.com/ข่าวสาร/ข่าวแจกกรมสุขภาพจิต

           : https://www.bumrungrad.com/th/conditions/depression

          : https://www.isranews.org/thaireform/thaireform-documentary/77277-nesdb-77277.html

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: